บทความวิชาการ

ธรรมสัญลักษณ์สักกเทวราช

ท้าวสักกเทวราช หรือพระอินทร์ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี

๑. บทนำสักกเทวราช

มนุษย์รู้จักเทพเจ้าหรือเทวดามาตั้งแต่โบราณกาล ยาวนานเท่ากับการเกิดขึ้นของสังคมมนุษย์ในยุคดึกดำบรรพ์ ในทรรศนะของผู้เขียน มีความเห็นว่าเทพเจ้าหรือเทวดาในยุคแรก ๆ เกิดขึ้นมาจากความไม่มั่นคงทางอารมณ์ของมนุษย์ คือ ผสมผสานกันระหว่างความกลัว และความต้องการที่พึ่งทางใจในการดำเนินชีวิต ในยุคแรก ๆ ที่สภาพสังคมยังไม่ซับซ้อน สิ่งที่มนุษย์เผชิญหน้าเป็นสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวทั่วไป อันได้แก่ภัยธรรมชาติต่าง ๆ เมื่อมนุษย์ไม่สามารถควบคุมความเป็นไปของธรรมชาติได้ด้วยตนเอง จึงสร้างเกราะป้องกันภัย โดยใช้มโนภาพสร้างเทพเจ้าสายฟ้า เทพเจ้าลม เทพเจ้าฝน และเทพเจ้าอื่น ๆ ขึ้นมาเพื่อควบคุมธรรมชาติอันตนไม่สามารถควบคุมได้ และเพื่อใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ นานเข้าเรื่องราวของเทพเจ้าถูกเล่าขานปากต่อปาก กระทั่งถ่ายทอดผ่านวรรณกรรมสร้างเป็นตำนาน ทำให้เทพเจ้าเหล่านี้เป็นที่รู้จักและมีตัวตนมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากตำนานเทพเจ้ากรีก-โรมัน เทพเจ้าองค์แรก ๆ ล้วนเริ่มต้นมาจากเทพเจ้าผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น เทพเจ้าซูส หรือ จูปิเตอร์เป็นเทพปกครองสูงสุดเป็นเจ้าแห่งท้องฟ้า โพไซดอนเป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเล[๑] ต่อมาเมื่อมนุษย์พัฒนาขึ้น มีปฏิสัมพันธ์กันจนเกิดเป็นสังคม ก็เริ่มมีเทพีแห่งปัญญา เทพีแห่งความรัก และเทพเจ้า อื่น ๆ ตามมามากมาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนความเชื่อ ความคิด และจิตใจ สอดคล้องกับแนวคิดของเฮเกล (George Hegel) นักปรัชญาจิตนิยม (Idealist) ชาวเยอรมัน ที่ว่า “พระเจ้าจะเป็นพระเจ้าก็โดยรู้จักตัวของพระองค์เอง การรู้ตัวพระองค์เองก็คือการสำนึกถึงพระองค์โดยมนุษย์ และนั่นก็คือ ความรู้ที่มนุษย์เรามีถึงพระเจ้านั่นเอง ความรู้นี้จะช่วยให้คนเราเข้าใจตัวเองในพระเจ้า”[๒] กล่าวแบบง่าย ๆ พระเจ้าก็คือจิตของมนุษย์นั่นเอง

กีรติ บุญเจือ กล่าวถึงมโนภาพของปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติว่า ศาสนาทุกศาสนาที่มีองค์การ เช่น ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู มองว่า “เรารู้เรื่องเหนือธรรมชาติโดยศาสดาเป็นผู้สอน และมีวิธีให้เราคิดจนเข้าใจได้ ศาสดาจะรู้มาได้โดยวิธีใดนั้น แล้วแต่องค์การทางศาสนาแต่ละองค์การจะแถลงไว้ เราปุถุชนธรรมดาต้องอาศัยเชื่อตามศาสดา อย่างน้อยก็ในตอนเริ่มต้นเข้าถึงศาสนา เพื่อจะได้รู้อย่างซาบซึ้งต่อไปด้วยตนเองในภายหลัง”[๓]

ปอล ทิลลิค นักปรัชญาชาวเยอรมันปฏิเสธพระเจ้าสมบูรณ์แบบ ที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยมโนคติ พระเจ้าของทิลลิคไม่ได้มีพลังพิเศษ เขาให้คำจำกัดความของพระเจ้าว่า “พระเจ้าดำรงอยู่ด้วยตนเองในฐานะที่เป็นความจริงสูงสุด”[๔]

พุทธทาสภิกขุ กล่าวในหนังสือภาษาคนภาษาธรรมว่า “พระเป็นเจ้าหรือพระเจ้าในภาษาคนหมายถึงเทวดาที่มีอำนาจในการสร้าง ในการบันดาล ในการเนรมิตต่างๆ แต่ในภาษาธรรม พระเป็นเจ้า หมายถึงอำนาจลึกลับที่ไม่ต้องเป็นตัวคน ไม่ต้องเป็นตัวเทวดา ไม่ต้องเป็นตัวอะไรทั้งหมด แต่เป็นนามธรรมเช่นกฎของธรรมชาติ”[๕]

ในคัมภีร์พระพุทธศาสนามักกล่าวถึงเทพเจ้าหรือเทวดาไว้มากมาย ในบรรดาเทวดาที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือท้าวสักกะ เทวราชาประจำสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แต่เดิมพระอินทร์ หรือท้าวสักกเทวราช เป็นเทพที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระเวท คนอินเดียคุ้นเคยกับเรื่องราวการต่อสู้ของพระอินทร์กับอสุระหรือพวกยักษ์ จากเทวาสุรสงคราม[๖] นอกจากนี้ศาสนาพราหมณ์ฮินดูโบราณ ยังนับถือพระอินทร์เป็นเทพเจ้าแรก กระทั่งปัจจุบันยังมีการบูชาพระอินทร์อยู่ในหมู่ผู้นับถือทั่วไป แต่พระอินทร์ในศาสนาพราหมณ์ถูกลดบทบาทลง และหันมายกย่องพระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะขึ้นเป็นใหญ่แทนอย่างไรก็ตามพระอินทร์ เป็นที่รู้จักกันดีในสังคมของอินเดียสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม โดยทรงนำพระอินทร์หรือท้าวสักกเทวราชเข้ามาในฐานะเป็นบุคคลาธิษฐาน ประกอบการแสดงธรรม จึงเป็นเสมือนกุญแจสำคัญเพื่อสื่อสารกับผู้คนในสมัยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่นับถือศาสนาพราหมณ์ หรือ ฮินดู ที่รู้จักกับพระอินทร์เป็นอย่างดี

ผู้เขียนเห็นว่า การทำความเข้าใจในปรากฏการณ์ที่อยู่เหนือธรรมชาติ เป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์โดยอาศัยวิธีปฏิฐานนิยมในเชิงตรรกะ (Logical Possitivism) แต่สามารถทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้นได้ ด้วยการตีความในเชิงสัญลักษณ์ เช่นเดียวกับการทำความเข้าใจในการมีอยู่ของพระอินทร์หรือสักกเทวราช หากพิจารณาให้ลึกซึ้งจะพบว่าตั้งแต่พระอินทร์เป็นมนุษย์จนถึงเทพธรรมบาล มีธรรมสัญลักษณ์หลายประการปรากฏให้เห็นชัดเจนมากมายในคัมภีร์พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระไตรปิฎก

ท้าวสักกเทวราช หรือพระอินทร์ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
ท้าวสักกเทวราช หรือพระอินทร์ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี – ภาพจาก คลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด

ความเป็นมาของท้าวสักกเทวราช

ท้าวสักกเทวราชแต่เดิมเป็นมนุษย์ชื่อมฆมาณพ เป็นผู้มีใจบุญ สร้างประโยชน์แก่ผู้คน สร้างสาธารณูปโภคมากมาย อาทิ สะพาน ถนนหนทาง ศาลาที่พักสำหรับผู้เดินทาง และรมณียสถานอันรี่นรมณ์ อาทิ สวนดอกไม้ สระน้ำ แม้ใครกลั่นแกล้งก็ไม่ถือโกรธ มีจิตใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา ทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ การปฏิบัติตนของมฆมาณพ สื่อถึงคุณความดีที่มนุษย์พึงปฏิบัติหลายประการ โดยเฉพาะในเรื่องของทาน และ สุจริต ๓ คือการปฏิบัติชอบทางกาย วาจา และใจ[๗] ธรรมอันมฆมาณพปฏิบัตินี้ คือ “วัตตบท ๗”[๘] ประกอบด้วย

  1. มาตาปติภโร เลี้ยงมารดาบิดา
  2. กุเลเชฏฺปจายี เคารพผู้ใหญ่ในตระกูล
  3. สณฺหวาโจ พูดคำสุภาพอ่อนหวาน
  4. อปิสุณวาโจ หรือ เปสุเณยฺยปฺปหายี ไม่พูดส่อเสียด พูดสมานสามัคคี
  5. ทานสํวิภาครโต หรือ มจฺฉรวินย ชอบเผื่อแผ่ให้ปัน ปราศจากความตระหนี่
  6. สจฺจวาโจ มีวาจาสัตย์
  7. อโกธโน หรือโกธาภิภู ไม่โกรธ ระงับความโกรธได้

เมื่อ มฆมาณพ ละจากภพภูมิของความเป็นมนุษย์ ไปอุบัติเป็นสักกะจอมเทพ เทวราชาผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อันเป็นสถานที่น่ารื่นรมณ์ ดังที่พระโมคคัลลานะกล่าวชมว่า “สถานที่ที่น่ารื่นรมย์ของท้าวโกสีย์นี้ งดงามเหมือนสถานที่ของผู้ที่ได้ทำบุญไว้ในปางก่อน แม้มนุษย์ทั้งหลายเห็นสถานที่ที่น่ารื่นรมย์ใด ๆ แล้ว ก็กล่าวอย่างนี้ว่า งามจริง ดุจสถานที่ที่น่ารื่นรมย์ของพวกเทพชั้นดาวดึงส์”[๙]

๒. พระอินทร์ในเชิงสัญลักษณ์

การตีความพระอินทร์ในเชิงสัญลักษณ์เป็นเรี่องที่น่าสนใจ เนื่องจากมีพระนามของท้าวสักกเทวราชปรากฏอยู่มากมาย ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพระไตรปิฎก

ดังนั้น ผู้เขียนจึงเลือกตีความธรรมสัญลักษณ์สักกเทวราชในงานวิจัยนี้ ด้วยเทศนาหาระในคัมภีร์เนตติปกรณ์ โดยวิเคราะห์จากบริบทในพระไตรปิฎกเป็นหลัก

๒.๑ คัมภีร์เนตติปกรณ์

พระมหากัจจยนเถระผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก และได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เลิศในทางขยายเนื้อความย่อ ให้ละเอียดกว้างขวาง ปรารถนาจะช่วยให้คนทั้งหลาย ฟังธรรมแล้วเข้าใจพระพุทธพจน์อย่างแจ่มแจ้ง และสามารถรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ จึงได้แสดงหลักการอธิบายขยายความพระพุทธพจน์ไว้ เรียกว่า เนตติปกรณ์ หรือคัมภีร์เนตติ ที่ท่านให้ชื่อว่า “เนตติ” เพราะสามารถนำเวไนยสัตว์ทั้งหลายไปสู่มรรคผลนิพพาน[๑๐]

เนตติปกรณ์นี้แสดงหลักการอธิบายขยายความพระพุทธพจน์ไว้ ๓ ประการ กล่าวโดยสรุปคือ (๑) หาระ ได้แก่ วิธีการช่วยขจัดความหลง ความสงสัย ความเข้าใจผิดในพุทธพจน์ (๒) นัย ได้แก่ วิธีให้รู้อกุศลธรรมอันเศร้าหมอง และกุศลธรรมอันหมดจด (๓) สาสนปัฏฐาน ได้แก่ การแสดงประเภทของพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้[๑๑]

เนตติปกรณ์จัดอยู่ในชั้นพระบาลีหรือพระไตรปิฎกที่เป็นเถรภาษิต แต่ก็มีลักษณะเหมือนอรรถกถาด้วย เพราะเป็นคัมภีร์อธิบายขยายความพระบาลีพุทธพจน์ ประเภทสังวรรณาพิเศษ มีการวางกฎเกณฑ์ไว้เป็นสูตรเหมือนไวยากรณ์ ฉะนั้น อาจกล่าวได้ว่าเนตติปกรณ์เป็นอรรถกถารุ่นแรกที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งเป็นต้นแบบของคัมภีร์อรรถกถา และฎีกาทั้งหลายในภายหลัง[๑๒]

๒.๒ เทสนาหาระ

หาระ มี ๑๖ คือ เทสนาหาระ วิจยหาระ ยุตติหาระ ปทัฏฐานหาระ ลักขณหาระ จตุพยูหหาระ อาวัฏฏหาระ วิภัตติหาระ ปริวัตตนหาระ เววจนหาระ ปัญญัตติหาระ โอตรณหาระ โสธนหาระ อธิษฐานหาระ ปริกขารหาระ และ สมาโรปนหาระ

เทสนาหาระ คือ วิธีอธิบายพุทธพจน์โดยจำแนกออกเป็นอรรถ ๖ มี อัสสาทะ อาทีนวะ นิสสรณะ ผล อุบาย และอาณัตติ ดังที่พระมหากัจจายนะ กล่าวไว้ว่าชื่อว่าเทสนาหาระเพราะ “เป็นการอธิบายด้วยถ้อยคำอย่างพิสดาร (พรรณนา) เพื่อให้เข้าใจอรรถธรรมทั้ง ๖ อย่างที่เป็นทั้งกุศลและอกุศล”[๑๓] อรรถธรรมทั้ง ๖ อย่าง ประกอบด้วย

  1. อัสสาทะ หมายถึง ข้อดี ความพึงพอใจ ความยินดี ด้านที่เป็นคุณหรือแง่บวกของธรรมนั้น ว่ามีข้อดีที่ให้เกิดความพึงพอใจอย่างไร ได้แก่ สุข โสมนัส อิฏฐารมณ์ ตัณหา และ วิปัลลาสที่เป็นเหตุยินดีโดยตัณหา
  2. อาทีนวะ หมายถึงข้อเสียที่เป็นโทษของธรรมนั้น ในกรณีนี้สิ่งที่ควรระวังและหลีกเว้นได้แก่ ทุกขเวทนา สังขารทุกข์ (สังขารอันเป็นไปในภูมิ ๓) อันตกอยู่ในกฎของความไม่เที่ยง และวิปรินามทุกข์ (ทุกข์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง) ความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และไม่มีตัวตนที่แท้จริง
  3. นิสสรณะ หมายถึงทางออกจากข้อเสียหรือปัญหา สิ่งที่เป็นโทษ หรืออริยมรรค และนิพพานที่เป็นเป้าหมายสูงสุด โดยมีความหมายที่เป็นเหตุและผลของการปฏิบัติ ในส่วนของเหตุ เช่น อริยมรรคสติปัฏฐาน โพธิปักขิยธรรม ในส่วนของผลได้แก่พระนิพพาน
  4. ผล หมายถึง ผลลัพธ์หรืออานิสงส์ที่เกิดจากการดำเนินตามนิสสรณะ หรือทางออกนั้น ทำให้เกิดความรู้จนสามารถบรรลุธรรมจากการปฏิบัติ คือ สัมมาสัมโพธิญาณได้
  5. อุปาย หมายถึง อุบายหรือวิธีการที่แยบยลที่ทำให้เกิดผล โดยใช้อุบายบางอย่างกระตุ้นให้ดำเนินตามแนวทางที่ได้วางไว้ เช่นอุบายให้ไปสู่อริยมรรค ได้แก่ปรโตโฆสะ (เสียงจากผู้อื่นต้องมีโยนิโสมนสิการกำกับ จึงสามารถแยกแยะได้ว่า เป็นฝ่ายดี เป็นวิถีเบื้องต้นแห่งปัญญาและสัมมาทิฏฐิ)
  6. อาณัตติ หมายถึง การกล่าวชักจูงชักชวน โน้มน้าวให้แรงจูงใจ ทั้งด้วยวิธีการชักชวน ชี้ชวน และบังคับอันได้แก่คำสั่ง คำแนะนำ คำเชิญชวนให้ปฏิบัติ โดยมุ่งหวังให้เหล่าเวไนยสัตว์ได้รับประโยชน์สูงสุด

เทศนาหาระทั้ง ๖ ดังกล่าวมาข้างต้นนี้ หากมีอุทาหรณ์ประกอบย่อมทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังจะยกความจากบริบทในพระไตรปิฎก มาแสดงในการวิเคราะห์ธรรมสัญลักษณ์สักกเทวราชต่อไป

ภาพวาดท้าวสักกเทวราช หรือพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ - ภาพจากวิกิพีเดีย
ภาพวาดท้าวสักกเทวราช หรือพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ – ภาพจากวิกิพีเดีย

๒.๓ การตีความท้าวสักกเทวราช ด้วยเทศนาหาระจากคัมภีร์เนตติปกรณ์

ผู้เขียนเลือกตีความการปรากฏอยู่ของพระอินทร์ในพระไตรปิฎก โดยแสดงเป็นตารางเพื่อให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน ดังนี้

ตารางที่ ๒.๑ : การปรากฏของพระอินทร์ในเชิงสัญลักษณ์

  • บริบทจากพระไตรปิฎก

อนุสิสสดาบสกราบทูลท้าวสักกะว่า “ท่านยืนอยู่กลางหาวราวกะพระจันทร์เพ็ญลอยเด่นอยู่ท่ามกลางเวหาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ท่านผู้มีคุณน่าบูชา ข้าพเจ้าขอถาม ท่านผู้มีอานุภาพมากว่า ในมนุษยโลกเขารู้จักท่านว่าอย่างไร ท้าวสักกเทวราชสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสว่าท่านผู้ใดในเทวโลก เขาเรียก กันว่าสุชัมบดี ท่านผู้นั้นในมนุษยโลกเขาเรียกกันว่ามัฆวาน ข้าพเจ้านั้น เป็น เทพราชา”[๑๔]

  • เทศนาหาระ

จัดเป็น อัสสาทะ ได้แก่อิฏฐารมณ์คือความพึงพอใจ ได้แก่ ความยินดี ความชื่นชม ดังความที่ว่า“ท่านผู้มีคุณน่าบูชา” จากคำกล่าวนี้พบว่า ตัณหาที่ยินดีในโลกิยธรรม เป็นเหตุแห่งทุกข์
สังเคราะห์ตามหลักอริยสัจ๔ ได้เป็น “สมุทัยสัจจะ”

  • บริบทจากพระไตรปิฎก

ท้าวสักกเทวราช ตรัสภาษิตว่า “ข้าพเจ้านี้สดับธรรม ซึ่งมีอรรถรสมาก จึงเลื่อมใสอย่างยิ่ง ธรรมที่คลายกำหนัดพอใจ เพราะไม่ยึดมั่นโดยสิ้นเชิง”[๑๕]

  • เทศนาหาระ

จัดเป็น อาทีนวะ ได้แก่ อนิฏฐารมณ์ การปรุงแต่ง อันตกอยู่ในความไม่เที่ยง ความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ไม่ควรยึดมั่น สังเคราะห์ตามหลักอริยสัจ ๔ ได้เป็น “ทุกขสัจจะ”

นิสสรณะ หมายถึงการออกจากข้อเสียหรือปัญหา หรือสิ่งที่เป็นโทษ จากบริบทนี้คือคำว่า “คลายกำหนัด” สังเคราะห์ตามหลักอริยสัจ๔ เป็น “นิโรธสัจจะ”

ผล ได้แก่ ผลลัพธ์ หรืออานิสงส์ ที่เกิดจากการดำเนินตามนิสสรณะ หรือทางออกนั้น คือ “ไม่ยึดมั่นโดยสิ้นเชิง (นิพพาน) สังเคราะห์ตามหลักอริยสัจ ๔ เป็น “ทุกขสัจจะ”

  • บริบทจากพระไตรปิฎก

ท้าวสักกเทวราชตรัสคาถาครึ่งความว่า “แม่เทพธิดาผู้มีใจเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ เชื่อมั่นไม่หวั่นไหวหมดความสงสัยรักษาสิกขาบทมิให้ขาด บรรลุอริยผล มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้าไม่มีทุกข์ เราขอแสดงความชื่นชมต่อบุญสมบัติและทิพยสมบัติของเธอนั้น และขอแสดงความยินดี ต่อการมาดีของเธอ เธอก็รุ่งเรืองด้วยธรรม และบริวารยศ”[๑๖]

  • เทศนาหาระ

จัดเป็น อัสสาทะ ได้แก่อิฏฐารมณ์คือความพึงพอใจ ยินดี ดังความว่า “เราขอแสดงความชื่นชมต่อบุญสมบัติ และ ทิพยสมบัติของเธอนั้น” สังเคราะห์ตามหลักอริยสัจ ๔ เป็น “สมุทัยสัจจะ”

นิสสรณะ คือ อริยมรรค ตาม บริบทที่ว่า“รักษาสิกขาบทมิได้ขาด”

สังเคราะห์ตามหลักอริยสัจ ๔ เป็น “นิโรธสัจจะ”

ผล คือ อริยผลตามบริบท ที่ว่า“บรรลุอริยผลมีความสำเร็จแน่นอนที่จะบรรลุสัมโพธิ ในวันข้างหน้า”

สังเคราะห์ตามหลักอริยสัจ ๔ เป็น “ทุกขสัจจะ”

  • บริบทจากพระไตรปิฎก

ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า “เมื่อมีจิตเลื่อมใสพระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าหรือสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทักษิณาหาชื่อว่ามีผลน้อยไม่ มาเถิดมาตลี แม้ชาวเราทั้งหลายก็ควรรีบเร่งบูชาพระบรมสารีริกธาตุของพระตถาคตให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปเพราะการสั่งสมบุญ นำความสุขมาให้ เมื่อพระตถาคตยังทรงพระชนม์อยู่ก็ตาม เสด็จปรินิพพานแล้วก็ตาม เมื่อจิตสม่ำเสมอผลก็ย่อมมีสม่ำเสมอ เพราะเหตุที่ตั้งจิตไว้ชอบสัตว์ทั้งหลาย ย่อมไปสุคติ ทายกทายิกาทั้งหลายถวายสักการบูชาแล้วได้ไปสวรรค์”[๑๗]

  • เทศนาหาระ

อาณัตติ ได้แก่ การกล่าวชักจูงโน้มน้าว ดังที่ท้าวสักกเทวราช กล่าวชักจูงชักชวนให้มาตลีเทพบุตร และเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์บูชาคุณพระพุทธองค์ สังเคราะห์ตามหลักอริยสัจ ๔ เป็น “มรรคสัจจะ”

จากการตีความธรรมสัญลักษณ์สักกเทวราช ด้วยเทสนาหาระ จากคัมภีร์เนตติปกรณ์พบว่าอรรถทั้ง ๖ ในเทสนาหาระ สังเคราะห์ลงในอริยสัจ ๔ ตามกิจในสัจจะ ๔[๑๘] ได้ ดังนี้

  1. อาทีนวะ และ ผล เป็น ทุกขสัจจะ
  2. อัสสาทะ เป็น สมุทัยสัจจะ
  3. นิสสรณะ เป็น นิโรธสัจจะ
  4. อุบาย และ อาณัตติ เป็น มรรคสัจจะ

ดังนั้น การปรากฏอยู่ของท้าวสักกะในพระไตรปิฎก นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของคุณธรรมและความดีงามในทางโลกแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์สื่อหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์อันเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา นั่นคือ “อริยสัจ ๔” อีกด้วย

๓. ธรรมสัญลักษณ์สักกเทวราช

พระนามของท้าวสักกเทวราชในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ปรากฏอยู่มากมาย นอกจากในคัมภีร์หลักคือพระไตรปิฎกแล้ว ยังปรากฎอยู่ในอรรถกถาธรรมบท ดังเช่น พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยเมืองเวสาลี ประทับอยู่ในกูฏาคารศาลา ทรงปรารภท้าวสักกเทวราช ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “อปฺปมาเทนมฆวา”[๑๙] อันแสดงเหตุแห่งที่มาของชื่อต่าง ๆ ของท้าวสักกะ เป็นต้น

นิทานชาดกทั้งนิบาตชาดก และ ชาดกนอกนิบาต ปรากฏพระนามของท้าวสักกะอยู่เป็นอันมากดังจะยกตัวอย่างในมหานิบาตชาดกเรื่องเวสสันดรชาดก ดังนี้ ท้าวสักกเทวราชแปลงเป็นพราหมณ์มากราบทูลขอพระนางมัทรีจากพระเวสสันดรว่า “ห้วงน้ำยังเต็มเปี่ยมตลอดเวลาไม่เหือดแห้งฉันใด พระองค์ทรงมีพระทัยเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธาฉันนั้น ข้าพระองค์ทูลขอแล้ว ขอพระองค์ทรงพระกรุณาพระราชทานพระชายาแก่ข้าพระองค์เถิด”[๒๐] เมื่อพระเวสสันดรทรงกล่าวยกพระนางมัทรีให้กับพระอินทร์แปลงแล้ว ท้าวสักกะตรัสว่า “การที่พระองค์เสด็จมาประทับอยู่ในป่า ได้พระราชทานพระกุมารทั้งหลาย และพระชายาให้เป็นทานนี้ ชื่อว่าเป็นยานอันประเสริฐ ไม่เป็นยานที่พาก้าวลงสู่อบายภูมิ ขอมหาทานของพระองค์จงเผล็ดผลในสวรรค์เถิด[๒๑]

นอกจากนี้ในนิทานพื้นบ้านต่าง ๆ พระอินทร์จะปรากฏองค์ให้ความช่วยเหลือผู้คน หรือตัวละครที่ตกทุกข์ได้ยากเสมอ อย่างเช่น นิทานพื้นบ้านเรื่องพระสุธนมโนราห์ ซึ่งมีที่มาจากสุธนชาดก ในปัญญาสชาดก (ชาดกนอกนิบาต) ดังตอนที่พระสุธนตามนางมโนราห์เข้าป่าฝ่าอันตรายต่าง ๆ อยู่ถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน เมื่อไปถึงถ้ำนางมโนราห์ ก็ยังไม่ได้ทรงพบนางง่าย ๆ ยังต้องเสี่ยงทายให้ถูกว่านางไหนเป็นชายาของตน พระอินทร์จึงเข้ามาช่วยเหลือ โดยแปลงกายเป็นแมลงวันสีทองไปเกาะอยู่ที่นางมโนราห์ พระสุธนจึงเลือกถูกตัว และได้พานางกลับไปครองคู่อย่างมีความสุข

ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า พระอินทร์หรือท้าวสักกเทวราชเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในสังคมไทย โดยสื่อผ่านทั้งคัมภีร์หลัก คัมภีร์รอง ในพระพุทธศาสนา ซึ่งในเวลาต่อมามีอิทธิพลต่อเรื่องเล่า นิทานพื้นบ้าน วรรณกรรมต่าง ๆ กระทั่งละครพื้นบ้านทางโทรทัศน์ ก็ยังปรากฏมีพระอินทร์อยู่แทบทุกเรื่อง ดังนั้น น่าจะกล่าวได้ว่าในสังคมไทยไม่มีใครไม่รู้จักพระอินทร์

จากการศึกษาบทบาททางธรรมของท้าวสักกเทวราชในคัมภีร์หลัก คือ พระไตรปิฎก พบว่าพระอินทร์ปรากฏอยู่มากกว่าพรหม หรือเทวดาองค์อื่น ๆ อย่างเด่นชัด เห็นได้จากตัวอย่างในพระสูตรต่าง ๆ ดังนี้

มหาโควินทสูตร ความว่า เมื่อครั้งที่พวกเทพชั้นดาวดึงส์ นั่งประชุมกันในสุธัมมาเทวสภา มีพวกเทพบริษัทมากมายนั่งอยู่โดยรอบ เทพเหล่านั้นประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค แล้วเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ รุ่งเรืองเกินเทพเหล่าอื่นด้วยวรรณะและยศ ด้วยเหตุนั้น พวกเทพชั้นดาวดึงส์จึงมีใจยินดี เบิกบานใจ เกิดปีติและโสมนัส ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบความเลื่อมใสของพวกเทพชั้นดาวดึงส์ จึงทรงอนุโมทนาว่า

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกเทพชั้นดาวดึงส์ มีพระอินทร์เป็นประธาน ถวายนมัสการพระตถาคตและความดีของพระธรรม เมื่อเห็นเทพเหล่าใหม่ผู้มีวรรณะและยศ ผู้เคยประพฤติพรหมจรรย์ในพระสุคต ซึ่งมา ณ ที่นี้ (ด้วย) ก็พากันบันเทิงใจนัก เทพเหล่านั้นเป็นสาวกของพระผู้มีพระปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินทั้งหมดเป็นผู้บรรลุคุณวิเศษ รุ่งเรืองเกินเทพเหล่าอื่นในที่นี้ ด้วยวรรณะ ยศ และอายุ[๒๒]

จูฬตัณหาสังขยสูตร ว่าด้วยปัญหาของท้าวสักกะ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ปราสาทของมิคารมาตา ณ บุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว ได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่อันควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระเจ้าอย่างนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กล่าวโดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้หลุดพ้นแล้วด้วยธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จสูงสุด มีความเกษมจากโยคะสูงสุด ประพฤติพรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดอันสูงสุด เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

จอมเทพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถ้าข้อนั้นภิกษุได้สดับแล้วอย่างนี้ว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ภิกษุนั้นย่อมรู้ยิ่งธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว เธอได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ตามทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์ มิใช่สุขก็ตาม เธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด พิจารณาเห็นความดับ และพิจารณาเห็นความสลัดทิ้งในเวทนาทั้งหลายนั้นอยู่ เมื่อพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด พิจารณาเห็นความดับ และพิจารณาเห็นความสลัดทิ้งในเวทนาทั้งหลายนั้นอยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไร ๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น เมื่อไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสได้เฉพาะตน และรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป[๒๓]

สักกปัณหสูตร สำหรับพระสูตรนี้เป็นพระสูตรที่ท้าวสักกเทวราชทูลถามปัญหาทางธรรมต่อพระพุทธองค์ เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องธรรมโดยทั่วไป และธรรมขั้นสูง ดังเช่น ท้าวสักกะทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เพราะเหตุไร สมณพราหมณ์ทั้งหมด จึงไม่มีความสำเร็จสูงสุดไม่ประพฤติพรหมจรรย์ถึงที่สุด ไม่มีที่สุดอันสูงสุด”[๒๔] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “จอมเทพ ภิกษุทั้งหลายที่หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหาเท่านั้นจึงจะมีความสำเร็จสูงสุด เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ทั้งหมดจึงไม่มีความสำเร็จสูงสุด ไม่มีความเกษมจากโยคะสูงสุด ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ถึงที่สุด ไม่มีที่สุดอันสูงสุด[๒๕]

สักกสูตร พระสูตรนี้ว่าด้วยท้าวสักกะ ครั้งนั้น พระมหาโมคคัลลานะเสด็จมายังดาวดึงส์และได้กล่าวกะท้าวสักกะจอมเทพว่า

ท่านจอมเทพ การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก เพราะการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะเป็นเหตุ สัตว์บางพวกในโลกนี้หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก เพราะการถึงพระธรรมเป็นสรณะเป็นเหตุ สัตว์บางพวกในโลกนี้หลังจากตายแล้ว จะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก เพราะการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะเป็นเหตุ สัตว์บางพวกในโลกนี้หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์[๒๖]

ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า

ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ การถึงพร้อมด้วยการเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่าแม้ เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค ดีนัก เพราะการถึงพร้อมด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าเป็นเหตุ สัตว์บางพวกในโลกนี้หลังจากตายแล้ว จะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์[๒๗]

ตัวอย่างจากพระสูตรต่าง ๆ ข้างต้น ในพระไตรปิฎก แสดงให้เห็นว่า การปรากฏพระนามของท้าวสักกเทวราชเกี่ยวเนื่องกับการสื่อธรรมมากมาย อันยืนยันได้ว่าการปรากฏอยู่ของพระอินทร์ในพระไตรปิฎกมีความสำคัญต่อการเผยแผ่ธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน แต่หากเราจะตั้งประเด็นว่า สักกเทวราชมีอยู่จริงหรือไม่ คงยากที่จะวิเคราะห์ เพราะท้าวสักกะปรากฏตัวในฐานะปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ในมุมมองของผู้เขียนมีความเห็นว่า สักกเทวราชจะมีอยู่จริงหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่การมีอยู่ของสักกเทวราชในคัมภีร์พระพุทธศาสนา มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะเป็นสัญลักษณ์ถ่ายทอดธรรม ตามแนวทางแห่งพระพุทธองค์ เพื่อดำเนินสู่หนทางแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นมรรคาแห่งการดับทุกข์

๓.๑ สักกเทวราชสัญลักษณ์แห่งปัญญา (สัมมาทิฎฐิ)

ท้าวสักกะเป็นผู้มีปัญญา มักจะมีปัญหาทางธรรมมาทูลถามพระพุทธองค์อยู่เสมอ เห็นได้ชัดจากสักกปัญหสูตร ว่าด้วยปัญหาของท้าวสักกะ เมื่อท้าวสักกะเสด็จไปเฝ้าพุทธองค์ ณ ถ้ำอินทสาละ ในกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ได้ถามคำถามหลายประการต่อพระพุทธองค์ อาทิ ทูลถามว่า เทวา มนุษย์อสูร นาค คนธรรพ์ และหมู่สัตว์เป็นอันมากอื่น ๆ ถูกอะไรผูกมัด แม้ตั้งใจว่าจะไม่ใช้อาชญา ไม่มีศัตรูไม่เบียดเบียน อยู่อย่างไม่มีเวรแต่ต้องจองเวร ใช้อาชญา มีศัตรู เบียดเบียน และอยู่อย่างมีเวร พระพุทธองค์ทรงมีพระดำรัสตอบว่า มีความริษยาและความตระหนี่เป็นเครื่องผูกมัด ท้าวสักกะถามอีกว่า ความริษยา และความตระหนี่เกิดจากอะไร ทรงตอบว่า เกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก และสิ่งอันไม่เป็นที่รัก เมื่อไม่มีสิ่งเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก ก็ไม่มีความริษยาและความตระหนี่ ท้าวสักกะถามว่าสิ่งเป็นที่รักและไม่เป็นที่รักเกิดจากอะไร พระพุทธองค์ทรงตอบว่าเกิดจากความพอใจ เมื่อไม่มีความพอใจ ก็ไม่มีสิ่งเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก ดังนี้ เป็นต้น[๒๘] เมื่อทูลถามจนพอพระทัยท้าวสักกะก็นำคำถามเหล่านี้ไปถามพวกพราหมณ์ พราหมณ์ตอบไม่ได้ แต่กลับย้อนถามชื่อของท้าวสักกะ ท้าวสักกะทรงตอบว่า “เราชื่อท้าวสักกะจอมเทพ” พราหมณ์ถามต่อว่า“ท่านทำกรรมอันใดจึงถึงฐานะนี้เล่า” ท้าวสักกะจึงแสดงธรรมวัตตบท ๗ ต่อพราหมณ์เหล่านั้น พวกพราหมณ์เลื่อมใส ยอมถวายตนเป็นสาวกของท้าวสักกะ เทพราชากราบทูลพระผู้มีภาคเจ้าว่า “แต่ (บัดนี้) ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นพระโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า”[๒๙]

จากพระสูตรนี้แสดงให้เห็นว่าหมู่พราหมณ์ยอมเป็นสาวกท้าวสักกะ แต่ท้าวสักกะผู้มีบุญญฤทธิ์กลับยอมรับและยกย่องพระพุทธองค์ ผู้มีปัญญาตรัสรู้ แสดงให้เห็นว่า ทรงเป็นพุทธะ ผู้ตรัสรู้หมดกิเลส มีความบริสุทธิ์สะอาด สูงกว่าเทวดาทั้งปวง ดังความที่ท้าวสักกะทรงกล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธองค์ว่า “พระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่ตรัสรู้ ทรงเป็นพระศาสดาที่ยอดเยี่ยม ไม่มีบุคคลใดทั้งในโลกและเทวโลก มาเปรียบเทียบกับพระองค์ได้”[๓๐] การที่ท้าวสักกะยอมถวายตนเป็นพุทธสาวกเริ่มจากศรัทธาที่มีต่อพระพุทธองค์ การนำพุทธดำรัสที่ตรัสตอบมาพิจารณา (โยนิโสมนสิการ) จนเกิดปัญญาพบมรรคาสู่การหลุดพ้น (นิพพาน)

ปัญญา วิเคราะห์ด้วยเทศนาหาระ จากคัมภีร์เนตติปกรณ์ เป็นอุบาย สังเคราะห์เข้ากับหลักอริยสัจ ๔ เป็น มรรคสัจจะ

๓.๒ สักกเทวราชสัญลักษณ์แห่งสติ (สัมมาสติ)

สุชีพ ปุญญานุภาพ กล่าวถึงสติว่า สติกับปัญญาต้องอาศัยกัน ดังนี้ “เปรียบเหมือนดินกับน้ำ ดินเปรียบเหมือนปัญญา ถ้าไม่มีธาตุน้ำผสมอยู่ด้วยเลยก็กลายเป็นดินฝุ่น และไม่จับกันทำให้ฟุ้งง่าย ต้องมีน้ำผสมอยู่บ้าง จึงจะช่วยให้ไม่ฟุ้ง.ปัญญาในพระพุทธศาสนา ต้องเป็นปัญญาที่มีสติกำกับอยู่เสมอ”[๓๑]

เนื่องด้วยปัญญากับสติต้องมาคู่กัน ดังนั้น นอกจากท้าวสักกะจะเป็นสัญลักษณ์ทางปัญญาแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งสติด้วย ดังเช่น สงครามระหว่างเทพกับอสูร ครั้งนั้นเทพเป็นฝ่ายชนะ ท้าวเวปจิตติจอมอสูรถูกจองจำ ได้กล่าวคำบริภาษท้าวสักกะด้วยคำหยาบคาย อันมิใช่วาจาของสัตตบุรุษ ท้าวสักกะทรงกล่าวคาถาล้วนสื่อแสดงถึงสัมมาสติ อาทิ “ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธ เป็นผู้มีสติ สงบใจไว้ได้ เราเห็นว่าการสงบใจไว้ได้ของผู้นั้น เป็นการกีดกันพวกคนพาลไว้ได้”[๓๒] และ “ผู้ใดโกรธตอบต่อบุคคลผู้โกรธ ผู้นั้นย่อมเลวกว่าผู้โกรธเพราะการโกรธตอบนั้น บุคคลผู้ไม่โกรธต่อบุคคลผู้โกรธ ชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธ เป็นผู้มีสติสงบใจไว้ได้ ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติประโยชน์ของคนทั้ง ๒ ฝ่ายคือฝ่ายตนและฝ่ายผู้อื่น”[๓๓] สอดคล้องกับที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวว่า“สติเป็นตัวป้องกัน ยับยั้งจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน ไม่ให้ก้าวพลาด ไม่ให้ถลำลงในธรรมที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ยอมให้ความชั่วได้โอกาสเกิดขึ้นในจิต และไม่ยอมให้ใช้ความคิดผิดทาง”[๓๔]

สติ วิเคราะห์ด้วยเทศนาหาระ จากคัมภีร์เนตติปกรณ์ เป็นอุบาย สังเคราะห์เข้ากับอริยสัจ ๔ เป็น มรรคสัจจะ

๓.๓ สักกเทวราชสัญลักษณ์แห่งความเพียร (สัมมาวายามะ)

ความเพียรหรือสัมมาวายามะนั้น เป็นหนึ่งในอริยมรรคมีองค์แปด อันเป็นหนทางนำสู่การหลุดพ้น พระพุทธองค์ทรงอรรถาธิบายเกี่ยวกับความเพียรไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร ว่า

สัมมาวายามะ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. สร้างฉันทะ พยายามปรารภความเพียรประคองจิต มุ่งมั่น เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น ๒.สร้างฉันทะ พยายามปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อละบาปอกุศลธรรม ที่เกิดขึ้นแล้ว ๓. สร้างฉันทะ พยายามปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น เพื่อทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้น ๔.สร้างฉันทะ พยายามปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว[๓๕]

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) กล่าวถึงความสำคัญของความเพียร ดังนี้

“หมวดธรรมที่เกี่ยวกับการปฏิบัติแทบทุกหมวด จะพบความเพียรแทรกอยู่ด้วย ในชื่อใดชื่อหนึ่ง”[๓๖]

ท้าวสักกะเป็นสัญลักษณ์ของความเพียรในพระไตรปิฎก ดังจะเห็นได้จากความที่ท้าวสักกะตรัสกะสุวีรเทพบุตรว่า “ถ้าความสุขจะมีได้โดยไม่ต้องทำการงานไม่ว่าในที่ไหน ๆ ใคร ๆ ก็ดำรงชีพอยู่ไม่ได้ เพราะนั่นเป็นทางแห่งนิพพาน”[๓๗]

พระพุทธองค์ทรงอ้างความเพียรของท้าวสักกะ ตรัสสอนภิกษุในสักกสังยุต ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย ก็ท้าวสักกะจอมเทพนั้นอาศัยผลบุญของพระองค์เป็นอยู่ เสวยราชสมบัติอันมีความเป็นใหญ่ยิ่งด้วยความเป็นใหญ่แห่งเทพชั้นดาวดึงส์ ยังมาพรรณนาคุณแห่งความเพียรคือความขยันได้ ข้อที่พวกเธอบวชในธรรมวินัยที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ ขยันหมั่นเพียรพยายามเพื่อบรรลุมรรคผลที่ยังไม่บรรลุ เพื่อได้มรรคผลที่ยังไม่ได้ เพื่อทำให้แจ้งมรรคผลที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้งนี้ จะพึงงดงามในธรรมวินัยนี้โดยแท้[๓๘]

ความเพียร วิเคราะห์ด้วยเทศนาหาระ จากคัมภีร์เนตติปกรณ์ เป็นอุบาย สังเคราะห์เข้ากับอริยสัจ ๔ เป็น มรรคสัจจะ

๓.๔ สักกเทวราชสัญลักษณ์แห่งความหลุดพ้น (นิพพาน)

นิพพาน คือสภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลส ไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์[๓๙] ดังพุทธพจน์ที่ทรงแสดงธรรมกะท้าวสักกะจอมเทพว่า“การให้ธรรมชนะการให้ทั้งปวง รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง ความยินดีในธรรม ชนะความยินดีทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ชนะทุกข์ทั้งปวง”[๔๐]

ครั้งหนึ่งท้าวสักกะทูลถามพระพุทธองค์ว่า “อะไรเป็นเหตุให้เป็นปัจจัย ให้สัตว์บางพวกนี้ปรินิพพานในปัจจุบัน”[๔๑]

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า

ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชวนให้ใคร่ พาใจให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่เชยชม ไม่ยึดติดธรรมารมณ์นั้น วิญญานที่อาศัยตัณหานั้นก็ไม่มี ความยึดมั่นตัณหานั้นก็ไม่มี ภิกษุผู้ไม่มีอุปาทานย่อมปรินิพพาน ท่านจอมเทพ นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ปรินิพพานในปัจจุบัน[๔๒]

อีกครั้งท้าวสักกะจอมเทพ ได้สดับธรรมจากพระพุทธองค์ อันเนื่องด้วยความหลุดพ้น ทรงกล่าวสรรเสริญพระพุทธองค์ ดังนี้ “พุ่มไม้งามในป่าซึ่งมียอดออกดอกบานสะพรั่งในต้นเดือนห้าแห่งคิมหันตฤดู งามอย่างยิ่ง ฉันใด พระผู้มีพระภาคแสดงธรรมอันประเสริฐ ที่ให้ถึงนิพพานเพื่อประโยชน์อย่างยิ่งฉันนั้น นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า”[๔๓]

นอกจากการถามปัญหาแล้ว หลายครั้งที่ท้าวสักกะได้กล่าวคาถา อันเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ ที่แสดงถึงความมีปัญญารู้ธรรมอันพระพุทธองค์ตรัสไว้ดีแล้ว ดังเช่น เมื่อพระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินิพพาน ท้าวสักกะจอมเทพกล่าวคาถาพร้อมกับการปรินิพพาน ว่า“สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความสงบแห่งสังขารเหล่านั้นเป็นความสุข”[๔๔] สุขในที่นี้ คือ สุขจากความหลุดพ้นนั่นเอง

นิพพาน วิเคราะห์ด้วยเทศนาหาระ จากคัมภีร์เนตติปกรณ์ เป็นนิสสรณะ สังเคราะห์เข้ากับอริยสัจ ๔ เป็น นิโรธสัจจะ

จากความข้างต้นที่ได้แสดงธรรมสัญลักษณ์สักกเทวราช ด้วยองค์มรรคประจำ ๓ ข้อ คือ สัมมาทิฎฐิ สัมมาสติ และ สัมมาวายามะ ซึ่งต้องคอยหนุนองค์มรรคข้ออื่น ๆ ทุกข้อเสมอไป[๔๕] แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าท้าวสักกเทวราช มีความสำคัญต่อการแสดง หรือถ่ายทอดคำสอนในพระพุทธศาสนา และยังเป็นสัญลักษณ์สู่หนทางแห่งความหลุดพ้นตามแนวแห่งอริยมรรค

๔. บทสรุป

สังคมในปัจจุบัน เผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมือง เศรษฐกิจที่ชลอตัว สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ อันนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บ รวมถึงยังต้องเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติต่าง ๆซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากน้ำมือของมนุษย์ ที่แสวงหาผลประโยชน์โดยการเบียดเบียนธรรมชาติ หรือโจรภัยต่าง ๆ สถานการณ์ดังกล่าวเหล่านี้ก่อให้เกิดความกลัว เมื่อเกิดความกลัวจึงแสวงหาที่พึ่ง หากจะพิจารณาให้ถี่ถ้วน การแสวงหาที่พึ่งนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการกลัวธรรมชาติของมนุษย์ในยุคดึกดำบรรพ์อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดเทพเจ้า และเทวดา ที่อยู่เหนือปรากฏการณ์ธรรมชาติขึ้นมากมาย เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และต่อมาได้พัฒนาต่อเติมจินตนาการ สร้างสัญลักษณ์ของเทพเจ้า เทวดาขึ้นมาเป็นรูปเคารพ

สัญลักษณ์ที่เป็นรูปเคารพในสังคมไทยไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป หรือเทวรูปต่าง ๆ นั้น คนส่วนใหญ่ยึดเป็นที่พึ่งทางใจ แต่ก็มีคนอีกส่วนหนึ่งมีความเห็นที่แตกต่าง พบว่าในมุมมองของสังคมเกี่ยวกับรูปเคารพนี้แบ่งออกเป็น ๒ แนวคิด คือ ๑. ไม่นิยมรูปเคารพ ๒. นิยมรูปเคารพ ทั้งสองพวกมีความคิดต่างกันอย่างชัดเจน กระทั่งเกิดการขัดแย้งวิพากษ์วิจารณ์กันไปมาอย่างรุนแรงอยู่บ่อยครั้งจนกลายเป็นความแตกแยกทางความคิด

พระพุทธศาสนาสอนให้เดินทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) และ ศรัทธาต้องมาคู่กับปัญญาที่พิจารณาอย่างแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) เสมอ เพราะหากมีแต่ศรัทธาไม่ใช้ปัญญาพิจารณาก็จะกลายเป็นความหลงงมงาย ในมุมมองของผู้เขียนมองว่า พระพุทธรูปก็ตาม เทวรูปก็ตาม หากเราบูชา โดยใช้ปัญญากำกับ คือ กราบพระพุทธรูปเป็นพุทธานุสติ ระลึกและบูชาคุณของพระพุทธองค์ ได้แก่ พระปัญญาธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ และ พระวิสุทธิคุณ พร้อมทั้งน้อมนำพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์มาปฏิบัติ ส่วนการบูชาเทวดาก็น้อมนำธรรมของเทวดา ได้แก่ หิริ โอตตัปปะ มาใช้ในการดำเนินชีวิต ย่อมจะยังประโยชน์ให้เกิดแก่ตนและผู้อื่น และหากมีธรรมแล้วมนุษย์ธรรมดาก็
กลายเป็นเทวดาได้

เทวดาในพระพุทธศาสนามี ๓ ประเภท (๑) สมมุติเทพ เทวดาโดยสมมติ ได้แก่ พระราชา พระราชินี ราชกุมาร ราชกุมารี (๒) อุปปัตติเทพ เทวดาโดยกำเนิด ได้แก่ เทวดาจริง อาทิ ท้าวสักกเทวราช มาตลีเทพบุตร (๓) วิสุทธิเทพ เทวดาโดยความบริสุทธิ์อย่างสูง ได้แก่ พระอรหันต์พระปัจเจกพระพุทธเจ้า และ พระพุทธเจ้า เทวดาโดยความประพฤตินี้ ที่ว่าอย่างสูง ได้แก่ พระอรหันต์ที่ละกิเลสได้ เป็นอันแสดงว่าอย่างต่ำก็มี ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

ผู้ประกอบด้วยหิริ ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาปทุจริต ประพฤติธรรมฝ่ายขาว คือ คุณงามความดี ชื่อว่ามีธรรมของเทวดา

ผู้ประพฤติดีมีความบริสุทธิ์ ย่อมชื่อว่าเป็นเทวดา สูงกว่าเทวดาโดยสมมติ สูงกว่าเทวดาบนสวรรค์ นี้แสดงว่าพระพุทธศาสนาไม่ได้ให้เกียรติแก่เทวดาบนสวรรค์ ยิ่งกว่ามนุษย์ที่ประพฤติตนให้บริสุทธิ์สะอาดทางกาย วาจา ใจแต่ประการใด อาจกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแรกในโลก ที่สอนเรื่องเทวดาบนพื้นโลก ซึ่งทุกคนอาจเป็นได้ อันสูงกว่าเทวดาทุกประเภทซึ่งมีกล่าวไว้ในศาสนาต่าง ๆ ทั้งเป็นเรื่องที่มีเหตุผล อันอาจตรองตาม และลงมือประพฤติปฏิบัติได้ด้วย

สัญลักษณ์การสื่อธรรมของพระพุทธองค์ มี ๒ ลักษณะ คือ (๑) บุคคลาธิษฐาน มีบุคคลเป็นที่ตั้ง คือ วิธีแสดงธรรมโดยยกบุคคลขึ้นอ้าง (๒) ธรรมาธิษฐาน มีธรรมเป็นที่ตั้ง คือเทศนายกธรรมขึ้นแสดง เช่นว่า ศรัทธา ศีล คืออย่างนี้ ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ ดังนี้เป็นต้นในกรณีของท้าวสักกเทวราช ทรงยกขึ้นแสดงเป็นบุคคลาธิษฐาน

ธรรมสัญลักษณ์สักกเทวราชในพระไตรปิฎก แบ่งออกได้เป็น ๒ ระดับ คือ

  1. โลกิยธรรม หมายถึง ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก สภาวะเนื่องด้วยโลก สัญลักษณ์ที่ปรากฏ อาทิ บุญ ทาน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความใส่ใจในหน้าที่ตน ความกตัญญู ความละอาย และความเกรงกลัวต่อบาป สังเคราะห์เป็นหลักธรรม ได้ดังนี้ สังคหวัตถุ ๔ อิทธิบาท ๔ พรหมวิหาร ๔ เทวธรรม ๒ วัตตบท ๗
  2. โลกุตตรธรรม หมายถึง ธรรมอันไมใช่วิสัยของโลก สภาวะพ้นโลกมี ๔ ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ สัญลักษณ์ที่ปรากฏ อาทิ ความเสื่อมของสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย ความไม่เที่ยง ความเพียร สติ ปัญญา การดับทุกข์ สังเคราะห์เป็นหลักธรรม ได้ดังนี้ ไตรลักษณ์ ปฏิจสมุปบาท อริยสัจจ์ ๔ มรรคมีองค์ ๘ การบรรลุธรรม (นิพพาน)

ดังนั้น สักกเทวราชจึงเป็นสัญลักษณ์สำคัญ ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา คือ เป็นสัญลักษณ์แทนความดี ความงาม ความถูกต้อง และ ความสุข ในทางโลก ทั้งยังแทนการรู้แจ้งในหลักธรรมอันลึกซึ้งของพระพุทธองค์ ซึ่งนำสู่หนทางหลุดพ้น คือ พระนิพพาน อันเป็นสัญลักษณ์ในทางธรรม

บทความวิชาการของ ณิชชา จุนทะเกาศลย์ ลิขสิทธิ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

บรรณานุกรม

๑. ภาษาไทย

  1. ข้อมูลปฐมภูมิ
    1. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพฯ
      โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.
    2. มหากัจจายนะ. เนตติ-เปฎโกปเทสปกรณํ. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖.
  2. ข้อมูลทุติยภูมิ
    1. หนังสือ:
      1. กีรติ บุญเจือ. ย้อนอ่านปรัชญานวยุคของมนุษยชาติ. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย
        เซนต์จอห์น, ๒๕๔๖.
      2. __________. เริ่มรู้จักปรัชญา. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น, ๒๕๔๕.
      3. คุณารักษ์ นพคุณ. เนตติปกรณ์แปล และ เนตติสารัตถทีปนี. กรุงเทพมหานคร : หจก.ทิพยวิสุทธิ์, ๒๕๔๔.
      4. นพมาศ แววหงส์. ปกรณัมปรัมปรา. พิมพ์ครั้งที่ ๖. กรุงเทพมหานคร : สายธุรกิจโรงพิมพ์,๒๕๕๔.
      5. พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร. ราหูอมจันทร์ในพระไตรปิฎกควรตีความอย่างไร.บทความทาง วิชาการ วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ ปีที่๙. ฉบับที่ ๓. กันยายน – ธันวาคม ๒๕๕๘. กรุงเทพมหานคร. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๘.
      6. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ พิมพ์ครั้งที่ ๑๒.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑.
      7. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม (ฉบับเดิม). พิมพ์ครั้งที่ ๒.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
        เพิ่มทรัพย์การพิมพ์, ๒๕๕๓.
      8. พุทธทาสภิกขุ. ภาษาคน ภาษาธรรม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สุขภาพใจ, ๒๕๕๐
      9. สุชีพ ปุญญานุภาพ. คุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพมหานคร : เรืองแสงการพิมพ์, ๒๕๒๘.

๒. ภาษาอังกฤษ

  • I. SECONDARY SOURCES
    • (I) Books:
      • Tillich. P. Systematic Theology Vol.1. Chicago : University of Chicago Press, 1951.

[๑] เอดิธ แฮมิลตัน(Edith Hamilton) อ้างใน นพมาศ แววหงส์, ปกรณัมปรัมปรา, พิมพ์ครั้งที่ ๖,(กรุงเทพมหานคร : สายธุรกิจโรงพิมพ์, ๒๕๕๔), หน้า ๓๘.

[๒] เฮเกล (George Hegel) อ้างใน กีรติ บุญเจือ, ย้อนอ่านปรัชญานวยุคของมนุษยชาติ,(กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น, ๒๕๔๖) หน้า ๒๔๙.

[๓] กีรติ บุญเจือ, เริ่มรู้จักปรัชญา, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น, ๒๕๔๕), หน้า ๒๐๔.

[๔] (The being of God is being-itself),Tillich p., Systematic Theology Vol.1.,(Chicago : University of Chicago Press,1951), p.235.

[๕] พุทธทาสภิกขุ , ภาษาคน ภาษาธรรม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สุขภาพใจ ๒๕๕๐), หน้า ๓๔.

[๖] พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร, ราหูอมจันทร์ในพระไตรปิฎกควรตีความอย่างไร, บทความทางวิชาการ วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ ปีที่ ๙, ฉบับที่ ๓, กันยายน – ธันวาคม ๒๕๕๖, (กรุงเทพมหานคร : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖), หน้า ๕.

[๗] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๕๔.

[๘] วัตตบท ๗ หลักปฏิบัติหรือข้อที่ถือประจำ ๗ ข้อที่ทำให้มฆมาณพได้เป็นท้าวสักกะ หรือพระอินทร์,พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๒, (กรุงเทพ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑), หน้า ๓๖๑.

[๙] ม.มู. (ไทย) ๑๒/๓๙๓/๔๒๔.

[๑๐] คุณารักษ์ นพคุณ, เนตติปกรณ์แปล และ เนตติสารัตถทีปนี, (กรุงเทพมหานคร : หจก.ทิพยวิสุทธิ์, ๒๕๔๔), หน้า คำนำ.

[๑๑] เรื่องเดียวกัน หน้า ๒๒๙.

[๑๒] อ้างไว้แล้ว

[๑๓] มหากัจจายนะ, เนตติ-เปฎโกปเทสปกรณํ,(กรุงเทพมหานคร:มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หน้า๒๒.

[๑๔] ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๕๒-๕๓/๕๒๒.

[๑๕] ขุ.เถร. (ไทย) ๒๖/๖๗๓/๔๕๕.

[๑๖] ขุ.วิ.(ไทย) ๒๖/๑๕๖/๒๘.

[๑๗] ขุ.วิ.(ไทย)๒๖/ ๘๐๔-๘๐๗ /๙๒.

[๑๘] กิจในสัจจะ ๔ คือ ๑.ทุกขสัจจะ ควรกำหนดรู้ ๒.สมุทัยสัจจะ ควรละ ๓.นิโรธสัจจะ ควรทำให้แจ้งประจักษ์ ๔.มรรคสัจจะ ควรเจริญ, คุณารักษ์ นพคุณ, เนตติปกรณ์แปล และ เนตติสารัตถทีปนี, หน้า ๒๓๓.

[๑๙] ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๒๑/๓๕๖.

[๒๐] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๒๗๗/๕๓๕.

[๒๑] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๒๘๘/๕๓๗.

[๒๒] ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๙๕/๒๒๘.

[๒๓] ม.มู. (ไทย) ๑๒/๓๙๐/๔๒๐.

[๒๔] ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๖๖/๒๔๓.

[๒๕] ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๖๖/๒๔๔.

[๒๖] สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๓๔๑/๓๕๖.

[๒๗] สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๓๔๑/๓๕๖.

[๒๘] ที.ม.(ไทย) ๑๐/๓๕๗/ ๒๘๕.

[๒๙] ที.ม.(ไทย) ๑๐/๓๖๖/๒๔๕.

[๓๐] ที.ม.(ไทย) ๑๐/๓๗๐/๒๔๙.

[๓๑] สุชีพ ปุญญานุภาพ, คุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร: เรืองแสงการพิมพ์, ๒๕๒๘), หน้า ๙๘

[๓๒] สํ.ส.(ไทย) ๑๕/๒๕๑/๓๖๗.

[๓๓] สํ.ส.(ไทย) ๑๕/๒๕๑/๓๖๖.

[๓๔] พระพรหมคุณภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม (ฉบับเดิม), พิมพ์ครั้งที่ ๒๔, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เพิ่มทรัพย์การพิมพ์, ๒๕๕๓), หน้า ๓๑๘.

[๓๕] ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๖.

[๓๖] พระพรหมคุณภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม (ฉบับเดิม), หน้า ๓๐๗.

[๓๗] สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๒๔๗/๓๕๗.

[๓๘] สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๒๔๗/๓๕๗.

[๓๙] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๗, (กรุงเทพ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๕๑), หน้า ๒๗.

[๔๐] ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๓๕๔/๑๔๔.

[๔๑] สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๑๑๘/๑๔๐.

[๔๒] สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๑๑๘/๑๔๐.

[๔๓] ขุ.สุ. (ไทย) ๒๕/๒๓๖/๕๕๖.

[๔๔] ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๒๑/๑๖๘.

[๔๕] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม (ฉบับเดิม), หน้า ๓๐๗.

แสดงความคิดเห็น
ดร. ณิชชา จุนทะเกาศลย์
รักธรรมชาติและการท่องเที่ยว สนใจเรียนรู้ ศาสนา วัฒนธรรม เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน เผยแพร่ธรรม ตามแนวทางแห่งพระพุทธองค์

แสดงความเห็น