บทความวิชาการ

ธรรมนิทาน

ภาพวาดวรรณกรรมพื้นบ้านยายกับตาปลูกถั่วปลูกงา - ภาพโดย พระครูพิมลธรรมภาณ

นิทาน เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากเรื่องจริง หรือเรื่องที่ผสมผสานกันระหว่างเรื่องจริงจากประสบการณ์ของผู้เล่าเข้ากับจินตนาการ จุดประสงค์ส่วนใหญ่ในการเล่านิทานเพื่อสร้างความสนุกสนานบันเทิงใจ ใช้สั่งสอนเตือนใจ หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สำหรับในส่วนของนิทานที่ให้ข้อคิดคติธรรมมีอยู่ทั่วไปในทุกชาติทุกภาษา นิทานประเภทนี้เป็นการบอกเล่าความดี ความงาม ความถูกต้องตามบรรทัดฐานกฎเกณฑ์ในสังคม เพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เราเรียกนิทานแบบนี้ว่านิทานคติธรรม ผู้วิจัยเรียกนิทานในงานวิจัยนี้ว่า “ธรรมนิทาน” หรือ นิทานสื่อธรรม

ความหมายของนิทานสื่อธรรม

มนุษย์ทุกเพศทุกวัยทุกเชื้อชาติรู้จักนิทานมาเป็นเวลานาน คาดว่ายาวนานเท่ากับสังคมมนุษย์ตั้งแต่สมัยดึกดาบรรพ์ เห็นได้จากถ้าโบราณในยุคหิน มีการเล่าเรื่องผ่านรอยขีดเขียนบนผนังถ้าโดยใช้สีที่หาได้ตามภูมิปัญญาในสมัยนั้น การเล่าเรื่องด้วยภาพวาดเหล่านี้เป็นนิทานที่เล่าโดยไร้เสียง ถ้าเทียบกับปัจจุบันก็น่าจะเทียบได้กับนิทานภาพซึ่งพัฒนาสีสัน และรูปลักษณ์ของการสรรสร้างภาพด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยในยุคดิจิตอล มุมมองของนิทานก็เช่นกัน แม้จะตั้งอยู่บนรากฐานความคิดเดียวกันแต่ก็มีผู้ให้นิยามของนิทานแตกต่างหลากหลายกันไปตามยุคสมัย วัฒนธรรมท้องถิ่น ความเชื่อ ค่านิยมทางสังคม และ ศาสนา เป็นที่มาของธรรมนิทานที่สื่อคำสอนด้านศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม อันกอปรด้วยคุณค่าหลายประการ ดังที่จะแสดงต่อไป

ความหมายของนิทาน

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของนิทานว่า “เรื่องที่เล่ากันมา เช่น นิทานชาดก นิทานอีสป”[๑]

พระมหาสมปอง มุทิโต นิยามความหมายของนิทานว่า “เหตุ ต้นเหตุ เหตุอันเป็นเครื่องกำหนดหรือแสดงผล” เกี่ยวข้องกับเรื่องกรรมว่าทำกรรมอย่างไรย่อมให้ผลอย่างนั้น

ประคอง นิมมานเหมินท์ กล่าวถึงนิทานในเชิงคติชนวิทยาว่า “หมายถึงเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาจนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรม”[๒]

วลัย ชวลิตธารง ให้คำจำกัดความของนิทานว่า “นิทานคือเรื่องราวที่เล่าสืบเนี่องต่อกันมาเป็นทอด ๆ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน นิทานเหล่านี้อาจเป็นเรื่องที่อิงความจริง หรือมีการเล่าเสริมต่อให้สนุกสนาน ตื่นเต้น ลึกลับ หรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากจินตนาการของผู้เล่า”[๓]

สมบูรณ์ ศิงฆมานันท์ กล่าวถึงความหมายของนิทานว่า “นิทานเป็นเรื่องที่บันทึกความเป็นมาของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งของ เป็นประสบการณ์ของชีวิต เป็นการตอบข้อสงสัย เป็นเครื่องกระตุ้นให้มนุษย์พัฒนาไปสู่ทิศทางที่พึงปรารถนา เป็นการระบายความรู้สึกนึกคิดความเศร้าโศก เสียใจ ดีใจ เพ้อฝัน เป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสัตว์ และมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม”[๔]

ทรงพร สุทธิธรรม กล่าวว่า “นิทาน คือ เรื่องราวที่เล่าต่อกันมา หรือแต่งขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อความสนุกสนาน หรือสอดแทรกแนวคิดคุณธรรมลักษณะที่พึงประสงค์แก่เด็ก เพื่อให้เด็กสามารถปฏิบัติตนได้เหมาะสมในการดำรงชีวิตในสังคม”[๕]

สุดาวดี ใยพิมล ให้ความเห็นว่า “เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา หรือมีผู้แต่งขึ้น เพื่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินและสอดแทรกความคิด คุณธรรมอันดีงามเข้าสู่จิตใจเด็ก และเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนที่ถูกที่ควรในการดำรงชีวิตในสังคม”[๖]

กิ่งแก้ว อัตถากร ว่า “นิทานคือการเล่าปากต่อปาก จากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลายประการด้วยกัน อาทิ เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน เพื่อความจรรโลงใจ เพื่อสั่งสอนเป็นคติเตือนใจ รวมทั้งเป็นเครื่องมือขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์”[๗]

นิทานถูกแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้มากมายหลายประเภทหลากมุมมองของนักวิชาการ บ้างก็มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน บ้างก็มีมุมมองที่แตกต่าง หรือแตกยอดออกไป ดังตัวอย่างที่ยกมาแสดง ดังนี้

กุหลาบ มัลลิกะมาส ได้แสดงรูปแบบนิทานไว้ ๕ ประเภท ได้แก่

  1. (๑) นิทานปรัมปรา (FairyTales หรือ Household Tales) เป็นนิทานมีขนาดยาวไม่ระบุสถานที่แน่นอน เป็นเรื่องของตัวละครที่กล้าหาญ ได้แต่งงานกับเจ้าหญิงหรือหญิงสูงศักดิ์แล้วได้ครองเมือง เช่น เรื่องสโนไวท์ เจ้าหญิงนิทรา ปลาบู่ทอง สังข์ทอง เป็นต้น
  2. (๒) นิทานท้องถิ่น (Lend) นิทานชนิดนี้มักมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียม ประเพณี ตานาน มักเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เช่น เรื่องท้าวแสนปม
  3. (๓) นิทานเทพนิยาย (Myth) เป็นนิทานที่มีเทวดาหรือกึ่งเทพ เป็นตัวละคร เช่น เจ้าป่า เจ้าเขา เป็นต้น
  4. (๔) นิทานเกี่ยวกับสัตว์ (Annimal Tales) เป็นนิทานที่มีตัวเอกเป็นสัตว์หรืออาจมีคนเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ทั้งคนและสัตว์จะปฏิบัติต่อกันเหมือนกับว่าเป็นมนุษย์ นิทานชนิดนี้ได้รับความนิยมกว้างขวางและยังแยกย่อยเป็น ๒ ประเภท คือ นิทานเกี่ยวกับคติธรรม (Fable) เป็นนิทานสอนใจที่มีตัวเอกเป็นสัตว์เสมอ เช่น นิทานอีสปชาดกต่าง ๆ ที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสัตว์ เป็นต้น นิทานเกี่ยวกับสัตว์อีกประเภท ได้แก่ นิทานประเภทเล่าซ้ำซากหรือไม่รู้จบ เช่น เรื่องยายกะตาปลูกถั่วให้หลานเฝ้า นิทานชนิดนี้มีเนื้อเรื่องและวิธีเล่าแบบเฉพาะ
  5. (๕) นิทานตลก (Jet, Humorous, Merry Tales) มักเป็น นิทาน สั้น ๆ สาระที่สำคัญของนิทานตลกเพื่อสร้างอารมณ์ขัน[๘]
ภาพวาดวรรณกรรมพื้นบ้านยายกับตาปลูกถั่วปลูกงา ที่เชิงบานหน้าต่างในพระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร - ภาพโดย พระครูพิมลธรรมภาณ
ภาพวาดวรรณกรรมพื้นบ้านยายกับตาปลูกถั่วปลูกงา ที่เชิงบานหน้าต่างในพระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร – ภาพโดย พระครูพิมลธรรมภาณ

ประคอง นิมมานเหมินท์ แบ่งประเภทของนิทานโดยใช้แบบของนิทาน หรือลักษณะของเนื้อเรื่องเป็นเครื่องมือแบ่งประเภทนิทานไว้อย่างละเอียด ดังนี้

  1. ๑. นิทานปรัมปราหรือนิทานทรงเครื่อง (Fairy Tale) เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาวมีเหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์ประกอบขึ้นมาเป็นเรื่องราว มีทั้งเหตุการณ์ที่ขัดแย้งกันและคล้อยตามกัน ตัวเอกของเรื่องมักมีคุณสมบัติพิเศษเหนือมนุษย์ทั่วไป มีอิทธิปาฏิหารย์ เนื้อเรื่องสนุกสนานตื่นเต้นเต็มไปด้วยจินตนาการ ต้นร้ายปลายดี ช่วงเวลาและสถานที่ของเรื่องไม่ชัดเจน มักขึ้นต้นเรื่องว่า กาลครั้งหนึ่ง ณ เมืองแห่งหนึ่ง เช่น ปลาบู่ทอง สังข์ทอง เป็นต้น
  2. ๒. นิทานท้องถิ่น (Legend or Sage) ลักษณะคล้ายนิทานปรัมปราแต่เนื้อเรื่องจะสั้นกว่ามักเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ คตินิยม ขนบประเพณี มีการอ้างอิงหลักฐานประกอบในลักษณะของสถานที่จริงตัวบุคคลจริง เพื่อความน่าเชื่อถือ เช่น เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก พระยากงพระยาพาน เป็นต้น
  3. ๓. นิทานอธิบาย (Explanatory Tale) ลักษณะคล้ายนิทานปรัมปรา นิทานท้องถิ่น อาทิ ผาคอยนาง รวมทั้งตอบคำถามเรื่องปรากฎการณ์ต่าง ๆ ด้วย เช่น ทำไมมดตะนอยจึงเอวคอด ทำไมคนต้องตบยุง กำเนิดดาวลูกไก่ เป็นต้น
  4. ๔. นิทานชีวิต (Novella or Romantic Tale) เรื่องราวค่อนข้างยาวและมีลักษณะใกล้เคียงกับชีวิตจริงของมนุษย์ทั่วไป เนื้อเรื่องมีทั้ง รัก โลภ โกรธ หลง กลัว ตัวเอกต้องใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา ต้องเข้มแข็งอดทนและกล้าหาญ เช่น ขุนช้างขุนแผน พระลอ เป็นต้น
  5. ๕. นิทานเรื่องผี (Ghost Tale) เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ เนื้อเรื่องตื่นเต้นเขย่าขวัญ ตัวเอกเป็นวิญญาณภูตผี ซึ่งจะปรากฎตัวแสดงอิทธิฤทธิ์ หลอกหลอน สิงสู่ เพี่อให้ความช่วยเหลือมนุษย์หรือแก้แค้น เช่น แม่นาคพระโขนง ผีกองกอย ผีกระสือ ผีกระหัง เป็นต้น
  6. ๖. นิทานวีรบุรุษ (Hero Tale) เล่าถึงคุณธรรม ความกล้าหาญ เฉลียวฉลาด การเป็นแบบอย่างที่ดี การต่อสู้หรือวีรกรรมของตัวเอกที่มักเป็นวีรบุรุษของเผ่าพันธุ์ รวมทั้งการผจญภัยต่างๆของตัวเอกที่เก่งกล้าเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป เช่น ไกรทอง โรบินฮู้ด เฮอร์คิวลิส เป็นต้น
  7. ๗. นิทานคำสอน (Fable) เป็นเรื่องเล่าสั้นๆมีเนื้อหาสอนใจ สอนการดำเนินชีวิต การปฏิบัติตัวที่ดี มีทั้งการบอกเล่าแบบตรงๆ และเล่าเปรียบเทียบเป็นอุทาหรณ์ ตัวเองเป็นได้ทั้งคน สัตว์ เทพยดา เช่น นิทานสุภาษิตต่าง ๆ นิทานอีสป เป็นต้น
  8. ๘. นิทานศาสนา (Religious Tale) เป็นประวัติบุคคลในศาสนา อาจมีการแสดงอิทธิฤทธิ์ หรืออภินิหารประกอบ เช่น พระพุทธเจ้า พระเยซู หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด เป็นต้น
  9. ๙. นิทานชาดก (Jataka Tale) เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าที่เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ เนื้อเรื่องถ่ายทอดถึงคุณธรรมชั้นสูง โดยเฉพาะทศบารมี ได้แก่ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา และความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด เช่น ทศชาติชาดก เป็นต้น

    พระเจ้าสิบชาติ - พระเวสสันดร
    พระเจ้าสิบชาติ – พระเวสสันดร
  10. ๑๐. เทพนิยายหรือเทพปกรณัม (Myth) ตัวเอกจะเป็นเทพยดา นางฟ้า และบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมต่าง ๆ เข่น พระอินทร์ นางสงกรานต์ เมขลากับรามสูร เป็นต้น
  11. ๑๑. นิทานสัตว์ (Animal Tale) ตัวเอกจะเป็นสัตว์ที่สมมุติให้มีความรู้สึกนึกคิด และพูดได้แบบมนุษย์ เนื้อเรื่องแสดงออกถึงความเฉลียวฉลาด โง่เขลา ซื่อสัตย์ คดโกง และ อี่น ๆ ที่เป็นพฤติกรรมทั่ว ๆ ไปของมนุษย์ ส่วนใหญ่เนื้อเรื่องจะสั้นๆ แทรกคติสอนใจประเภททำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เช่น นิทานอีสป เป็นต้น
  12. ๑๒. นิทานตลก (Jest or Merry Tale) เป็นเรื่องสั้น ๆ เล่าถึงพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้หรือเรื่องที่เกิดจากความโง่ การแก้เผ็ด การพนันขันต่อ เน้นพฤติกรรมผิดปกติที่บุคคลทั่วไปเห็นเป็นเรื่องตลกขบขัน รวมถึงเรื่องทางเพศที่ถ่ายทอดผ่านการใช้กลวิธีทางภาษาประเภทคำผวน มักแทรกแง่คิดการปฏิบัติตนไว้ด้วย เช่น ศรีธนญชัย หัวล้านนอกครู เป็นต้น
  13. ๑๓. นิทานเข้าแบบ (Formula Tale) เป็นเรี่องเล่าที่มีแบบแผนการเล่าแตกต่างจากนิทานประเภทอื่นได้แก่ นิทานไม่รู้จบ นิทานไม่จบเรื่อง มีเจตนาหยอกเย้าผู้ฟังให้สนุกสนาน มีส่วนร่วมในการเล่านิทาน ช่วยแต่งเรื่องหรือตอบคำถาม เมื่อผู้ฟังติดตามฟังอย่างตั้งอกตั้งใจก็จะหยุดเล่า เพื่อให้ผู้ฟังคะยั้นคะยอให้เล่าต่อ ผู้เล่าก็จะเล่าออกมาทีละประโยค โดยเปลี่ยนเพียงจำนวนหรือตัวเลขเท่านั้น จึงเล่าต่อไปได้โดยไม่จบ นิทานประเภทนี้มีประโยชน์ในการสอนนับเลขให้แก่เด็ก ๆ เช่น สิงโตกับสุนัขจิ้งจอก เป็นต้น นิทานหลอกคนฟัง นิทานลูกโซ่ เป็นเรื่องที่ตัวละครมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกันไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีจุดจบ เช่น ยายกับตาปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า เป็นต้น
  14. ๑๔. นิทานปริศนา (Riddle Tale) เป็นนิทานที่ผูกเงื่อนงำให้ผู้ฟังทาย ติดตาม หรือแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องที่เล่าได้ นิทานปริศนาธรรมต่าง ๆ เช่น นิทานเวตาล เป็นต้น

นอกจากการแบ่งประเภทนิทานด้วยลักษณะของเนื้อเรื่องแล้ว ยังมีการแบ่งประเภทของนิทานโดยใช้เขตพื้นที่ภูมิศาสตร์ ดังนี้

  1. ๑. นิทานเขตอินเดีย มีนิทานศาสนา และนิทานชาดกของศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธและศาสนาอื่น ๆ นักมนุษยวิทยาถือว่าอินเดียเป็นแหล่งกำเนิดใหญ่แห่งนิทาน ต่อมาจึงได้แพร่กระจายไปเกือบทั่วโลก
  2. ๒. นิทานเขตประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ในเขตนี้ใช้ภาษาอาหรับ มีขนบธรรมเนียม ประเพณี และพิธีกรรมทางศาสนาเหมือนกัน และถือว่าการเล่านิทานเป็นอาชีพสำคัญ มีนักเล่านิทานอยู่ทั่วไป นิทานสำคัญ ได้แก่ พันหนึ่งทิวา ( Thousand and One Night)
  3. ๓. นิทานเขตชนชาติยิวในเอเชียไมเนอร์ มีชนชาติยิวเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดนิทานจากเอเชียไปยุโรป จากยุโรปมาเอเชีย มีนิทานจำนวนมากที่เล่ากันแพร่หลายในชุมชนชาวยิว ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในยุโรปและอเมริกา
  4. ๔. นิทานเขตสลาวิก เป็นดินแดนในเขตตะวันออกของรัสเซีย แผ่ขยายไปจนถึงตอนกลางของเขตไซบีเรียเป็นนิทานของกลุ่มชนที่ใช้ภาษาสลาวิก (ภาษาสลาวิกเป็นภาษาแม่ของชาวสลาฟที่ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในยุโรปตะวันออกและคาบสมุรบอลข่าน)
  5. ๕. นิทานเขตรัฐต่างๆทางตะวันออกของทะเลบอลติก ได้แก่ ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวียและ ลิทัวเนีย
  6. ๖. นิทานเขตแหลมสแกนดิเนเวีย ได้แก่ สวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก เกาะฟาโร (Faroe Island) และไอซ์แลนด์ (Iceland)
  7. ๗. นิทานเขตเยอรมนี นิทานในเขตนี้มีลักษณะผสมจากหลายถิ่น เนื่องจากเยอรมนีมีเขตติดต่อกับทางตะวันออกของประเทศสโลวาเกีย และยังติดต่อกับประเทศในยุโรปได้อีกด้วย นิทานในเขตนี้จึงมีลักษณะคล้ายกับนิทานของประเทศแถบทะเลบอลติก โบฮิเมีย ยูโกสลาเวีย ฮังการี เบลเยี่ยม และเนเธอร์แลนด์
  8. ๘. นิทานในเขตฝรั่งเศส ประเทศฝรั่งเศสเป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมของยุโรปแห่งหนึ่ง มีนิทานต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยมเล่าสืบต่อกันมา และกระจายไปทั่วยุโรป นิทานเหล่านี้ได้ติดตามชาวฝรั่งเศสที่ไปตั้งถิ่นฐานในแถบต่าง ๆ ของโลกด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา (แถบรัฐลุยเซียนาและมิซูรี) และในทวีปอัฟริกา
  9. ๙. นิทานเขตสเปนและโปรตุเกส ดินแดนเขตนี้เคยถูกแขกมัวร์ปกครองอยู่เป็นเวลานานถึง ๗๐๐ ปี นิทานจึงมีลักษณะแตกต่างออกไปจากแถบอื่น ๆ ด้วยว่ามีอิทธิพลของวัฒนธรรมอิสลามปรากฎปะปนอยู่กับอิทธิพลของศาสนาคริสต์นิกายออโธดอกซ์ และนิกายคาธอลิก มีนิทานเกี่ยวกับเทวดาและนักบุญมากมาย เมื่อชาวสเปนและโปรตุเกสอพยพไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น เช่น ในอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ก็นำนิทานติดไปเล่าด้วย
  10. ๑๐. นิทานเขตอิตาลี นิทานในเขตนี้ได้กระจายต่อเนื่องไปถึงชิชิลี ซาดิเนีย เกาะคอร์ซิกา และเกาะมอลตา ด้วย
  11. ๑๑. นิทานในเขตอังกฤษ นิทานของอังกฤษมีไม่มากนัก แต่มีนิทานที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคือ แจ็คผู้ฆ่ายักษ์
  12. ๑๒. นิทานเขตสก็อตแลนด์และไอร์แลนด์ นิทานในเขตนี้มีผู้นำไปแปลเป็นภาษาอื่นหลายภาษา และถ่ายทอดไปทั่วโลก[๙]

นพวรรณ ยุติธรรม กล่าวไว้ในบทความนักเล่านิทานว่า “ไม่ว่าจะแบ่งประเภทของนิทานด้วยหลักการใด ๆ ก็ตาม ลักษณะร่วมข้อหนึ่งของนิทานประเภทต่าง ๆ ได้แก่ การเป็นกลวิธีอันแยบยลที่บรรพบุรุษสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างยาวนานเป็นร้อยเป็นพันปี เพื่อช่วยให้ลูกหลานได้เรียนรู้วัฒนธรรมและสังคม เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต มีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และยังได้สร้างนักเล่านิทานผู้มีชื่อเสียงไว้หลายต่อหลายคนเลยทีเดียว[๑๐] นักเล่านิทานที่มีชื่อเสียง อาทิ สุนทรภู่ กวีผู้โด่งดัง เจ้าของนิทาน ๕ เรื่อง ได้แก่เรื่อง โคบุตร พระอภัยมณี พระไชยสุริยา ลักษณวงศ์ สิงหไกรภพ ส่วนกวีที่มีชื่อเสียงของต่างประเทศ อาทิ อีสป (Aesop) ทาสสมัยกรีกโบราณเจ้าของนิทานอีสปที่รู้จักกันไปทั่วโลก หรือจะเป็นนักเล่านิทานชาวฝรั่งเศส ฌ็อง เดอ ลา ฟอนเต (Jean de la Fontaine) นักเล่านิทานวิพากษ์เสียดสีสังคม ศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ เจ้าของผลงาน “Fables Choisies” นักเล่านิทานอีกท่านเป็นชาวสหรัฐอเมริกา ชื่อ วอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ (Walter Elias Disney) หรือเป็นที่รู้จักแพร่หลายในนามของ วอลต์ ดีสนีย์ ผู้ซึ่งมีฝีมือในการวาดการ์ตูน เป็นผู้นำเทพนิยายและนิทานมาสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนจนโด่งดังไปทั่วโลก

ตามที่ได้แสดงความหมายของนิทานและการแบ่งประเภทนิทานจากนานาทรรศนะพบว่านิทานเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาช้านาน หรือแต่งขึ้นใหม่โดยอิงความจริงหรือจินตนาการ มีวัตถุประสงค์เพื่ออบรมสั่งสอน ให้ความรู้ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และคติสอนใจจากเนื้อหาในนิทาน รวมถึงเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและความเชื่อจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งต่อ ๆ กันมา นอกจากนี้นิทานยังเป็นที่นิยมของคนทุกเพศทุกวัย ที่อาศัยอยู่ทั่วทุกมุมโลก

สำหรับธรรมนิทานนอกจากจะให้ข้อคิด คติธรรม ความสนุกสนานเพลิดเพลินยังแสดงถึงเหตุและผลของกรรมอีกด้วย คือ ทำกรรมอย่างไรได้ผลเช่นนั้น

ความสำคัญของของนิทาน

มนุษย์ใช้นิทานในการแสดงออกถึงความรู้สึก ความคิด คติความเชื่อ ตลอดจนความต้องการที่จะอธิบายถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ ที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ในขณะนั้น โดยการถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่า นอกจะให้อรรถรสของความเพลิดเพลิน สนุกสนานเร้าใจ ชวนให้ติดตามแล้วนิทานยังมีคุณค่าอื่น ๆ อีกมากมาย ดังที่ กุสุมา รักษมณี กล่าวถึงคุณค่าของนิทานว่า “นอกจากความสนุกสนานและแง่คิดจากนิทานแล้ว ผู้ฟังก็จะเข้าใจร่องรอยความคิดและมุมมองของผู้คนผ่านนิทาน”[๑๑] กิ่งแก้ว อัตถากร เน้นถึงคุณค่าของนิทานว่ามีความสำคัญต่อการสร้างบุคลิกภาพ มีพลังโน้มน้าวทัศนคติและพฤติกรรมของบุคคลและสังคมได้

นอกจากนี้การเล่านิทานยังเป็นการแสดงออกของความรัก ความเอาใจใส่ของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก การเล่านิทานให้เด็กฟัง จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนาอารมณ์ต่างๆ ของเด็กได้ดีเช่น ความรัก ความพึงพอใจ ดังนั้นนิทานจึงมีอิทธิพลและมีคุณค่ากับเด็ก การที่พ่อแม่และครูได้ใกล้ชิดกับเด็กโดยการเล่านิทาน ทำให้เกิดความเข้าใจเด็กมากขึ้น และทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นมีที่พึ่งทางใจ[๑๒]นิทานเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังสร้างสรรค์จินตนาการ ดังที่ ศิวาพร วัฒนรัตน์ แสดงความคิดเห็นว่า “ใคร ๆ ก็ชอบนิทาน เพราะนิทานเปิดโลกแห่งจินตนาการ ให้ผู้ฟังได้หลีกหนีจากโลกความเป็นจริงไปชั่วคราว พาตัวเองไปสู่อีกโลกหนึ่ง ที่มีกฏเกณฑ์เป็นของตัวเองอีกแบบหนึ่งที่ไม่เหมือนโลกแห่งความจริง เจ้าชายมีอาวุธวิเศษ ยักษ์แปลงร่างได้ เจ้าหญิงสวมเสื้อผ้าที่ประดับด้วยดวงดาว ต้นไม้พูดได้ ทารกน้อยเกิดอยู่ในดอกบัวก็ได้ เป็นต้น”[๑๓]

กิ่งแก้ว อัตถากร ให้ทรรศนะเกี่ยวกับความสำคัญของนิทานว่า “เนื้อหาของนิทานสะท้อนให้เห็นเนื้อหาของชีวิต ขนบธรรมเนียมและประเพณีของคนในสมัยโบราณ นิทานจึงนับเป็นวรรณกรรมที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง”[๑๔]

พระมหาปรีชา มโหสถ (เส็งจีน) กล่าวถึงอรรถกถาชาดกว่า

ด้วยเหตุที่ชาดกปรากฎในพระไตรปิฎก จะปรากฎเฉพาะข้อความภาษิต ไม่ได้ระบุเหตุการณ์ว่า พระพุทธเจ้าตรัสเมื่อใด และมีเนื้อความที่สมบูรณ์ว่าอย่างไร (เว้นที่ปรากฎในพระไตรปิฏกส่วนอื่น ที่ตรัสถึงชาดกบางเรื่องเอาไว้) ในสมัยต่อมาพระอรรถกถาจารย์จึงได้แต่ง “อรรถกถา” เพื่ออธิบายเนื้อเรื่องเพิ่มเติมว่า พระพุทธองค์ตรัสเรื่องนั้นที่ไหน ปรารภอะไร เพื่อทรงแสดงหลักธรรมอะไร และทรงแสดงแก่ใคร รวมทั้งบทสโมทาน คือ บทสรุปว่าผู้นั้น ผู้นี้ กลับชาติมาเกิดเป็นใครในสมัยพระพุทธเจ้า

สรุปว่าคุณค่าของนิทาน มีคุณค่าเด่น ๔ ด้าน คือ

  1. ๑. คุณค่าด้านความบันเทิงในรูปแบบนิทานและความบันเทิงจากเนื้อเรื่องที่สนุกสนานชวนติดตาม
  2. ๒. คุณค่าด้านวรรณศิลป์กวีใช้ศิลปะสร้างสรรค์คำ ในการพรรณาอารมณ์ พรรณาตัวละคร และการพรรณาฉากธรรมชาติ
  3. ๓. คุณค่าด้านคติคำสอนส่งเสริมปัญญา เนื่องจากวรรณกรรมทุกเรื่องล้วนให้ข้อคิดสร้างจิตสำนึก รวมทั้งสอดแทรก สาระที่เป็นประโยชน์
  4. ๔. คุณค่าด้านสังคมได้แก่ ความเชื่อ พิธีกรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม

ความหมายและความสำคัญของ “ธรรมนิทาน”

“ธรรมนิทาน” หมายถึง นิทาน หรือ เรื่องเล่า ที่แทรกแง่คิดคติธรรมคำสอนต่าง ๆ ไว้ โดยนิทานประเภทนี้มีทั้งนิทานสอนเด็กและนิทานสอนธรรม นิทานสอนธรรมนั้นเป็นนิทานส่งเสริมศีลธรรมจริยธรรมสำหรับผู้ใหญ่ ให้ทั้งข้อคิดและคติเตือนใจ ปลูกฝังคุณธรรมต่างๆ ที่สังคมพึงประสงค์ให้แก่ผู้ฟังเช่น ความซื่อสัตย์ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเพียร เป็นต้น นิทานธรรมกล่าวโดยรวมแล้วไม่เฉพาะเจาะจงว่าจะเป็นเพียงนิทานธรรมในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ยังหมายรวมถึงนิทานคุณธรรมอื่น ๆ หรือแม้แต่ในนิทานที่เป็นเทพนิยาย ก็นับเป็นนิทานสื่อธรรมได้ ดังที่ ฟริตจอบ คราบา (Frijjof Crabra) มองว่า

เทพนิยายเป็นวิธีแสดงสัจจะ เมื่อใดก็ตามที่นักปราชญ์ตะวันออก แสดงความรู้สึกของตนออกมาเป็นภาษาพูด ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของเทพปกรณัม สัญลักษณ์ต่าง ๆ บทกวีหรือถ้อยคำผกผันผิดธรรมดาก็ตาม ท่านเหล่านั้นต่างตระหนักดี ในข้อจำกัดของภาษาและความคิดเชิงเส้นตรงภาษามนุษย์มีข้อจำกัดในการใช้ ใช้ได้กับสมมุติสัจจะเท่านั้น ใช้แสดงปรมัตถสัจจะไม่ได้ จึงต้องใช้ภาษาเทพนิยาย[๑๕]

เทพนิยายหรือนิทานตะวันตกหลายเรื่อง ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้ อาทิ นิทานในรูปแบบของภาพยนตร์แอนนิเมชั่นของ วอลต์ ดีสนี่ย์ เรื่อง พินอคคิโอ สอนให้เห็นเรื่องโทษของการโกหก หากโกหกเทวดาก็จะเสกให้มีจมูกยาวยืดออกมา หากทำความดีหรือมีสัจจะจมูกก็จะหดเป็นปกติ และกลายร่างจากหุ่นไม้เป็นมนุษย์ที่มีชีวิต เรื่องนี้สื่อว่าต้องมีคุณธรรม จึงจะเป็นมนุษย์แท้โดยสมบูรณ์ ซินเดอเรลลา สอนเรื่องความเพียรและความอดทน เมื่อเธอถูกใช้งานอย่างหนักก็ตั้งใจทำทุกอย่างเต็มกาลัง เมื่อถูกด่าว่าก็อดทนไม่โต้เถียง ทั้งยังเป็นผู้ที่มีความรักความเมตตาต่อสัตว์ สโนไวท์ รับผลแอปเปิ้ลจากแม่มดใจร้ายมากัดกินโดยไม่ได้พิจารณาถึงภัยที่จะตามมา เช่นเดียวกับ ชาวนากับงูเห่าในนิทานอีสป ที่ช่วยชีวิตงูที่กำลังจะแข็งตายจากความหนาว โดยไม่ได้คิดและระมัดระวังว่างูเป็นสัตว์มีพิษ จึงถูกงูกัดตาย สองเรื่องนี้สอนเรื่องความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) แสดงความหมายของคำว่า ธรรม ว่า “สภาพที่ทรงไว้ธรรมดา ธรรมชาติ สภาวธรรม สัจจธรรม ความจริง เหตุ ต้นเหตุ สิ่ง ปรากฏการณ์ ธรรมารมณ์ สิ่งที่ใจคิด คุณธรรม ความดี ความถูกต้อง ความประพฤติชอบ หลักการ แบบแผน ธรรมเนียม หน้าที่ความชอบ ความยุติธรรม พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น”[๑๖] จากความหมายของคำว่าธรรมที่พระพรหมคุณาภรณ์ได้แสดงไว้แล้วนี้ ท่านได้รวมเอาคุณธรรม ความดีความงาม ความถูกต้อง และพระธรรมคำสั่งสอนไว้ด้วยกัน แสดงให้เห็นว่าพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ซึ่งได้ทรงตรัสเล่าเป็นคำสอน เน้นในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม แต่นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีสภาวธรรมอื่น ๆ ที่ลึกซึ้งเป็นสัจจธรรมรวมอยู่ด้วย

สรุปได้ว่านิทานธรรมจากทุกมุมโลก เป็นเรื่องเล่าที่สอนคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งเป็นความดี ความงาม ถูก ผิด ดี ชั่ว ในเรื่องที่คล้ายคลึงกันแม้ต่างชาติต่างศาสนา เนื่องจากคุณธรรมความดีความงาม เป็นค่านิยมสากล สำหรับธรรมนิทานหรือนิทานสื่อธรรมในนิทานชาดก และนิทานธรรมบทที่ปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎก ได้บันทึกเรื่องเล่าเอาไว้มากมาย นอกจากจะเป็นคำสอนเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมแล้วยังกอปรด้วยหลักธรรมอันลึกซึ้ง สามารถนำมาปรับใช้ได้กับทุกสถานที่ ทุกเวลา และทุกสถานการณ์ เนื่องจากธรรมของพระพุทธองค์เป็นอกาลิโกไม่เกี่ยวเนื่องด้วยกาลเวลา

ความสำคัญของ “ธรรมนิทาน”

ธรรมนิทานหรือนิทานสื่อธรรมเป็นนิทานให้ข้อคิดคติธรรมในการดำเนินชีวิต เป็นวิธีที่สามารถเข้าถึงผู้คนได้โดยง่าย ดังที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงความสำคัญของนิทานสื่อธรรมไว้ว่าการยกอุทาหรณ์ และการเล่านิทานประกอบ การยกตัวอย่างประกอบคำอธิบายและการเล่านิทานประกอบคำสอน ช่วยให้เข้าใจความได้ง่ายและชัดเจน ช่วยให้จำแม่นยำ เห็นจริง และเกิดความเพลิดเพลิน ทำให้การเรียนการสอนมีรสยิ่งขึ้น เช่นเมื่อจะอธิบายให้เห็นว่าคนมีความปรารถนาดีอยากช่วยทำประโยชน์ แต่ขาดปัญญา อาจกลับทำลายประโยชน์เสียก็ได้ ก็เล่านิทานชาดก เรื่องลิงเฝ้าสวน หรือคนขายเหล้า เป็นต้น พระพุทธเจ้าทรงใช้อุทาหรณ์ และนิทานประกอบการสอนมากมายเพียงใด จะเห็นได้ว่าคัมภีร์ต่าง ๆ มีอุทาหรณ์และนิทานปรากฎอยู่ทั่วไป เฉพาะคัมภีร์ชาดกอย่างเดียวก็มีนิทานชาดกถึง ๕๔๗ เรื่อง

ธรรมนิทานให้คุณค่ามากมายหลายด้าน อาทิ คุณค่าทางวรรณกรรม สังคม ประวัติศาสตร์ การศึกษา พุทธวิธีการสอนด้วยธรรมนิทาน มีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อการสอนธรรมในยุคต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของสารนิพนธ์เรื่อง พุทธวิธีสื่อธรรมนิทานในทศชาติชาดก โดย ณิชชา จุนทะเกาศลย์ เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


[๑] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์, ๒๕๕๖), หน้า ๖๓๔.

[๒] ประคอง นิมมานเหมินท์, นิทานพื้นบ้าน, เอกสารการสอนชุดวิชาภาษาไทย ๘ เล่มที่ ๑ หน่วยที่ ๒, (นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัย- ธรรมาธิราช, ๒๕๓๗), หน้า ๕๙.

[๓] วลัย ชวลิตธารง, ส่งเสริมห้องสมุดด้วยการเล่านิทาน, วารสารการศึกษาผู้ใหญ่ ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๓๕, (กรกฎาคม สิงหาคม ๒๕๑๕), หน้า ๒๒-๒๖.

[๔] สมบูรณ์ ศิงฆานันท์, การเล่านิทานและอ่านหนังสือให้เด็กฟัง, คหเศรษฐศาสตร์ ๒๔, (กันยายน ๒๕๒๒) : ๓๑-๓๘.

[๕] ทรงพร สุทธิธรรม, “การศึกษาความสามารถในการรับรู้และเข้าใจทัศนะของผู้อื่นของเด็กปฐมวัยที่ผู้ปกครองจัดกิจกรรมนิทานเพื่อส่งเสริมการคลายยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง”, วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, ๒๕๓๔), หน้า ๕๖.

[๖] สุดาวดี ใยพิมล, “ความสามารถในการจาแนกพฤติกรรมด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัยที่ได้ฟังการเล่านิทานโดยใช้หุ่นมือ และการเล่านิทานโดยการแสดงบทบาทสมมุติประกอบ”, วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, ๒๕๓๓), หน้า ๒๔.

[๗] กิ่งแก้ว อัตถากร, คติชนวิทยา, เอกสารนิเทศก์การศึกษา ฉบับที่ ๑๘๙, (กรุงเทพมหานคร : หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมการฝึกหัดครู,๒๕๑๙), หน้า ๘.

[๘] กุหลาบ มัลละมาส, คติชาวบ้าน, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น, ๒๕๑๖), หน้า ๑๐๕-๑๑๐.

[๙] ประคอง นิมมานเหมินท์, นิทานพื้นบ้าน, เอกสารการสอนชุดวิชาภาษาไทย ๘ เล่มที่ ๑ หน่วยที่ ๒, หน้า ๘-๓๓.

[๑๐] นพวรรณ ยุติธรรม , นักเล่านิทาน, วารสารวิชาการศรีปทุม ชลบุรี, (ชลบุรี : มหาวิทยาลัยศรีปทุม ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๔, ๒๕๔๖) : ๕.

[๑๑] กุสุมา รักษมณี, ปกรณัมนิทาน, (กรุงเทพมหานคร : แม่คำผาง, ๒๕๔๗), หน้า ๖๘.

[๑๒] กิ่งแก้ว อัตถากร, คติชนวิทยา, เอกสารนิเทศการศึกษา ฉบับที่๑๘๔, (กรุงเทพมหานคร : หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมการฝึกหัดครู, ๒๕๑๙), หน้า ๙.

[๑๓] ศิวาพร วัฒนรัตน์, วรรณกรรมนิทานคำโคลงของล้านนา : ลักษณะเด่น ภูมิปัญญาและคุณค่า, เอกสารโครงการวิจัย สกว. , (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, ๒๕๕๓), หน้า ฉ.

[๑๔] กิ่งแก้ว อัตถากร, คติชนวิทยา, เอกสารนิเทศการศึกษา ฉบับที่๑๘๔, หน้า ๑๒.

[๑๕] ฟริตจอบ คราบา (Frijjof Crabra) อ้างใน สมิทธิพล เนตรนิมิตร, พระพุทธศาสนาในวรรณคดีไทย, เอกสารคำสอนวรรณคดีพระไตรปิฎก, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย), ม.ป.ป., หน้า ๘๔.

[๑๖] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๒, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๑), หน้า ๑๔๑-๑๔๒.

แสดงความคิดเห็น
ดร. ณิชชา จุนทะเกาศลย์
รักธรรมชาติและการท่องเที่ยว สนใจเรียนรู้ ศาสนา วัฒนธรรม เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน เผยแพร่ธรรม ตามแนวทางแห่งพระพุทธองค์

แสดงความเห็น