สมเด็จพระสังฆราชประทานพระโอวาทวันมาฆบูชา ๒๕๕๕
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระโอวาทวันมาฆบูชา ให้คนไทยระลึกคุณถึงพระรัตนตรัย พร้อมร่วมกันสืบทอดพระพุทธศาสนา ให้เกิดสันติภาพและสันติสุขของโลก
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระโอวาทเนื่องในวันมาฆบูชา พุทธศักราช ๒๕๕๕ ความว่าวันมาฆบูชา "โอวาทปาติโมกข์" หัวใจพระพุทธศาสนา

วันมาฆบูชา วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ "หัวใจพระพุทธศาสนา" ในปีนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ “มาฆะ” เป็นชื่อเรียกของเดือน ๓ ส่วนคำว่า “มาฆบูชา” ย่อมาจากคำว่า “มาฆปุรณมีบูชา” แปลว่า\“การบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน ๓” ดังนั้น วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ (หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ในปีอธิกมาส) ถือเป็น “วันจาตุรงคสันนิบาต” นับจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาเป็นเวลา ๙ เดือน
มาฆบูชา พระนิพนธ์โดย สมเด็จพระสังฆราช จากหนังสือแสงส่องใจ ปี ๒๕๕๐
“มหมฺปิ เจ สํหิต ภาสมาโน น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต
โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ.”
“หากกล่าวพุทธพจน์ได้มาก แต่เป็นคนประมาท ไม่ทำตามพุทธพจน์นั้น ก็ไม่มีส่วนแห่งสามัญผล เหมือนคนเลี้ยงโคคอยนับโคให้ผู้อื่นฉะนั้น.”
วันมาฆบูชา วันแห่งความรักในพระพุทธศาสนา ในปีพระพุทธศักราช ๒๕๕๐ นี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๓ เดือนมีนาคม ความสำคัญของวันมาฆะ คือ วันที่พระจันทร์เต็มดวงเสวยมาฆฤกษ์ ซึ่งมีอยู่เป็นประจำนานมาแล้ว ได้มีความสำคัญเกิดขึ้นในวันมาฆนี้ เป็นเหตุให้เป็นที่เทิดทูนบูชาให้เป็นวันมาฆบูชา คือเมื่อ ๒๕๙๕ ปีก่อนปีนี้ สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ พระมหาวิหารเวฬุวัน ทรงมีพระพุทธประสงค์จะประกาศพระพุทธศาสนาแก่โลก เป็นครั้งแรก โดยทรงมีพระอริยสงฆ์ ซึ่งเป็นพระพุทธสาวกรุ่นแรก มีจำนวน ๑,๒๕๐ องค์ เป็นผู้ที่จะอัญเชิญไปเป็นหลักในการประกาศพระพุทธศาสนาสืบไป พระสงฆ์พุทธสาวก ๑,๒๕๐ องค์นั้น ขณะที่สมเด็จพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน มิได้พร้อมกันอยู่ในพระวิหารเช่นสมเด็จพระบรมศาสดา แต่ต่างอยู่ในที่ต่างๆ ห่างไกลกัน เมื่อทรงมีพระพุทธประสงค์จะให้ได้รับฟังการทรงประกาศพระพุทธศาสนา ก็ทรงส่งพระพุทธจิตไปอาราธนาพระพุทธสาวกทั้ง ๑,๒๕๐ องค์ ให้ไปพร้อมกัน ณ พระวิหารเวฬุวัน ที่เสด็จประทับอยู่ ได้ทรงกระทำพระวิสุทธอุโบสถในท่ามกลางพระสาวกสงฆ์สันนิบาตรอรหันตขีณาสพจำนาน ๑,๒๕๐ องค์ดังกล่าว วันนั้นตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ ซึ่งได้รับการเทิดทูนเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในพระพุทธศาสนาคือวันมาฆบูชา.
วันมาฆบูชา
วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์
ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ (หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ในปีอธิกมาส)
“การบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน ๓” ดังนั้น วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓
(หรือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ในปีอธิกมาส) ถือเป็น “วันจาตุรงคสันนิบาต”
นับจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาเป็นเวลา ๙ เดือนแล้ว
เมื่อถึงวันเพ็ญกลางเดือน ๓ พระองค์ได้เสด็จไปประทับ ณ เวฬุวนาราม เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ครั้งนั้นได้มี
พระอรหันต์ จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งแบ่งเป็นพระอรหันต์ที่อยู่ในคณะของพระอุรุเวลกัสสปเถระ พระนทีกัสสปเถระ
และพระคยากัสสปเถระ รวม ๑,๐๐๐ รูป กับพระอรหันต์ที่อยู่ในคณะของพระสารีบุตรเถระ และพระโมคคัลลานะเถระ
๒๕๐ รูป รวมทั้งสองคณะเป็น ๑,๒๕๐ รูป ได้พร้อมกันไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
การมาประชุมใหญ่ของ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าในครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ใน
สมัยพุทธกาล จึงเรียกเหตุการณ์ในคราวนั้นว่า “จาตุรงคสันนิบาต” แปลว่า
“ความประชุมประกอบด้วยองค์ ๔" ในอรรถกถาทีฆนขสูตร ได้แสดงไว้ว่า องค์ ๔ คือ
พระสาวกที่มาประชุมกันเป็นมหาสันนิบาต นั้นคือ