บทความวิชาการ

พุทธวิธีการสื่อธรรมนิทานในทศชาติชาดก

ภาพจิตรกรรมฝาผนังทศชาติชาดก วัดสุวรรณาราม

๑. บทนำ“พุทธวิธีการสื่อธรรมนิทานในทศชาติชาดก”

พระพุทธองค์ทรงเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ ดังที่ปราชญ์ได้ถวายพระนามว่าพระบรมศาสดา หรือ บรมครู ซึ่งแปลว่า พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยม หรือผู้เป็นยอดของครู ในภาษาบาลีก็มีบทพุทธคุณถวายพระเกียรติว่า สตฺถา เทวมนุสฺสานํ แปลว่าพระศาสดาของมนุษย์และทวยเทพทั้งหลาย และมีคำเสริมพระคุณว่า อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ แปลว่า เป็นสารถี ฝึกคนได้ไม่มีใครยิ่งกว่า พระนามเหล่านี้ส่อแสดงความหมายในตัวว่า ปราชญ์และพุทธศาสนิกชนทั้งหลายเคารพบูชา และยกย่องเทอดทูนพระองค์ ในฐานะที่ทรงเป็นนักการสอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทรงมีพระปรีชาสามารถยอดเยี่ยมในการสั่งสอน และได้ทรงประสบความสำเร็จในงานนี้เป็นอย่างดี[๑] สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระหทัยของความเป็นครู ตั้งแต่เมื่อตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงเลือกหนทางของการโปรดเวไนยสัตว์ซึ่งการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น สามารถเลือกที่จะเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้า หรือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ทรงเลือกหนทางโปรดสัตว์ ให้ดำเนินสู่เส้นทางของการพ้นทุกข์ ดังที่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวว่า “สิ่งที่พระพุทธศาสนาสอนเป็นข้อแรกก็คือ ความทุกข์ อันเป็นปัญหาที่มนุษย์พึงรับรู้ และจัดการแก้ไขโดยถูกต้อง และถือว่าภารกิจของพระพุทธศาสนา และระบบการศึกษาของพระพุทธศาสนาก็คือ การช่วยมนุษย์ให้แก้ปัญหาของตนได้”[๒]

คุณสมบัติของผู้สอน (ครู) ตามแบบอย่างพระพุทธเจ้า

  1. ๑. มีความกรุณาเป็นพื้นฐานของจิต
  2. ๒. ไม่ถือตัว ไม่หยิ่งยโส
  3. ๓. มีความอดทน ใจเย็น
  4. ๔. มีความยุติธรรมไม่เห็นแก่หน้า
  5. ๕. มีความรอบคอบ
  6. ๖. มีความประพฤติน่าเคารพบูชา
  7. ๗. รู้ภูมิสติปัญญาของนักเรียน

๒. วิเคราะห์พุทธวิธีสื่อธรรมนิทานในทศชาติชาดก

พุทธวิธีการสอนของพระพุทธองค์นั้นทรงสอนเรื่องใกล้ ๆ ตัว จากง่ายไปหายาก เช่น เรื่องทุกข์ที่พบเจอกันอยู่ทุกวัน สอนให้เห็นทุกข์ เห็นความไม่เที่ยง เห็นไตรลักษณ์ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไต่ระดับจากธรรมขั้นพื้นฐานขึ้นไปสู่ระดับที่เป็นสัจจธรรม สอนให้ปฏิบัติเองรู้เอง บางครั้งให้ลงมือทำด้วยตนเองแล้วเรียนรู้ไปด้วย (Learning by doing) ทั้งยังสอนตรงประเด็นไม่มีออกนอกเรื่อง สอนด้วยเหตุผล โดยใช้ปัญญาตรอง (โยนิโสมนสิการ) สอนแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ และเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นโดยทรงสอนแตกต่างกันไปตามจริตของแต่ละบุคคล โดยมีลีลาการสอนแบ่งออกเป็น ๔ อย่าง[๓] ดังนี้ (๑.) สันทัสสนา อธิบายให้เห็นแจ่มแจ้ง เหมือนจูงมือไปดูเห็นกับตา (๒.) สมาทปนา ชักจูงให้เห็นจริงด้วยชวนให้คล้อยตาม จนต้องยอมรับและนำไปปฏิบัติ (๓.) สมุตเตชนา เร้าใจให้แกล้วกล้าบังเกิดกำลังใจ ปลุกให้มีอุตสาหะแข็งขัน มั่นใจว่าจะทำให้สำเร็จได้ ไม่หวั่นระย่อต่อความเหนื่อยยาก (๔.) สัมปหังสนา ชโลมใจให้แช่มชื่น ร่าเริง เบิกบานฟังไม่เบื่อและเปี่ยมด้วยความหวัง เพราะมองเห็นคุณประโยชน์ที่ตนพึงได้รับจากการปฏิบัติ ดังที่ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยตฺโต) สรุปไว้เป็นคำสั้น ๆ ว่าแจ่มแจ้ง จูงใจ หาญกล้า ร่าเริง[๔]

วิธีการสอนของพระพุทธองค์ มีหลายรูปแบบ จำแนกออกได้เป็น ๔ แบบ[๕] ดังนี้

  1. ๑. แบบสากัจฉา หรือสนทนา ส่วนใหญ่ทรงใช้วิธีนี้กับผู้มาเฝ้าที่ยังไม่เข้าใจหลักธรรมในพระพุทธศาสนา โดยการสนทนานำสู่ธรรม เมื่อเข้าใจแล้วก็จะเกิดความเลื่อมใสศรัทธา วิธีนี้เป็นวิธีที่ทรงใช้กับพระสาวกโดยการส่งเสริมให้สนทนาธรรมร่วมกัน
  2. ๒. แบบบรรยาย ทรงใช้การแสดงธรรมในที่ประชุม หรือคนหมู่มากที่มีพื้นฐานหรือความเข้าใจในธรรมใกล้เคียงกัน โดยทรงบรรยายแบบกว้างๆ
  3. ๓. แบบตอบปัญหา ผู้ที่มาถามปัญหานั้น มีหลายประเภททั้งลองภูมิ ถามเพื่อต้อนให้จนมุม บ้างก็ถามเพื่อไปเทียบกับลัทธิของตน ซึ่งการถามปัญหาแบบนี้พระพุทธองค์ทรงสอนให้พิจารณาดูลักษณะของปัญหาและใช้วิธีตอบให้เหมาะสม โดยลักษณะของวิธีตอบแบ่งเป็น ๔ อย่าง คือ
    1. (๑.) กังสพยากรณียปัญหา ปัญหาที่พึงตอบอย่างตรงไปตรงมา
    2. (๒.) ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา ปัญหาที่พึงย้อนถาม ทวนคำถาม ว่าถามในแง่มุมไหน แล้วจึงตอบปัญหา เช่น จักษุ กับ โสตะเหมือนกันไหมต้องย้อนถามก่อนว่าแง่ใด แล้วแยกตอบว่า ถ้าในแง่การเป็นเครื่องมองเห็น พึงตอบว่า “ไม่เหมือน” ถ้าเขาว่าในแง่เป็นอนิจจัง พึงตอบว่าเหมือน
    3. (๓.) วิภัชชพยากรณียปัญหา หมายถึงปัญหาที่ต้องแยกคำตอบ เช่นเมื่อเขาถามว่า “สิ่งที่เป็นอนิจจังได้แก่จักษุใช่ไหม” พึงแยกออกตอบว่า “ไม่เพียงแต่จักษุเท่านั้นที่เป็นอนิจจัง โสตะ ฆานะ ฯ ก็เป็นอนิจจังด้วย”
    4. (๔.) ฐปนียปัญหา ปัญหาที่พึงยับยั้งเสียได้แก่ ปัญหาที่ถามนอกเรื่องไร้ประโยชน์ อันเป็นเหตุให้ยืดเยื้อ สิ้นเปลืองเวลาพึงยับยั้งเสียและชักนำผู้ถามเข้าสู่แนวเรื่องที่ประสงค์ต่อไป[๖]
  4. ๔. แบบวางกฎข้อบังคับ เมื่อเกิดเรื่องมีภิกษุกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นครั้งแรก พระสงฆ์หรือประชาชนเล่าลือ หรือโพนทนาติเตียนกันอยู่ มีผู้นำความมากราบทูลพระพุทธองค์พระองค์จะทรงเรียกประชุมสงฆ์ สอบถามพระภิกษุที่กระทำความผิด เมื่อเจ้าตัวรับได้ความจริงแล้ว ก็จะทรงตำหนิ ชี้แจงเหตุผลเสียหายที่เกิดแก่ส่วนรวม พรรณาผลร้ายของความประพฤติไม่ดี และคุณประโยชน์ของการประพฤติดีงาม ทรงแสดงธรรมกถาที่สมควรเหมาะสมกับเรื่องนั้น จากนั้นตรัสบอกสงฆ์ว่าจะทรงบัญญติสิกขาบท หลังจากนั้นทรงบัญญัติสิกขาบท โดยความเห็นชอบของคณะสงฆ์ จากวิธีการสอนและวิธีการตอบปัญหาข้างต้น แสดงให้เห็นว่าพระพุทธองค์ทรงสอนทั้งตัวต่อตัวและสอนเป็นกลุ่ม โดยทรงคำนึงถึงผู้เรียนเป็นหลัก ทรงสอนโดยการพิจารณาถึงความแตกต่างของบุคคล ดังที่ พระมหาทรรศน์ คุณทสฺสี (โพนดวงกรณ์) กล่าวว่า “พระพุทธเจ้าทรงสอนโดยคำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียน ๓ ด้าน คือ (๑) ความแตกต่างในด้านภูมิปัญญา (๒) ความแตกต่างในด้านจริตนิสัย (๓) ความแตกต่างในด้านพื้นเพภูมิหลัง ดังนั้น ก่อนเสด็จไปสอนใครพระพุทธองค์จะทรงตรวจอุปนิสัยของผู้เรียนก่อนว่าผู้เรียน มีอุปนิสัยโน้มเอียงไปในด้านใด แล้วจึงเสด็จไปแสดงธรรมให้สอดคล้องกับอุปนิสัยของผู้นั้น”[๗] การสอนแบบคำนึงถึงผู้เรียนเป็นหลักนี้ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์มากที่สุด เฉกเช่นเดียวกับแพทย์ผู้รักษาโรค ย่อมรักษาและจ่ายยาตามอาการให้ตรงกับโรคของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ยาบางอย่างมีรสขมจนผู้ป่วยรู้สึกขยาด และเบื่อหน่ายที่รับประทาน เภสัชกรผู้ปรุงยาจึงใช้วิธีเคลือบยาที่มีรสขมนั้นด้วยน้ำตาลที่ให้ทั้งความหวาน และสีสันที่สวยงาม แต่ยังคงไว้ซึ่งสรรพคุณทางยาที่ซ่อนแทรกอยู่ภายใน เช่นเดียวกับคำสอนที่ใช้นิทานประกอบย่อมทำให้ผู้เรียนรู้สึกเพลิดเพลิน ตื่นเต้น เร้าใจ และซึมซับเอาหลักธรรมคำสอนเข้าสู่ใจตนได้โดยง่าย

พระพุทธองค์ก็ทรงใช้นิทานในการสื่อธรรม อันเป็นกลวิธีและอุบายประกอบการสอนอย่างหนึ่ง เนื่องจากนิทาน เข้าถึงคนได้ง่าย น่าตื่นเต้น น่าติดตาม ทำให้ผู้ฟังจดจำได้อย่างแม่นยำ ท่านทรงสอนโดยการยกอุทาหรณ์ และนิทานประกอบไว้มากมาย ดังที่ปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคัมภีร์ชาดก[๘] และนิทานอรรถกถาธรรมบท

สำหรับงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยเลือกวิเคราะห์พุทธวิธีสื่อธรรมในทศชาติชาดก เนื่องจากชาดกทั้งสิบเรื่อง ได้แก่ เตมิยชาดก ชนกชาดก สุวรรณสามชาดก เนมิราชชาดก มโหสถชาดก ภูริทัตชาดก จันทชาดก นารทชาดก วิธุรชาดก และมหาเวสสันดรชาดก เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในสังคมไทย ดังที่ สายวรุณ น้อยนิมิตร กล่าวไว้ว่า “คนไทยรู้จักอรรถกถาชาดกอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่สมัยทวารวดี”[๙]

หลักฐานที่ปรากฏในคัมภีร์มหาวงศ์ ของลังกากล่าวไว้ว่า พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมิ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชจากอินเดีย ในราวพุทธศตวรรษที่ ๓[๑๐]

นอกจากหลักฐานทางโบราณคดี พบว่าพระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ มีอายุสูงสุดในพุทธศตวรรษที่ ๘-๙ เท่านั้น[๑๑] อาณาจักรที่มีอิทธิพลในดินแดนแถบนี้ที่สำคัญ ได้แก่อาณาจักรทวาราวดี ซึ่งมีร่องรอยแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖

สำหรับในประเทศไทย ภาพเล่าเรื่องชาดก นิยมสลักในสมัยทวาราวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ ซึ่งนอกจากจะปรากฏบริเวณเจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐมแล้ว ยังค้นพบแผ่นภาพปูนที่เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี ที่ฐานเจดีย์เลขที่ ๑ และเลขที่ ๓ ที่ตำบลโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนภาพเล่าเรื่องพุทธศาสนนิทานที่สลักลงบนใบเสมาหิน เมืองฟ้าแดดสูงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ ใบเสมาหินเหล่านี้ได้รับอิทธิพลมาจากประเพณีทางวัฒนธรรมของอาณาจักรทวาราวดี[๑๒]

นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบภาพเล่าเรื่องชาดกบนใบเสมาที่บ้านกุดโง้ง จังหวัดชัยภูมิ อีกหลายเรื่อง ได้แก่ เตมิยชาดก มโหสธชาดก ภูริทัตตชาดก พรหมนารทชาดก วิธุรบัณฑิตชาดก[๑๓]

สำหรับภาพเล่าเรื่องค้นพบที่เจดีย์จุลประโทน แต่เดิมเชื่อกันว่า ได้รับอิทธิพลคัมภีร์ชาดกอรรถกถาในวรรณคดีภาษาบาลีของเถรวาท แต่จากการศึกษาของ พิริยะ ไกรฤกษ์ สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากนิยายอวทานในภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็นพระพุทธศาสนาฝ่ายสรวาสติวาทินซึ่งรุ่งเรืองในอาณาจักรทวาราวดีราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓[๑๔]

อย่างไรก็ตาม เรื่องชาดกในสมัยทวาราวดีก็มิได้มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีอิทธิพลต่อพระพุทธศาสนาในสมัยสุโขทัย เพราะในเวลานั้นสุโขทัยรับอิทธิพลพระพุทธศาสนาจากลังกา ดังนั้นความเชื่อเกี่ยวกับชาดกในสมัยสุโขทัย จึงมาจากพระไตรปิฎกบาลี ซึ่งสังคายนาในสมัยพระเจ้าปรักกรมพาหุแห่งลังกา[๑๕]

เรื่องการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ ปรากฏในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย ซึ่งมีข้อความกล่าวถึงคติความเชื่อ การสั่งสมบุญบารมีของพระโพธิสัตว์ โดยเฉพาะเรื่องราวของพระเวสสันดรและเรื่องที่เกี่ยวกับชาดกห้าร้อยพระชาติ ทั้งยังมีภาพสลักลายเส้นเล่าเรื่องอรรถกถาชาดก ในอุโมงค์วิหารวัดศรีชุม เมืองเก่าสุโขทัย เป็นภาพเล่าเรื่องพระโพธิสัตว์ห้าร้อยพระชาติ พร้อมจารึกอักษรข้อความอธิบายภาพ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับอดีตชาติของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสวยพระชาตินั้น ๆ เป็นการสรุปเรื่อง มีการบอกชื่อเรื่องชาดก และในตอนท้ายบอกลำดับเรื่องไว้ด้วย[๑๖] ต่อมาในสมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์มีอรรถกถาชาดกที่รู้จักแพร่หลายและมีชื่อเสียงมาก คือ เวสสันดรชาดก และทศชาติเรื่องอื่น ๆ

การแปลชาดกเป็นภาษาไทย น่าจะมีมานานแล้ว เช่น เวสสันดรชาดก มีการแปลเป็นคำร้อยกรองที่เรียกว่า มหาชาติคำหลวงมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ใช้สวดในวัดพระศรีรัตนศาสดารามมาจนถึงทุกวันนี้ และมีการแปลเวสสันดรชาดกเป็นร่ายยาว ๑๓ กัณฑ์ ในกรุงรัตนโกสินทร์ สำหรับพระสงฆ์เทศน์ในงานประเพณีเทศน์มหาชาติ ชาดกเรื่องอื่น ๆ ก็มีแปลอยู่ในเทศนาคัมภีร์โบราณของเก่า[๑๗]

อรรถกถาชาดก ฉบับหอสมุดแห่งชาติ ๕๔๗ เรื่อง ได้แปลเป็นภาษาไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ตัวบทอรรถกถาชาดกจึงเป็น ศาสนนิทานที่คนไทยรู้จักมานาน และเป็นวรรณคดีไทยที่ได้ต้นเรื่องจากภาษาบาลี อรรถกถาชาดกมีสาระคำสอนที่ไม่ได้มุ่งเป็นคำสอนแก่บรรพชิต แต่มุ่งสอนคนทั่วไปทุกระดับชั้นตั้งแต่ชนชั้นปกครองจนถึงทาส และมีเนื้อหาคำสอนครอบคลุมถึงการปฏิบัติตนและการปฏิบัติต่อผู้อื่น ซึ่งประกอบด้วยคำสอนที่เป็นหลักในการดำเนินชีวิต และคำสอนปลีกย่อย คำสอนที่เป็นหลักสำคัญ ได้แก่ หลักในการดำเนินชีวิต การปฏิบัติตนต่อผู้อื่น การครองเรือน การปกครอง และการรับราชการ อรรถกถาชาดกยังมีลักษณะเด่นในด้านการสร้างเรื่อง เพื่อสอนโดยเฉพาะการแสดง หลักธรรมที่เป็นเรื่องเปรียบเทียบหรือเป็นอุทาหรณ์ เป็นแหล่งรวมคำสอนที่เน้นให้ประพฤติตนเป็นคนดี และให้รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนในสังคม อันสอดคล้องกับหลักกรรมของพุทธศาสนา คำสอนดังกล่าว ได้อบรมกล่อมเกลาจริยธรรมแก่คนทุกระดับในสังคมไทย ด้วยกลวิธีการสอนแบบนิทาน[๑๘]

วรรณกรรมชาดกเป็นนิทานที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งทศชาติชาดก อันเป็น ๑๐ ชาติสุดท้าย ก่อนบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า มีผู้นิยมอ่านและฟังกันมากตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว ต่อมามีผู้สนใจค้นคว้าได้นำมาแต่งเป็นสำนวนท้องถิ่นของตนเองเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาสาระได้ง่าย เมื่อมีการเทศน์หรืออ่านวรรณกรรมเรื่องนี้แล้ว ย่อมเกิดความซาบซึ้งบันเทิงใจ[๑๙]

เนื่องจากทศชาติชาดกได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จึงมีผู้นำมาถ่ายทอดผ่านสื่อในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ ละครเวที ภาพยนตร์แอนนิเมชั่น หนังสือการ์ตูนสำหรับเด็ก หรือ ละครวิทยุ ดังที่คณะเกศทิพย์ ได้จัดทำละครวิทยุทั้ง ๑๐ เรื่องในทศชาติชาดกออกเผยแพร่ โดยมีทั้งในรูปแบบของแผ่นซีดี และสามารถดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ตได้ จากความนิยมในการเผยแพร่ทศชาติชาดกในรูปแบบต่าง ๆ นี้แสดงให้เห็นว่า ธรรมจากชาดก ธรรมของพระพุทธองค์เป็นอกาลิโก แม้ทรงแสดงมายาวนานแล้วแต่ยังนำมาปรับใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัยและทุกสถานการณ์

ในบรรดา ทศชาติชาดกทั้ง ๑๐ เรื่อง เรื่องมหาเวสสันดรชาดก ได้มีผู้นำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการสร้างเป็นละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์และ สารคดี เพื่อเผยแพร่แก่ประชาชนมานับครั้งไม่ถ้วน สำหรับฉบับภาพยนตร์ถูกนำไปสร้างครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ในชื่อว่า มหาเวสสันดร กำกับการแสดงโดย เนรมิต อำนวยการสร้างโดยจรี อมาตยกุล สร้างและจัดจำหน่ายโดย เนรมิตภาพยนตร์ นำแสดงโดย รุจน์ รณภพและช่อทิพย์ ชิดชอบ ภาพยนตร์ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ใช้ชื่อว่า ชูชก กัณหา ชาลี สร้างโดย บริษัทไทยสากลธุรกิจ จำกัด ของ ณรงค์ สันติสกุลชัยพร กำกับการแสดงโดย รัตน์ เศรษฐภักดี นำแสดงโดยสมบัติ เมทะนี ในบทบาทพระเวสสันดร ร่วมด้วย พิศมัย วิไลศักดิ์ ในบทพระนางมัทรี ออกฉายวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๖ ที่โรงภาพยนตร์เพชรรามา และต่อมาได้มีการนำฟิล์มเรื่องนี้มาตัดต่อ ปรับแต่งใหม่ เน้นตัวละครต่างกัน แล้วนำออกฉายในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ในชื่อใหม่ว่า “พระเวสสันดร” ออกฉายวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ที่โรงภาพยนตร์เพชรเอ็มไพร์

สำหรับละครโทรทัศน์ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งสร้างโดย มูลนิธิแผ่นดินธรรม เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๖๐ พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ออกอากาศครั้งแรกทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา ๑๘.๓๐ – ๑๙.๓๐ น. ตั้งแต่วันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ ถึง ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๐ จำนวนทั้งสิ้น ๑๘ ตอน ตอนละ ๔๕ นาที นำแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ รับบทเป็นพระเวสสันดร และ ม.ล. สราลี กิติยากร เป็น พระนางมัทรี

นอกจากนี้ยังทำเป็นละครโทรทัศน์ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง ๗ ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ นำแสดงโดย พัลลภ พรพิษณุ รับบทเป็น พระเวสสันดร เยาวเรศ นิศากร รับบทเป็นพระนางมัทรี และครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ บริษัทสามเศียรได้ผลิตละครชื่อว่า กัณหา ชาลี (มหาเวสสันดรชาดก) ซึ่งเป็นเนื้อเรื่องเดียวกัน นำแสดงโดยมาฬิศร์ เชยโสภณ และกชกร นิมากรณ์ ออกอากาศหลังจบละครเรื่อง มโหสถชาดก แล้ว[๒๐] ยังไม่นับรวมละครเวทีที่จัดสร้างโดยกรมศิลปากร และการจัดแสดงโดยสถานศึกษาอื่น ๆ อีกมาก

ชาดกอีกเรื่องที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในปัจจุบันก็คือชาดกเรื่อง “พระมหาชนก” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ พระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อทรงสอนในเรื่องของความเพียรและความสามัคคี โดยปรับเนื้อหาให้เข้ากับยุคสมัยแต่ยังคงหลักคำสอนของพระพุทธองค์ไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ หลังจากบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้มีกระแสตอบรับจากผู้อ่านเป็นจำนวนมาก ชาดกเรื่องนี้จึงแพร่กระจายออกไปและเป็นที่รู้จักมากขึ้นโดยมีผู้นำมาเผยแพร่ต่ออีกในรูปแบบอื่น ๆ อาทิ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ได้ทรงนำพระมหาชนกจากบทพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาทรงทำวิทยานิพนธ์ที่ถ่ายทอดงานศิลปะคำสอนบนจิตรกรรมฝาผนัง โดยได้ทรงกล่าวไว้ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ว่า

“จากบทพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ ปรับปรุงเนื้อหาใหม่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงของสังคมไทย จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วความสำคัญคือต้องการให้คนไทยทุกระดับ มีความวิริยะ อุตสาหะ และเรียนรู้เท่าทันสถานการณ์โลก ที่กำลังส่งผลกระทบด้านลบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของคนไทย การที่พระองค์ทรงเน้นให้เห็นถึงการศึกษาของคนไทย ในทุกระดับชั้นนั้น สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ สู่ความสงบสุข ร่มเย็น รู้จักบูรณาการภูมิปัญญาดั้งเดิมและองค์ความรู้ใหม่เข้าด้วยกันให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด”[๒๑]

นอกจากงานวิจัยในเชิงวิชาการแล้ว ภาคเอกชนยังได้จัดแสดงละครเพลง “พระมหาชนกเดอะ ฟีโนมีนอนไลฟ์โชว์” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ โดยได้น้อมนำบทพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” มาจัดแสดงผ่านสื่อมัลติมีเดีย แสงสีเสียง ที่มีความงดงามตระการตา ด้วยเทคนิคที่ทันสมัย นอกจากจะสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ชมแล้ว ยังเป็นการถ่ายทอดหลักธรรมคำสอนจากชาดก ผ่านบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปยังเด็ก เยาวชน และประชาชนคนไทย เพื่อให้ตระหนักถึงความเพียร ความอดทน การใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตในปัจจุบันและอนาคต ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

จากตัวอย่างในข้างต้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พุทธวิธีการสื่อธรรมผ่านนิทานชาดกโดยเฉพาะทศชาติชาดก เข้าถึงคนง่ายน่าสนใจ และเป็นที่นิยมชมชอบของคนในทุกยุคทุกสมัย สามารถนำมาปรับใช้กับศาสตร์ต่าง ๆ ได้มากมาย และที่สำคัญสามารถสอนธรรม อย่างต่อเนื่องยาวนานไม่ขาดสาย เพราะนอกจากให้ความบันเทิงแล้ว ยังให้ทั้งสติ และปัญญาที่จะน้อมนำมาแก้ปัญหาอันเกิดจากทุกข์ ให้กับผู้คนได้อย่างเที่ยงตรงและยั่งยืน

๓. การวิเคราะห์ทศชาติชาดก

ผู้เขียนนำเสนอโครงเรื่องทศชาติชาดกแต่ละเรื่องเพื่อให้เห็นภาพโดยรวมของแต่ละชาดก ก่อนการวิเคราะห์โดยลำดับ ดังนี้

๑. เตมิยชาดก

เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการเสด็จออกบรรพชาอันยิ่งใหญ่ (ในอดีต) ได้ตรัสไว้โดยทรงเริ่มต้นด้วยคาถาแรก ที่เทวดาผู้สถิตอยู่ที่เศวตฉัตรตรัสสอนเตมิยกุมารว่า “ท่านจงอย่าเปิดเผยตนว่าเป็นบัณฑิต” เป็นต้น[๒๒]

พระเจ้าสิบชาติ - พระเตมีย์ใบ้
พระเจ้าสิบชาติ – พระเตมีย์ใบ้

เตมิยชาดก เป็นเรื่องพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากาสิกราช ในเวลาที่ทรงพระเยาว์ ทรงเห็นพระราชบิดาพิพากษาลงโทษพวกโจรแล้ว พระองค์ทรงระลึกถึงอดีตชาติได้ว่าพระองค์เคยเป็นพระราชา และพิพากษาลงโทษคนเช่นนี้มาแล้ว จึงต้องไปเสวยผลกรรมในนรกเป็นเวลานาน ในชาตินี้จึงไม่ปรารถนาจะครองราชสมบัติ โดยได้ทรงแกล้งทำเป็นคนใบ้ แม้จะถูกทดลองด้วยวิธีการต่าง ๆ มาตลอดเวลา แต่ก็ไม่ยอมเจรจา พระราชบิดาจึงได้รับสั่งให้นำตัวท่านไปฝังในป่าช้า ทำให้ท่านได้โอกาสสอนนายสารถีแล้วเสด็จออกบรรพชา ต่อมาพระราชบิดาและชาวเมืองก็ได้ออกบรรพชาตามเป็นจำนวนมาก

วิเคราะห์เตมิยชาดก

ชาดกนี้แสดงถึงการบำเพ็ญเนกขัมมบารมี คือ การออกบวชหรือออกจากกาม พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องเตมิยราชกุมารเกรงการครองราชสมบัติ เพราะทรงสลดพระหฤทัยที่เห็นราชบุรุษลงโทษโจร ตามพระราชดำรัสของพระราชบิดาของพระองค์ ด้วยการเฆี่ยนบ้าง ฟันบ้าง ราดด้วยน้ำกรดบ้าง หรือบางครั้งก็เอาหอกแทง เอาหลาวเสียบบ้าง จึงใช้วิธีแสร้งทำเป็นหูหนวก เป็นใบ้ไม่พูดจากับใคร แม้จะถูกทดสอบต่าง ๆ ก็อดกลั้นไว้ ไม่ยอมแสดงอาการใดให้ปรากฎ ทั้งนี้เพื่อจะเลี่ยงการครองราชสมบัติ พระราชาปรึกษาพวกพราหมณ์ ก็ได้รับคำแนะนำให้นำราชกุมารไปฝังเสียพระราชมารดาทรง
คัดค้านไม่สำเร็จ จึงทูลขอให้พระราชกุมารครองราชย์สัก ๗ วัน ต่อเมื่อ ๗ วันแล้วพระราชกุมารก็ไม่ทรงยอมพูด สารถีจึงนำพระราชกุมารขึ้นสู่รถไป เพื่อจะฝังตามรับสั่งของพระราชา ขณะที่ขุดหลุมอยู่พระราชกุมารก็เสด็จลงจากรถ ตรัสปราศรัยกับนายสารถี โดยทรงห้ามมิให้ฝังตนด้วยเหตุดังนี้

“เราเป็นโอรสของพระราชาองค์ที่ท่านเข้าไปพึ่งบารมีเลี้ยงชีพอยู่เสมอ นายสารถีถ้าท่านพึงฝังเราไว้ในป่า ชื่อว่าทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม บุคคลพึงนั่งหรือนอนที่ร่มแห่งต้นไม้ใด ไม่พึงหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น เพราะคนผู้ประทุษร้ายมิตร ชื่อว่าเป็นคนเลวทราม”[๒๓]

นอกจากนี้ยังทรงขยายความต่อด้วยวิธีอุปมาอุปมัยว่า

“พระราชาก็เหมือนต้นไม้ เราก็เป็นเหมือนกิ่งไม้ ข้าแต่มหาราช นายสารถีเป็นเสมือนคนผู้อาศัยร่มไม้ นายสารถี ถ้าท่านฝังเราไว้ในป่า ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม”[๒๔] และตรัสคาถาบูชามิตร ๑๐ คาถา ดังเช่น “ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร ผู้นั้นพรากจากเรือนของตนแล้วย่อมมีอาหารสมบูรณ์ คนเป็นอันมากย่อมเข้าไปพึ่งพาผู้นั้นเลี้ยงชีพ”[๒๕] หรือ “คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ศัตรูทั้งหลายจะระรานมิได้ เหมือนลมระรานต้นไทรที่มีรากและลำต้นงอกงามแล้วไม่ได้” [๒๖] เป็นต้น เมื่อสารถีทูลเชิญเสด็จกลับเมือง พระเตมีย์ทรงยืนยันว่าทรงมีพระประสงค์จะออกบวชและทรงเปล่งอุทานด้วยกำลังปิติ ว่า “อนึ่ง ประโยชน์โดยชอบของเหล่าชน ผู้ไม่รีบร้อน ย่อมเผล็ดผลโดยแท้ เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว ออกบวชแล้วย่อมไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ”[๒๗]

พระเตมีย์โพธิสัตย์ตรัสหลักธรรมเพื่อยินดีในเนกขัมมะ คือ การออกจากกามว่า “อาตมภาพเห็นเด็กหนุ่มของท่านทั้งหลาย ผู้เรียกบิดาและมารดา ซึ่งเป็นบุตรที่รักได้มาโดยยาก ยังไม่ทันถึงความแก่เลยก็ตายเสียแล้ว อาตมภาพเห็นเด็กสาวของท่านทั้งหลาย ที่สวยสดงดงาม สิ้นชีวิตเหมือนหน่อไม้ที่ถูกถอน”[๒๘]

“สัตว์โลกถูกความตายครอบงำและความแก่รุมล้อมไว้ วันคืนที่ชื่อว่าทำอายุ วรรณะ และกำลังของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไปก็เป็นไปอยู่.เส้นด้ายที่เขากำลังทอช่างหูกทอไปได้เท่าใดส่วนที่ต้องทอต่อไปเหลืออยู่น้อยเท่านั้นฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น”[๒๙] “คนเป็นจำนวนมากที่ได้พบกันในตอนเช้า ตกตอนเย็นบางพวกก็ไม่เห็นกัน คนเป็นจำนวนมากที่ได้พบกันในตอนเย็น ตกตอนเช้าบางพวกก็ไม่เห็นกัน ควรรีบทำความเพียรเสียแต่ในวันนี้ ใครเล่าจะพึงรู้ได้ว่าความตายจะมีในวันพรุ่งนี้เพราะความผ่อนผันกับมัจจุราชที่มีเสนาหมู่ใหญ่นั้นไม่มีแก่เราทั้งหลายเลย”[๓๐]

จากชาดกเรื่องเตมียชาดกที่ยกมาแสดง เป็นการเดินเรื่องในแบบสากัจฉาหรือการสนทนาเป็นหลัก ดังจะเห็นได้ว่าพระเตมีย์โพธิสัตย์ได้สอนธรรมให้กับสารถี ในเรื่องของการไม่ประทุษร้ายมิตรเป็นมงคล รวมถึงคุณของการละออกจากกาม โดยการอธิบายให้เห็นแจ่มแจ้ง (สันทัสสนา) ชักจูงให้เห็นจริง จนยอมรับและนำไปปฏิบัติ (สมาทปนา) ประกอบกับพระสุรเสียงอันไพเราะ และพระวาจาอันคมคายน่าฟัง (สัมปหังสนา) ดังที่นายสารถีกล่าวชมพระเตมีย์พระโพธิสัตย์ ว่า “พระองค์เป็นผู้มีวาจาไพเราะ มีพระดำรัสสละสลวย”[๓๑] ประกอบกับการตอบปัญหาในเรื่องนี้ พระโพธิสัตว์ตอบปัญหาด้วยพุทธวิธีการตอบแบบแบบตรงไปตรงมา (กังสพยากรณียปัญหา) โดยใช้การอุปมาอุปมัยประกอบเพื่อให้ผู้ฟังเห็นภาพได้ชัดเจน ทำให้นายสารถีเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จนถึงขั้นขอบวชตามพระเตมีย์โพธิสัตว์ นอกจากการสื่อในเรื่องของการบำเพ็ญเนกขัมมบารมีอันเป็นหัวใจของเรื่องแล้ว ยังมีหลักธรรมที่ปรากฏชัดเจนในเตมียชาดกนี้ คือ หลักของไตรลักษณ์ ดังเห็นได้จากพุทธพจน์ที่กล่าวไว้มากมายในชาดกเรื่องนี้สรุปความว่า ทุกสิ่งย่อมมีความเสี่อมเป็นธรรมดา ทุกชีวิตไม่ว่าเด็ก คนหนุ่มสาว หรือคนชรา ก็ย่อมถูกความตายครอบงำและความแก่รุมล้อมทั้งสิ้น

๒. มหาชนกชาดก

เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภการเสด็จออกบรรพชาครั้งใหญ่ (ในอดีต) จึงได้ตรัสเรื่องพระมหาชนกนี้ โดยทรงยกคาถาแรกของเรื่องที่นางเทพธิดากล่าวกับพระมหาชนกที่กำลังว่ายน้ำข้ามทะเลอยู่ว่า “ใครกันนี่ ทั้ง ๆ ที่มองไม่เห็นฝั่งก็ยังพยายาม (ว่าย) อยู่ในท่ามกลางสมุทร” เป็นต้น[๓๒]

พระเจ้าสิบชาติ - พระมหาชนก
พระเจ้าสิบชาติ – พระมหาชนก

มหาชนกโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ามหาชนก ขณะพระมารดาทรงพระครรภ์ ได้หนีข้าศึกไปอาศัยอยู่กับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ที่เมืองกาละจัมปากะ เมื่อเจริญวัยได้ศึกษาจนจบไตรเพทและศิลปศาสตร์ แล้วขออนุญาตพระมารดาเดินทางไปค้าขายที่สุวรรณภูมิ แต่เรือแตกจมลงในมหาสมุทร ในขณะที่ท่านกำลังว่ายน้ำช่วยเหลือตนเองอยู่ในมหาสมุทรเป็นวันที่ ๗ นั้น นางมณีเมขลาซึ่งเป็นเทพธิดาผู้รักษามหาสมุทร ได้ช่วยเหลือนำท่านไปส่งขึ้นฝั่งที่กรุงมิถิลา ต่อมาอำมาตย์และปุโรหิต เป็นต้น ได้อภิเษกพระมหาชนกขึ้นเป็นกษัตริย์ครองราชสมบัติ ณ กรุงมิถิลา สืบต่อจากพระเจ้าโปลชนกผู้เป็นพระเจ้าอาซึ่งไม่มีพระราชโอรสมีแต่พระธิดา เพราะพระองค์รับสั่งไว้ก่อนสวรรคตว่า ถ้าผู้ใดรู้ปริศนาธรรม ๑๖ ข้อ และทำให้พระราชธิดาสีวลีของเราพอพระทัยได้ ก็ให้พร้อมใจกันอภิเษกผู้นั้นขึ้นเป็นกษัตริย์ครองราชสมบัติสืบต่อไปพระเจ้ามหาชนกทรงครองราชสมบัติด้วยทศพิธราชธรรม ทรงสร้างความเจริญมั่นคง และประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข จากนั้นจึงเสด็จออกบรรพชา แม้พระมเหสีจะทูลอ้อนวอนอย่างไรก็ไม่ทรงยอมเสด็จกลับ ทรงบำเพ็ญฌานให้เกิดขึ้นและเมื่อดับขันธ์แล้วก็ได้ไปสู่พรหมโลก

วิเคราะห์มหาชนกชาดก

ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบำเพ็ญวิริยบารมี คือความพากเพียร เมื่อพระมหาชนกราชกุมารเดินทางไปกลางทะเลเรือแตก คนทั้งหลายจมน้ำตายบ้าง เป็นเหยื่อของสัตว์น้ำบ้าง แต่ไม่ทรงละความอุตสาหะ ดังความที่พระมหาชนกโพธิสัตว์ตรัสกับเทพธิดาว่า “เรานั้นจักพยายามตามกำลังความสามารถ จักไปให้ถึงฝั่งสมุทร จักทำความเพียรอย่างลูกผู้ชาย”[๓๓] ทรงว่ายน้ำโดยกำหนดทิศทางแห่งกรุงมิถิลา ในที่สุดก็ได้รอดชีวิตกลับไปถึงกรุงมิถิลาได้ครองราชสมบัติ พระโพธิสัตว์เมื่อได้ครองเมืองมิถิลาแล้วทรงระลึกถึงความเพียรชอบของพระองค์ ทรงเปล่งอุทานด้วยกำลังปิติว่า “ท่านใดถึงพร้อมด้วยความพยายามในธรรม ไม่จมลงในห้วงมหรรณพที่หาประมาณมิได้ เห็นปานนี้ด้วยการกระทำ ท่านนั้นจงไปยังสถานที่ที่ท่านชอบใจเถิด”[๓๔] นอกจากความเพียรแล้วพระมหาชนกโพธิสัตว์ยังทรงกล่าวถึงเรื่องของปัญญา ดังนี้

“คนมีปัญญาแม้ทุกข์กระทบแล้ว ก็ไม่พึงทำลายความหวัง เพื่อการมาถึงแห่งความสุขเพราะสัมผัสมีมากอย่าง ทั้งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ผู้ไม่นึกถึงประโยชน์ย่อมเข้าถึงความตาย”[๓๕]

เมื่อครองเมืองได้ระยะหนึ่งพระโพธิสัตย์ทรงเบื่อหน่ายทางโลกอันเกิดจากความสังเวชใจ ทรงเห็นการแก่งแย่งฟาดฟันกันเพื่อแย่งผลมะม่วงของเหล่าชน และทรงคร่ำครวญอยากละทางโลก ดังนี้ “เมื่อไรเราจักได้ปลงผม ห่มผ้าสังฆาฏิ” [๓๖] “เมื่อไรเราจะทำจิตให้ตรงได้เหมือนคนดีดพิณ ดีดพิณทั้ง ๗ สาย ให้มีเสียงน่ารื่นรมณ์จับใจ”[๓๗] “เมื่อไรเราจักตัดกามสังโยชน์ทั้งที่เป็นของทิพย์ และของมนุษย์ได้เหมือนช่างหนังตัดรองเท้าโดยรอบ”[๓๘] เมื่อพระมหาชนกทรงรำพึงอย่างนี้แล้ว ทรงถือเพศบรรพชา แล้วลงจากปราสาทไป พระมหาชนกโพธิสัตว์ตรัสกับนารทดาบสถึงเหตุแห่งการออกบวชว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นประเพณีของโลก เห็นโลกถูกกิเลสกัดกร่อน ถูกกิเลสทำให้เป็นดุจเปลือกตม จึงได้ทำเหตุนี้ให้เป็นเครื่องเปรียบเทียบว่า ปุถุชนจมอยู่ในกิเลสวัตถุใด สัตว์เป็นจำนวนมากย่อมเดือดร้อน และย่อมถูกฆ่าในกิเลสวัตถุนั้น ดังนั้นแล้วจึงได้บวชเป็นภิกษุนะท่านผู้ครองหนังสัตว์ผู้เจริญ”[๓๙] ชาดกเรื่องนี้เป็นที่มาแห่งภาษิตที่ว่า เป็นชายควรเพียรร่ำไป อย่าเบื่อหน่าย (ความเพียร) เสีย, เราเห็นตัวเองเป็นได้อย่างที่ปรารถนา, ขึ้นจากน้ำมาสู่บกได้.

นิทานชาดกเรื่องพระมหาชนกนี้ พระพุทธองค์ทรงยกมาเพื่อสอนในเรื่องของวิริยะ คือความเพียร อันประกอบด้วยปัญญาเป็นหลัก แล้วยังสอนเรื่องการออกจากกามคือ เนกขัมมะเอาไว้ด้วย รวมถึงให้ข้อคิดในเรื่องของความสามัคคี โดยทรงยกนิทานชาดกเรื่องนี้มากล่าวเพื่อทรงสอนทั้งระดับปัจเจกบุคคลในเรื่องของความเพียร และสอนคนจำนวนมากในเรื่องของความสามัคคี

๓. สุวรรณสามชาดก

ชาดกนี้ตรัสเมื่อพระบรมศาสดาประทับ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุเลี้ยงดูมารดารูปหนึ่ง ตรัสสุวรรณสาม ซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า “ใครกันหนอใช้ลูกศรยิงเรา ผู้ประมาทกำลังนำน้ำไปอยู่”[๔๐]

พระเจ้าสิบชาติ - พระสุวรรณสาม
พระเจ้าสิบชาติ – พระสุวรรณสาม

สุวรรณสามโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสุวรรรณสามดาบส เลี้ยงดูบิดามารดาผู้ตาบอดอยู่ในป่า ต่อมาวันหนึ่งสุวรรณสามดาบสไปตักน้ำ และถูกพระเจ้าปิลยักษ์ยิงด้วยลูกศร ก่อนจะสลบล้มลงไป ท่านได้ทูลขอร้องว่า “ขอพระองค์โปรดช่วยเลี้ยงดูบิดามารดาแทนข้าพระองค์ด้วย” พระเจ้าปิลยักษ์เข้าพระทัยว่าสุวรรณสามตายแล้ว จึงเสด็จไปนำบิดามารดาของสุวรรณสามมาดูศพ เมื่อท่านทั้งสองมาดูแล้วจำได้ว่า เป็นบุตรของตนจริง ๆ จึงพากันร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา จากนั้นจึงได้ทำสัจกิริยาขอให้พิษร้ายออกจากร่างกายของสุวรรณสาม และมีเทพธิดาอีกองค์หนึ่งมาช่วยทำสัจกิริยาด้วยเมื่อสุวรรณสามฟื้นจากสลบแล้ว จำความต่างๆ ได้ จึงแสดงธรรมแก่พระเจ้าปิลยักษ์และให้ตั้งอยู่ในศีล ๕ พระโพธิสัตว์ปรนนิบัติบิดามารดาจนท่านทั้งสอง สิ้นชีวิตแล้ว จึงได้ดับขันธ์ไปสู่พรหมโลก

วิเคราะห์สุวรรณสามชาดก

สุวรรณสามชาดกแสดงถึงการบำเพ็ญเมตตาบารมี คือการแผ่ไมตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า สุวรรณสามเลี้ยงดูมารดาบิดาของตนซึ่งตาบอดในป่า และเนื่องจากเป็นผู้มีเมตตาปรารถนาดีต่อผู้อื่น หมู่เนื้อก็เดินตามแวดล้อมไปในที่ต่าง ๆ วันหนึ่งสุวรรณสามถูกพระเจ้ากรุงพาราณสีชื่อปิลยักษ์ยิงเอาด้วยธนูอาบยาพิษ ภายหลังเมื่อทราบว่าเป็นมาณพผู้เลี้ยงมารดาบิดา ก็สลดพระทัย สุวรรณสามทูลขอให้พระเจ้าปิลยักษ์เลี้ยงดูบิดามารดาแทนตน

หลังจากนั้นสุวรรณสามสลบแน่นิ่งไปเพราะกำลังยาพิษ พระราชาทรงคร่ำครวญว่า “เราเข้าใจว่าเราจะเป็นผู้ไม่แก่และไม่ตาย เราได้เห็นสามบัณฑิตตายวันนี้จึงได้รู้ความแก่และความตาย แต่ก่อนหาได้รู้ไม่ ความตายจะไม่มาถึงเป็นไม่มี”[๔๑] พระราชาทรงระลึกได้ว่าสิ่งที่ตนทำไปนั้นเป็นบาปกรรมอันใหญ่หลวงก็คร่ำครวญว่าตนจะตกนรกเป็นแน่ ทรงถือเอาหม้อน้ำเดินบ่ายหน้าไปทิศทักษิณ เมื่อเสด็จมาถึงบ้านของสุวรรณสาม บิดามารดาผู้ตาบอดก็ต้อนรับดูแลเป็นอย่างดี เมื่อพระเจ้าปิลยักษ์ กล่าวความจริงว่าได้ฆ่าสุวรรณสามเสียแล้ว ทุกุลบัณฑิตผู้เป็นบิดาของสุวรรณสาม ได้กล่าวแก่นางปาริกาภรรยาว่า

“ปาริกา ท่านผู้นี้คือพระเจ้ากรุงกาสี พระองค์ทรงยิงลูกสามด้วยลูกศร เพราะความโกรธที่ฝั่งแม่น้ำมิคสัมมตา เราทั้ง ๒ อย่าได้มุ่งร้ายต่อพระองค์เลย” พร้อมทั้งพากันกระทำอัญชลีต่อพระเจ้ากาสี เพื่อให้พาไปยังร่างของสุวรรณสามที่ริมฝั่งแม่น้ำ พระเจ้าปิลยักษ์จึงจูงมารดาบิดาของสุวรรณสามมาที่ริมฝั่งแม่น้ำ เมื่อพบร่างสุวรรณสาม มารดาบิดาตาบอดก็ตั้งสัจกิริยา อ้างคุณความดีของสุวรรณสาม อาทิ

“ลูกสามนี้ได้เคยเป็นผู้มีปกติประพฤติธรรมมาก่อน ด้วยสัจวาจานี้ขอพิษของลูกสามจงหายไป”[๔๒]

“ลูกสามนี้มีปกติประพฤติพรหมจรรย์มาก่อน ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงหายไป”[๔๓]

“ลูกสามนี้ปกติกล่าวคำสัตย์มาก่อน ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงหายไป”[๔๔]

“ลูกสามได้เป็นผู้เลี้ยงมารดาและบิดาด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงหายไป”[๔๕]

“บุญอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลูกสามทำแล้วแก่เราและมารดาของเขา ด้วยกุศลนั้นทั้งหมด ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป”[๔๖]

นางเทพธิดาที่ภูเขาคันธมามาทน์นั้นได้กล่าวสัจวาจานี้ว่า “เราอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์มานาน ไม่มีคนอื่น ที่จะเป็นใครก็ตามเป็นที่รักของเรายิ่งกว่า สามกุมาร ด้วยสัจวาจานี้ขอพิษของสามกุมารจงเสื่อมหายไป” [๔๗]

เมื่อสุวรรณสามฟื้นคืนสติ ได้แสดงธรรมแก่พระเจ้าปิลยักษ์ ว่า “บุคคลใดเลี้ยงดูมารดาและบิดาโดยธรรม แม้เทวดาก็เยียวยารักษาบุคคลผู้เลี้ยงดูมารดาและบิดานั้น บุคคลใดเลี้ยงดูมารดาและบิดาโดยธรรม แม้นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลนั้นในโลกนี้ บุคคลนั้นละโลกนี้ไปแล้วย่อมบรรเทิงในสวรรค์”[๔๘]

จากการวิเคราะห์สุวรรณสามชาดก พบว่า นอกจากชาดกเรื่องนี้จะสื่อถึงการบำเพ็ญเมตตาบารมีของพระโพธิสัตว์สุวรรณสามแล้ว ยังสื่อธรรมอันนำสู่ความเจริญกตัญญุตา คือ ความกตัญญู อันเป็นมงคลข้อที่ ๒๕ ในมงคล ๓๘ ประการ ดังพุทธพจน์ที่กล่าวไว้ในมงคลสูตรว่า “เทวดาและมนุษย์ทำมงคลดังกล่าวมาแล้วนี้ ไม่พ่ายแพ้ข้าศึกทั้งปวง ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน ทั้ง ๓๘ ประการนั้น เป็นมงคลอันสูงสุดของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น”[๔๙]

๔. เนมิราชชาดก

พระศาสดาตรัสเล่าชาดกนี้เมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยเมืองมิถิลา ประทับอยู่ ณ สวนมะม่วง ของพระราชามฆเทพ ทรงปรารภการกระทำการแย้มสรวลให้ปรากฎ ตรัสเรื่องเนมิราชชาดกนี้ เริ่มต้นด้วยคำว่า “น่าอัศจรรย์หนอ การที่พระเจ้าเนมิผู้เป็นบัณฑิตมีพระประสงค์ด้วยกุศล ทรงเกิดขึ้นในคราวที่บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายเกิดขึ้นในโลก”[๕๐]

พระเจ้าสิบชาติ - พระเนมิราช
พระเจ้าสิบชาติ – พระเนมิราช

เนมิราชโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าเนมิราช ทรงบำเพ็ญฌาน สมาทานอุโบสถศีลมิได้ขาด ทรงชี้แจงทางสวรรค์แก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก ประชาชนเหล่านั้นทำบุญแล้วตายไปเกิดในสวรรค์ เมื่อระลึกถึงอุปการคุณของพระราชาจึงให้มาตลีเทพบุตรนำเวชยันต์ราชรถไปรับพระเจ้าเนมิราชให้ขึ้นไปเยี่ยมชมสวรรค์ และนรกต่าง ๆ แล้ว แสดงบุพกรรมของสัตว์นรกเหล่านั้นให้สดับ จากนั้นได้นำไปชมสวรรค์ชั้นต่าง ๆ และแสดงบุพกรรม ของเหล่าเทวดาในสวรรค์แต่ละชั้นให้สดับ แล้วจึงนำเฝ้าท้าวสักกเทวราช พระเจ้าเนมิราชทรงแสดงธรรมแก่ท้าวสักกเทวราช และเทพบริวารเป็นจำนวนมาก
เมื่อมาตลีเทพบุตรนำพระเจ้าเนมิราชกลับมาส่งที่มนุษยโลกแล้วพระองค์ทรงสั่งสอนประชาชนให้ตั้งอยู่ในบุญกุศลมีการให้ทาน เป็นต้น เมื่อพระเกษาหงอกแล้วได้เสด็จออกบรรพชา บำเพ็ญฌานสมาบัติให้เกิดขึ้น และเมื่อสวรรคตแล้วจึงได้ไปสู่พรหมโลก

วิเคราะห์เนมิราชชาดก

ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบำเพ็ญอธิฏฐานบารมี คือความตั้งใจมั่น ดังที่ เนมิราชกุมาร ได้ครองราชย์สืบราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา ทรงบำเพ็ญคุณงามความดีเป็นที่รักของชนทั้งหลาย เนื้อหาชาดกนี้เริ่มจาก พระเจ้าเนมิราชตั้งคำถามกับท้าวสักกเทวราชว่า “ทานก็ดี พรหมจรรย์ก็ดี อย่างไหนมีผลมากกว่ากันเล่า”[๕๑] ท้าวสักกเทวราชตอบว่า “บุคคลย่อมเกิดในตระกูลกษัตริย์ได้ด้วยพรหมจรรย์ชั้นต่ำ เข้าถึงเทวดาได้ด้วยพรหมจรรย์ชั้นกลาง ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยพรหมจรรย์ชั้นสูง เพราะพรหมจรรย์เหล่านั้นมิได้จะหามาได้ง่ายๆ ด้วยการประกอบพิธีวิงวอนขอร้องอะไร ๆ บุคคลที่เกิดในหมู่พรหมได้ต้องออกบวชบำเพ็ญตบะ”[๕๒] ท้าวสักกเทวราชทรงกล่าว พระนามทุทีปะ พระเจ้าสาคระ พระเจ้าเสละ พระเจ้ามุจลินทร์[๕๓] “พระราชาเหล่านั้น พระราชามหากษัตริย์เหล่าอื่น และพวกพราหมณ์เป็นอันมาก ต่างก็บูชายัญเป็นอันมากแล้วก็ยังไม่ล่วงพ้นภพเปรตได้” [๕๔]

มาตลีเทพบุตรนำพระเจ้าเนมิราชชมที่อยู่ของคนที่มีกรรมเป็นบาป และที่อยู่ของคนที่มีกรรมเป็นบุญ โดยนำชมแดนคนบาปก่อน ในระหว่างนั้นพระเจ้าเนมิราชตรัสถามว่า “โลหกุมภีใหญ่มีไฟลุกโพลงโชติช่วงปรากฏอยู่ ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา เพราะได้เห็นโลหกุมภีนั้น ท่านมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่านสัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ จึงต้องดิ่งหัวตกลงไปสู่โลหกุมภี” [๕๕] มาตลีเทพบุตรตอบว่า “ชนเหล่าใดสุดแสนจะชั่ว เบียดเบียนอาฆาตสมณะ และพราหมณ์ผู้มีศีล ชนเหล่านั้นผู้มีกรรมหยาบช้าทำบาปแล้วจึงดิ่งหัวตกลงไปสู่โลหกุมภี” [๕๖] นรกที่มาตลี เทพบุตรนำพระเจ้าเนมิราชชมนอกจากจะน่าสะพึงกลัวแล้ว บางขุมก็น่าขยะแขยงยิ่งนัก ดังที่พระเจ้าเนมิราชทรงถามมาตลีเทพบุตรว่า “ห้วงน้ำนี้เต็มไปด้วยเลือดและหนอง ไม่สะอาด บูดเน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป สัตว์นรกทั้งหลาย ถูกความร้อนแผดเผา เกิดความกระหาย จึงดื่มเลือดและหนอง ท่านมาตลีเทพสารถีความกลัวย่อมเกิดแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ จึงกินเลือดและหนอง”[๕๗]

มาตลีเทพสารถีทูลว่า

“ชนเหล่าใดในมนุษยโลกฆ่ามารดาบิดา หรือพระอรหันต์ ชื่อว่าเป็นปาราชิก (ผู้พ่ายแพ้) ชนเหล่านั้นผู้มีกรรมอันหยาบช้า ทำบาปแล้ว จึงกินเลือดและหนอง”[๕๘]

เมื่อมาตลีเทพบุตรนำพระเจ้าเนมิราชชมนรกทั้ง ๔ ทิศแล้ว ก็เชิญเสด็จไปยังที่อยู่ผู้ทำกรรมดีคือสวรรค์ ดังเช่นที่มาตลีเทพบุตรกล่าวว่า “วิมานทองเป็นอันมากนี้ที่ได้นิรมิตไว้ลอยอยู่ในอากาศรุ่งเรืองสุกใสเหมือนสายฟ้า ส่องแสงเรือง ๆ อยู่ในระหว่างก้อนเมฆทึบ เหล่าเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มากประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวง มีหมู่เทพอัปสรห้อมล้อมผลัดเปลี่ยนเวียนวนกัน อยู่ในวิมานเหล่านั้นโดยรอบ”[๕๙] พระเจ้าเนมิราชตรัสถามว่า “เทพบุตรเหล่านี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ จึงได้ขึ้นสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน”[๖๐]

มาตลีเทพบุตรทูลว่า

“เทพบุตร เหล่านี้เคยเป็นสาวกในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเมื่อศรัทธาตั้งมั่นแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระสัทธรรมดีแล้ว ได้ทำตามพระดำรัสของพระศาสดา”[๖๑]

หลังจากที่พระเจ้าเนมิราชได้ทอดพระเนตรทั้งนิริยภูมิ และ สวรรค์เป็นอันมากแล้ว มาตลีเทพบุตรจึงทูลเชิญเสด็จไปยังสุธรรมาเทวสภา อันเป็นที่ประชุมของทวยเทพ ท้าวสักกเทวราชทรงเชื้อเชิญด้วยทิพยกามารมณ์ และทิพยอาสน์ว่า “ขอเชิญพระองค์จงเสวยกามทั้งหลาย ที่มิใช่ของมนุษย์อยู่ในหมู่เทพชั้นดาวดึงส์เถิด พระเจ้าข้า”[๖๒]

พระเจ้าเนมิราชตรัสตอบว่า

“ยานที่ขอยืมเขามา ทรัพย์ที่ขอยืมเขามาสำเร็จประโยชน์ฉันใด ของที่บุคคลอื่นให้ก็สำเร็จ ประโยชน์ฉันนั้นเหมือนกัน หม่อมฉันมิได้ประสงค์สิ่งที่ผู้อื่นให้ บุญทั้งหลายที่ตนได้ทำไว้เองเป็นทรัพย์ของหม่อมฉันแผนกหนึ่งต่างหาก หม่อมฉันนั้นจะกลับไปทำบุญให้มากขึ้นในหมู่มนุษย์ด้วยการบริจาคทาน การประพฤติสม่ำเสมอ ความสำรวม ละความฝึกอินทรีย์ที่คนทำแล้วจะได้รับความสุข และไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง”[๖๓] พระเจ้าเนมิครั้นได้ตรัสพระคาถานี้แล้วทรงบูชายัญเป็นอันมากแล้ว จึงทรงเข้าถึงความสำรวม”[๖๔]

จากการวิเคราะห์เนมิราชชาดกนอกจากอธิษฐานบารมี คือความตั้งใจมั่นในการทำกรรมดีอย่างยิ่งยวดแล้ว พระพุทธองค์ยังทรงสื่อ เรื่องศีล กรรมดี กรรมชั่ว และผลของกรรม ดังพุทธพจน์ที่ว่า “บุคคลทำกรรมใดแล้วย่อมเดือดร้อนในภายหลังและมีหน้านองด้วยน้ำตาร้องไห้อยู่ ได้รับผลกรรมใดกรรมที่ทำแล้วนั้นเป็นกรรมไม่ดี บุคคลใดทำกรรมแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง มีจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน ได้รับผลกรรมใด กรรมที่ทำแล้วนั้นเป็นกรรมดี”[๖๕] สรุปได้ว่า อธิษฐานบารมี ต้องอาศัยทานศีล สัจจะ และการฝึกอินทรีย์ประกอบกันด้วย จึงจะเป็นอธิษฐานบารมีที่แน่วแน่และมีกำลังเพียงพอที่จะปลีกออกจากกามได้โดยสมบูรณ์

๕. มโหสธชาดก

เมื่อพระศาสดาประทับ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภปัญญาบารมีของพระองค์ ตรัสมโหสธชาดกซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า “พระเจ้าพรหมทัตผู้ครองแคว้นปัญจาละ เสด็จยาตราทัพมาพร้อมกับกองทัพทุกหมู่เหล่า กองทัพพระเจ้าปัญจาละนั้นประมาณมิได้”[๖๖]

พระเจ้าสิบชาติ - พระมโหสถ
พระเจ้าสิบชาติ – พระมโหสถ

มโหสธโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมโหสธบัณฑิต เป็นผู้มีปัญญามากและเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เยาว์วัย ได้ใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงจนเกียรติคุณแพร่ขจรไป พระเจ้าวิเทหะทรงทราบข่าว จึงโปรดให้นำตัวไปเข้ารับราชการเป็นบัณฑิตประจำราชสำนักในเบื้องต้นของการรับราชการประจำราชสำนัก มโหสธบัณฑิตไม่ได้รับความเจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร เพราะเหล่าบัณฑิตผู้อาวุโสมักจะหาเรื่องใส่ความอยู่เสมอ ๆ แต่มโหสธบัณฑิตได้ใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้รอดพ้นจากข้อกล่าวหาได้ทุกเรื่อง

ภายหลังจากที่มโหสธบัณฑิตได้รับแต่งตั้งเป็นเสนาบดีแล้ว ท่านได้รับอาสาพระเจ้าวิเทหะยกกองทัพไปปราบพระเจ้าจูฬนี พระเจ้าจูฬนีทรงยินยอมสงบศึกและขอร้องให้มโหสธบัณฑิตไปรับราชการอยู่กับพระองค์ เมื่อพระเจ้าวิเทหะสวรรคต มโหสธบัณฑิตจึงตัดสินใจเดินทางไปรับราชการอยู่ประจำในราชสำนักของพระเจ้าจูฬนีแห่งเมืองปัญจาละแต่ต้องประสบกับปัญหาในหลาย ๆ ด้านโดยเฉพาะการถูกเหล่าอำมาตย์อาวุโสคอยใส่ความอยู่เสมอ

มโหสธบัณฑิตได้ใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จนทำให้ปัญหาเหล่านั้นคลี่คลายไป พระเจ้าจูฬนีจึงประกาศเกียรติคุณของมโหสธบัณฑิตให้ปรากฎในท่ามกลางมหาชนทำให้เกียรติคุณของมโหสธบัณฑิตแพร่ขจรไกลไปทั่วทุกทิศ

มโหสธบัณฑิตรับราชการอยู่ประจำในราชสำนักของพระเจ้าจูฬนีท่ามกลางปัญหา และอุปสรรคนานัปการ แต่ท่านก็ได้ใช้ปัญญาอันเฉลียวฉลาดแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้สำเร็จลุล่วงด้วยดีมาโดยลำดับ เมื่อท่านสิ้นอายุแล้วจึงไปเกิดในเทวโลก

วิเคราะห์มโหสธชาดก

ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบำเพ็ญปัญญาบารมี คือ ความรู้ทั่วถึงสิ่งที่ควรรู้ มีเรื่องเล่าว่ามโหสธบัณฑิตเป็นที่ปรึกษาหนุ่มของพระเจ้าวิเทหะแห่งกรุงมิถิลา ท่านมีความฉลาดรู้ สามารถแนะนำในปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องรอบคอบ เมื่อพระเจ้าพรหมทัตผู้ครองแคว้นปัญจาละ ยกกองทัพมาล้อมเมืองมิถิลา อยู่ถึง ๓ ชั้น พระเจ้าวิเทหะทรงเรียกมโหสธบัณฑิตมาปรึกษาว่าจะรอดพ้นศึกครั้งนี้ได้อย่างไร มโหสธบัณฑิตผู้มีปัญญาทูลพระเจ้าวิเทหะให้วางใจว่า “พระเจ้าพรหมทัตจะต้องทิ้งกองทัพชาวแคว้นปัญจาละเสด็จหนีไป”[๖๗]

ระหว่างนั้นพระเจ้าพรหมทัตส่งพราหมณ์กวัฏมาทูลพระเจ้าวิเทหะว่า พระเจ้าพรหมทัตมีประสงค์จะทำสันถวไมตรีกับพระเจ้าวิเทหะ โดยจะทรงมอบพระธิดาให้เป็นบรรณาการขอให้พระเจ้าวิเทหะเสด็จมารับพระธิดาด้วยพระองค์เอง มโหสถทูลพระราชาว่าพระเจ้าพรหมทัตใช้พระธิดาเป็นเหยื่อล่อ ถ้าพระราชาหลงเชื่อก็เท่ากับเดินเข้าไปหาความตายเพราะหลงเหยื่อนั้น

พระราชาเชื่อในปัญญาของมโหสธ แต่ด้วยขัตติยมานะของพระราชาจึงทรงกริ้วด่าว่ามโหสธ ร้องบอกให้คนเอามโหสถไปตัดคอบ้าง ให้ขับไล่ไปให้พ้นแคว้นของพระองค์บ้าง มโหสธทำเฉยเสีย

บัณฑิตหนุ่มออกเดินไปที่เมืองปัญจาละ เพื่อสร้างพระราชนิเวศน์ถวายพระเจ้าวิเทหะ เมื่อทำการสร้างพระราชนิเวศน์เสร็จแล้วจึงได้ส่งข่าวมาทูลเชิญพระเจ้าวิเทหะไปยังเมืองที่มโหสธสร้างถวายในแคว้นกปิละ เมื่อเสด็จไปถึงแล้วจึงส่งพระราชสาส์นไปทูลให้พระเจ้าปัญจาละให้ส่งพระราชธิดามาเข้าพิธีอภิเษก ตกค่ำมโหสธสั่งเปิดประตูอุโมงค์ที่ขุดไว้ ส่งเสด็จพระเจ้าวิเทหะออกทางอุโมงค์ เพื่อประทับเรือพระที่นั่งหนีกลับมิถิลา ส่วนตนเองอยู่รับหน้าพระเจ้าพรหมทัต เมื่อถึงเช้าพระเจ้าพรหมทัตนำกองทัพมาหวังทำลายเมืองที่มโหสธสร้างไว้ และจะปลงพระชนม์พระเจ้าวิเทหะ แต่พระเจ้าวิเทหะลงเรือข้ามแม่น้ำคงคาไปแล้ว มโหสธกล่าวคำเยาะเย้ยพระเจ้าพรหมทัต พระเจ้าพรหมทัตกริ้ว สั่งให้คนนำมโหสธไปตัดมือ เท้า หู และจมูก ใช้หอกทิ่มแทง ใช้หลาวเสียบย่างไฟ มโหสธกราบทูลว่าหากพระเจ้าพรหมทัตทำร้ายตน พระเจ้าวิเทหะก็จะทำแบบเดียวกันกับพระราชธิดา พระราชกุมาร และพระมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตที่ลงเรือไปพร้อมกับพระเจ้าวิเทหะแล้ว พระเจ้าพรหมทัตทรงจนแต้ม

มโหสธทูลเชิญพระเจ้าพรหมทัตชมอุโมงค์ และทหารเป็นทิวแถวในอุโมงค์ทั้งกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ ที่ล้วนเป็นรูปปั้นทั้งสิ้น เมื่อทรงเห็นอุโมงค์ทรงยกย่องปัญญาของมโหสธ และชวนให้ถวายงานอยู่ในราชสำนักของตน เสนอลาภผลให้มากมาย แต่มโหสธปฏิเสธ และกราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช บุคคลผู้สละท่านที่ชุบเลี้ยงตน เพราะเหตุแห่งทรัพย์ ย่อมถูกตนและคนอื่นทั้ง ๒ ฝ่ายติเตียนได้ ข้าพระองค์ไม่พึงอยู่ในแคว้นของผู้อื่นได้ ตราบเท่าเวลาที่พระเจ้าวิเทหะยังทรงดำรงพระชนม์อยู่” [๖๘]

เมื่อมโหสธกลับมาถึงเมืองวิเทหะ พระเจ้าวิเทหะ ทรงสอบถามว่ารอดมาได้อย่างไร และเพราะประโยชน์อันใด มโหสธกราบทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะผู้เป็นกษัตริย์ ข้าพระองค์ล้อมประโยชน์ไว้ด้วยประโยชน์ ล้อมความคิดไว้ด้วยความคิด ล้อมพระราชาไว้เหมือนน้ำทะเลล้อมชมพูทวีปไว้”[๖๙]

พระเจ้าวิเทหะตรัสยกย่องมโหสธโพธิสัตว์ว่า “การอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลายเป็นสุขดีหนอ เพราะมโหสธบัณฑิตปลดเปลื้องพวกเราผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูเหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดต่อในตนให้รอดพ้น และเหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้รอดพ้น”[๗๐]

จากการวิเคราะห์ชาดกเรื่องมโหสธชาดกพบว่า ชาดกเรื่องนี้กล่าวถึงการบำเพ็ญปัญญาบารมีของมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ ชาดกเรื่องนี้สื่อให้เห็นว่าปัญญามีค่าอย่างยิ่ง ผู้มีปัญญาสามารถแก้ไขปัญหาใด ๆ ได้แม้ยามคับขัน ดังที่มโหสธบัณฑิตกราบทูลพระเจ้าวิเทหะว่า “ผู้มีปัญญา ถึงจะมีเสนาน้อย ก็ชนะคนที่มีเสนามากแต่ไม่มีปัญญาได้ เหมือนพระ
ราชาผู้ทรงพระปรีชา ย่อมชนะพระราชาหลายพระองค์ผู้ไม่ทรงพระปรีชาได้ ดังดวงอาทิตย์ขึ้นมากำจัดความมืด”[๗๑]

นอกจากความมีปัญญาแล้ว ยังพบว่าชาดกเรื่องนี้สื่อคุณธรรมของมโหสธบัณฑิตในเรื่องของความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ เห็นได้จากที่พระเจ้าปัญจาละ ทรงชวนให้มโหสธย้ายมาอยู่รับใช้พระองค์ แลกกับลาภยศมากมายที่พระองค์เสนอให้ แต่มโหสถโพธิสัตว์ปฏิเสธ แล้วทูลว่า “ข้าแต่มหาราช บุคคลผู้สละท่านที่ชุบเลี้ยงตนเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ย่อมถูกตนและคนอื่นทั้ง ๒ ฝ่าย ติเตียนได้ ข้าพระองค์ไม่พึงเป็นราชบุรุษของพระราชาองค์อื่นได้ ตราบเท่าเวลาที่พระเจ้าวิเทหะยังทรงดำรงพระชนม์อยู่”[๗๒]

นอกจากที่กล่าวมานี้มโหสธชาดกยังสื่อถึงข้อเสียของการคบคนพาล และข้อดีของการพบบัณฑิตว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน บุรุษผู้เป็นอนารยชน ก็เหมือนงูที่อยู่ในชายพกพึงจะกัดได้ นักปราชญ์ไม่พึงผูกมิตรกับบุรุษผู้นั้น เพราะการสังคมกับบุรุษชั่วนำทุกข์มาให้โดยแท้ นักปราชญ์พึงผูกไมตรีกับคนผู้มีศีล เป็นพหูสูตรที่รู้จักกันนั้นแหละ เพราะการ
สมาคมกับสัตบุรุษนำสุขมาให้โดยแท้”[๗๓] เฉกเช่น พระพุทธองค์ตรัสไว้ในมงคลสูตรว่า “การไม่คบคนพาล การคบแต่บัณฑิต เป็นมงคลอันสูงสุด”[๗๔]

๖. ภูริทัตตชาดก

พระศาสดาตรัสชาดกนี้ เมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยกรุงสาวัตถี ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภอุบาสก อุบาสิกา ผู้รักษาอุโบสถศีล เริ่มต้นว่า “รัตนอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ในนิเวศน์ของท้าวธตรัฏฐะ”[๗๕]

พระเจ้าสิบชาติ - พระภูริทัต
พระเจ้าสิบชาติ – พระภูริทัต

ภูริทัตตโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญานาคชื่อภูริทัต ได้ตั้งความปรารถนาไปเกิดในเทวโลก จึงไปรักษาอุโบสถศีลอยู่ที่จอมปลวกแห่งหนึ่งในถิ่นมนุษย์ แต่ถูกพราหมณ์หมองูผู้รู้มนตร์จับตัวไปเที่ยวแสดงละครหาเงินตามสถานที่ต่าง ๆ

ต่อมานาคพี่น้องชาย ๓ ตัวได้มาช่วยเหลือพญานาคภูริทัตให้รอดพ้นจากพราหมณ์หมองูไปได้ นาคพี่ชายมีความแค้นเคืองจึงคิดจะทำลายชีวิตพราหมณ์หมองูนั้นแต่ถูกนาคน้องชายซึ่งกลัวตกนรกห้ามปรามไว้ เพราะพราหมณ์หมองูผู้นี้เป็นผู้รู้พระเวทและเป็นผู้สาธยายมนตร์ ใคร ๆ ไม่ควรทำลาย พญานาคภูริทัตได้ชี้แจงให้นาคน้องชายได้ทราบว่า ความเข้าใจเช่นนั้นเป็นความเข้าใจผิด การปฏิบัติตามลัทธิของพราหมณ์เช่นนี้เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง พญานาคภูริทัตได้มุ่งมั่นรักษาอุโบสถศีลจนตลอดชีวิต แล้วจึงไปเกิดในเทวโลกตามความปรารถนาพร้อมด้วยบริษัทอีกเป็นจำนวนมาก

วิเคราะห์ภูริทัตตชาดก

ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบำเพ็ญศีลบารมี คือการรักษาศีล ภูริทัตตนาคราชจำศีลอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา พระโพธิสัตว์นำพราหมณ์ที่พลัดหลงมากับบุตรชาย ไปยังฝั่งแม่น้ำยมุนาแล้วตรัสว่า “พราหมณ์ ท่านพร้อมด้วยบุตรและภรรยาไปถึงนาคพิภพแล้ว เราจะบูชาท่านด้วยกามทั้งหลาย ท่านจักได้ความสุขในนาคพิภพนั้น”[๗๖]

ก่อนที่พราหมณ์จะทูลลากลับพระภูริทัตทรงมอบแก้วมณีแก่พราหมณ์แล้วตรัสว่า “เมี่อท่านทรงทิพยมณีนี้อยู่ ย่อมจะได้ทั้งปศุสัตว์ และลูก ๆ ขอท่านจงถือเอาทิพยมณีนี้ไปเถิด จงปราศจากโรคภัย ประสบสุขเถิดพราหมณ์” [๗๗]

พราหมณ์จึงกล่าวว่า “ข้าแต่พระภูริทัต พระดำรัสของพระองค์เป็นกุศล ข้าพระองค์ยินดียิ่งนักข้าพระองค์แก่แล้วจักบวชไม่ปรารถนากามทั้งหลาย”[๗๘]

พระโพธิสัตว์ตรัสว่าถ้าพราหมณ์อยู่ในเพศนักบวชไม่ได้ ต้องทำกิจอย่างอื่นให้กลับมาจะทรงมอบทรัพย์ให้มาก ๆ พราหมณ์ทูลว่าจะกลับมาหากต้องการทรัพย์ แต่เมื่อกลับไปแล้วพราหมณ์สองพ่อลูกไปพบกับพราหมณ์ชื่ออลัมปายนะ ผู้มีแก้วมณีมากมายอันได้มาจากนางนาคมาณวิกา พราหมณ์ผู้เป็นพ่อเกิดความโลภอยากได้ จึงลวงว่าแก้วมณีนี้ หากดูแลดีจะเป็นมงคล ดูแลไม่ดีจะนำมาซึ่งความพินาศ จึงขอแลกด้วยทองจำนวน ๑๐๐ แท่ง แต่อลัมปายนะตอบว่า ไม่สมควรเอาแก้วมณีนี้แลกกับโค หรือว่า หรือสิ่งมีค่าใด ๆ สิ่งที่อลัมปนะยอมแลกก็คือ การบอกที่อยู่ของนาคใหญ่ที่มีฤทธิ์มาก

อลัมปายนะเป็นหมองูมีมนต์ทิพย์จับนาค โสมทัตต่อว่าบิดาว่าไม่รู้คุณของภูริทัตตนาคราช ซึ่งอุตส่าห์พาไปยังที่อยู่ของตน ทำไมจึงคิดประทุษร้ายมิตรผู้ทำความดีเพราะความหลง หากบิดาต้องการทรัพย์ก็ให้ไปขอทรัพย์จากพระภูริทัต คงได้ทรัพย์เป็นอันมาก แต่พราหมณ์เนสาทะกลับตอบว่า “โสมทัต การกินของที่ถึงมือถึงภาชนะ หรือตั้งอยู่เบื้องหน้าเป็นความประเสริฐ”[๗๙]

โสมทัตเตือนว่าการประทุษร้ายมิตร สละความเกื้อกูล ต้องประสบกับเวรภัยในไม่ช้า และยังต้องตกนรกหมกไหม้ แต่พราหมณ์กลับบอกว่าบาปนี้สามารถล้างได้ด้วยการบูชามหายัญ ดังนั้นโสมทัตผู้เป็นลูกจึงขอแยกทาง กับพ่อผู้ทำกรรมหยาบช้า พราหมณ์เนสาทะผู้เป็นพ่อนำพราหมณ์อลัมปายนะไปที่จอมปลวก เห็นพญานาคภูริทัตนอนขด จำศีลอยู่บนจอมปลวก จึงชี้ให้จับพระภูริทัตโพธิสัตว์ ผู้มีผิวพรรณอย่างแมลงค่อมทอง มีศรีษะแดง เพื่อแลกแก้วมณี อลัมปายนพราหมณ์ใช้น้ำมันทิพย์ลูบทาตัว และร่ายมนต์ป้องกันตัวจึงจับนาคได้ พระภูริทัตยอมอดทนให้พราหมณ์อลัมปายนะหมองูจับไปทรมานทั้ง ๆ ที่สามารถจะทำลายหมองูได้ด้วยฤทธิ์ แต่มิได้ทำเช่นนั้นด้วยความมีใจมั่นต่อศีลของตน

จากการวิเคราะห์ภูริทัตตชาดกพบว่า นอกจากการสื่อถึงการบำเพ็ญศีลบารมีของพระโพธิสัตว์ภูริทัตที่รักษาศีลไม่ต่อสู้หรือทำร้ายพราหมณ์อลัมปายนะผู้โหดร้ายแล้ว ยังปรากฏเรื่องทานบารมี และการประทุษร้ายมิตร ดังเช่น เมื่อพราหมณ์เนสาทะคิดประทุษร้ายต่อพระภูริทัต พราหมณ์ลูกชายได้เตือนว่า “คนผู้ประทุษร้ายมิตรสละความเกื้อกูล จะต้องหมกไหม้อยู่ในนรกอันร้ายแรงแผ่นดินย่อมสูบผู้นั้น หรือถึงมีชีวิตอยู่ก็ซูบซีด ถ้าพ่อต้องการทรัพย์ ลูกเข้าใจว่า พ่อต้องประสบเวรที่ทำไว้ในไม่ช้า”[๘๐] และที่สำคัญเรื่องคติความเชื่อของพราหมณ์อันเป็นความเชื่อผิด ๆ หลายประการ อาทิ การล้างบาปด้วยการบูชายัญ ดังที่พราหมณ์เนสาทะกล่าวกะลูกชายว่า “พราหมณ์ทั้งหลายบูชามหายัญอย่างนี้แล้วย่อมบริสุทธิ์ได้ เราจักบูชามหายัญ ก็จักพ้นบาปได้อย่างนี้”[๘๑]

ความคิดของพราหมณ์นี้นับเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะนอกจากการบูชายัญจะล้างบาปไม่ได้แล้ว ยังจะเพิ่มบาปให้หนักขึ้นไปอีกด้วยการกระทำปาณาติบาต นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเรื่องการบูชาไฟของพราหมณ์ ดังที่พระโพธิสัตว์ได้ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ในภูริทัตตชาดกว่า นมสดแปรไปได้เป็นธรรมดา คือ เป็นนมส้ม แล้วกลับกลายเป็นเนยข้นฉันใด ไฟก็มีความแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดาฉันนั้น ไฟที่ประกอบความเพียรโดยการสีไฟจึงเกิดไฟได้ ไม่ปรากฎว่าไฟเข้า ไปอยู่ในไม้แห้งและไม้สด เมื่อคนไม่สีไฟ ไฟก็ไม่เกิด ไฟย่อมไม่เกิดเพราะไม่มีคนทำให้เกิด ก็ถ้าไฟจะพึงเข้าไปอยู่ภายในใบไม้แห้งและไม้สด ป่าทั้งหมดในโลกก็จะพึงแห้งไป และ ไม้แห้งก็จะพึงลุกโพลงขึ้นเองได้ ถ้าคนเลี้ยงดูไฟที่ที่มีเปลวควันกำลังส่องแสงอยู่ให้เผา (กิน) ไม้และหญ้า ชื่อว่าได้ ทำบุญ คนเผาถ่าน คนต้มเกลือ พ่อครัวและคนเผาศพ ก็ชื่อว่าพึงได้ทำบุญด้วย ถ้าหากพราหมณ์ เหล่านี้ทำบุญได้เพราะเลี้ยงไฟให้อิ่มหนำ คนบางคนในโลกนี้ผู้เอาเชื้อไฟให้ไฟเผาไหม้ จะไม่ได้ชื่อว่าทำบุญอย่างไรเล่า[๘๒]

พระพุทธองค์ทรงยกชาดกนี้ขึ้นสอนแก่อุบาสก อุบาสิกา ที่มาเฝ้าที่พระเชตวัน ทรงมีพระประสงค์ที่จะสอน ผู้ที่ยังไม่ได้เข้าใจหลักธรรมคำสอนอย่างลึกซึ้ง เพื่อไม่ให้หลงทำบาปอันเกิดจากความเข้าใจผิด (มิจฉาทิฏฐิ) เพราะการที่จะเข้าใจศีลในระดับสูงขึ้นไปอันได้แก่ศีลอุปบารมี และ ศีลปรมัตถบารมีได้นั้น จำเป็นต้องต้องเข้าใจศีลในขั้นพื้นฐานและตัดความเชื่องมงายที่หยั่งรากลึก ด้วยการถ่ายทอดมาอย่างยาวนานจากคติความเชี่อของพราหมณ์เสียก่อน

๗. จันทกุมารชาดก

เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภพระเทวทัตตรัสจันทกุมารชาดก ซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า “พระเจ้าเอกราช ผู้มีกรรมหยาบช้า ประทับอยู่ในกรุงบุปผวดี”[๘๓]

พระเจ้าสิบชาติ - พระจันทราช
พระเจ้าสิบชาติ – พระจันทราช

พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระจันทกุมาร ราชโอรสของพระเจ้าเอกราชแห่งเมืองบุปผวดี ถูกพราหมณ์ปุโรหิตชื่อขัณฑหาละ ผู้มีจิตริษยาออกอุบายยุยงให้พระเจ้าเอกราชปลงพระชนม์เพื่อทำการบูชายัญด้วยสิ่งที่สละได้ยาก แล้วจะได้ไปเกิดในสวรรค์ พระเจ้าเอกราชทรงหลงเชื่อ จึงรับสั่งให้จับพระจันทกุมาร พร้อมด้วยคนอื่นอีกเป็นจำนวนมากแล้วให้นำไปมัดไว้ที่ปากหลุมบูชายัญ แม้พระมเหสีจะทูลวิงวอนขอชีวิตพระจันทกุมาร แต่พระเจ้าเอกราชก็ไม่ทรงยินยอม ท้าวสักกเทวราชจึงเสด็จลงมาช่วยชีวิตพระจันทกุมาร และทรงตำหนิการกระทำของพระเจ้าเอกราชว่าไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง

เมื่อพระจันทกุมารทรงรอดพ้นจากความตายแล้ว ประชาชนพากันรุมประชาทัณฑ์ขัณฑหาละปุโรหิตด้วยก้อนดินจนถึงแก่ความตาย และปลดพระเจ้าเอกราชออกจากตำแหน่งพระราชา แล้วขับไล่ให้ไปเป็นคนจัณฑาลอยู่นอกเมือง พร้อมทั้งอภิเษกพระจันทกุมารขึ้นเป็นกษัตริย์ครองราชย์ต่อไป พระจันทกุมารทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม ทรงยึดมั่นอยู่ในกุศล และเสด็จไปบำรุงพระราชบิดาซึ่งถูกขับไล่ให้ไปอยู่นอกเมืองเป็นประจำ เมื่อสวรรคตแล้วจึงไปเกิดในสวรรค์

วิเคราะห์จันทกุมารชาดก

ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบำเพ็ญขันติบารมีคือความอดทน เมื่อพระเจ้าเอกราชทรงพระสุบินเห็นดาวดึงสเทวโลก เมื่อตื่นบรรทมทรงใคร่จะทราบทางไปสู่เทวโลก ตรัสถาม ขัณฑหาลพราหมณ์ จึงเป็นโอกาสให้พราหมณ์ยุยงด้วยการกราบทูลแนะว่า “ข้าแต่สมมุติเทพ เหล่านรชนให้ทานยิ่งกว่าทาน ฆ่าคนที่ไม่น่าจะฆ่า ทำบุญแล้วย่อมไปสู่สวรรค์ได้อย่างนี้” [๘๔]

ขัณฑหาลปุโรหิตทูลพระราชาว่าควรบูชายัญด้วยพระราชโอรส พระราชธิดา พระมเหสี คหบดี โคอสุภราช และม้าอาชาไนย อย่างละ ๔ จึงจะได้ไปสู่สุคติ พระเจ้าเอกราชเป็นคนเขลาหลงเชื่อ จึงสั่งจับพระราชโอรส ๔ พระองค์ พระราชธิดา ๔ พระองค์ พระมเหสี ๔ พระองค์ และคหบดี ๔ คน ช้าง ๔ เชือก โคอสุภราช ๔ ตัว และม้าอาชาไนยอีก ๔ ตัว เพื่อเตรียมบูชายัญ ใครจะทัดทานขอร้องก็ไม่เป็นผล แม้พระราชมารดาของพระเจ้าเอกราชกราบทูลทัดทาน ไม่ให้นำพระจันทกุมาร และพระราชโอรสอีก ๓ พระองค์บูชายัญว่า “ลูกเอ๋ย พ่ออย่าเชื่อคำนั้นที่ว่า สุคติจะมีได้เพราะใช้บุตรบูชายัญ เพราะว่า นั้นเป็นทางไปนรก ไม่ใช่ทางไปสวรรค์ พ่อจงให้ทาน อย่าได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง นี้เป็นทางไปสู่สุคติ และทางไปสู่สุคติมิใช่เพราใช้บุตรบูชายัญ”[๘๕]

พระจันทกุมารกราบทูลพระราชบิดาว่า “ข้าแต่สมมุติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ฆ่าพวกข้าพระองค์เลย โปรดพระราชทานพวกข้าพระองค์ ให้เป็นทาสของขัณฑหาลปุโรหิตเถิด ถึงแม้ข้าพระองค์จะถูกจองจำด้วยโซ่ใหญ่ ก็จะขนมูลช้างให้เขาได้” [๘๖]

เจ้าชายอีก ๓ พระองค์ก็กล่าวต่อพระราชาเอกราชเช่นเดียวกันนี้ พระราชาใจอ่อนทรงสั่งเลิกการใช้บุตรบูชายัญ[๘๗] ขัณฑหาลปุโรหิตจึงทูลหว่านล้อมพระเจ้าเอกราชว่า “ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดีใช้ให้ผู้อื่นบูชายัญแทนก็ดี และอนุโมทนามหายัญเช่นนี้ของเหล่าชนผู้กำลังบูชาอยู่ก็ดี ชนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมไปสุคติ”[๘๘]

จันทกุมารได้ฟังดังนั้นจึงกราบทูลพระราชบิดาว่า

“ถ้าชนทั้งหลายบูชายัญด้วยบุตรทั้งหลาย จุติจากโลกนี้แล้วย่อมไปสู่เทวโลกดังได้ยินมา ขอขัณฑหาลพราหมณ์ผู้นี้แหละ จงบูชาด้วยบุตรทั้งหลายของตนเถิด ถ้าว่าขัณฑหาลพราหมณ์รู้อยู่อย่างนี้ ทำไมจึงไม่ฆ่าบุตรของตน ไม่ฆ่าคนที่เป็นญาติทุกคนของตนเล่า ชนเหล่าใดบูชายัญเองก็ดีใช้ให้ผู้อื่นบูชายัญแทนก็ดี และอนุโมทนามหายัญเช่นนี้ ของเหล่าชนที่กำลังบูชายัญอยู่ก็ดี ชนเหล่านั้น ย่อมไปสู่นรกทุกคน ก็ถ้าว่าคนผู้ฆ่าผู้อื่นจะบริสุทธิ์ได้ แม้คนผู้ถูกฆ่านั้นก็เข้าถึงแดนสวรรค์ได้ พวกพราหมณ์ก็ควรฆ่าพวกพราหมณ์ และ พวกคนที่เชื่อพราหมณ์เหล่านั้นด้วย”[๘๙]

ก่อนเข้าพิธีบูชายัญพระจันทกุมารเข้าเฝ้าพระนางจันทา ทรงแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อพระมารดา ตรัสว่า “เชิญพระมารดา จงสวมกอดลูก แล้วประทานพระยุคลบาทมาให้ลูกกราบไหว้เถิด ลูกจะจากไป ณ บัดนี้ ทำความโศกเศร้าพระทัยให้แก่พระมารดา”[๙๐]

พระนางจันทาเทวีคร่ำครวญต่อพระเจ้าเอกราชขอชีวิตพระจันทกุมารอย่างน่าสงสารต่าง ๆ นานา อาทิ “ขออย่าทรงฆ่าบุตรองค์ใหญ่ ผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์ ขออย่าทรงฆ่าบุตรองค์ใหญ่ ผู้ที่เป็นผู้มุ่งหวังของชาวโลกทั้งมวลเลย”[๙๑]

พระจันทกุมารได้ถวายเครื่องประดับของพระองค์เป็นอันมากแก่พระมารดา เมื่อมีการตกแต่งเครื่องบูชายัญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระจันทกุมารและพระสุริยกุมารพระอนุชาประทับนั่งเตรียมตัวถูกบูชายัญ พระนางจันทาประนมพระหัตถ์ เสด็จดำเนินเวียนไปในระหว่างบริษัททั้งปวงแล้วทำสัจกิริยาว่า “ขัณฑหาลผู้มีปัญญาทราม ได้ทำกรรมชั่วด้วยสัจจะอันใดด้วยสัจจะวาจานี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมกับ พระสวามี อมนุษย์ก็ดี ยักษ์ก็ดี สัตว์ที่เกิดแล้วและที่จะมาเกิดก็ดี มีอยู่ในที่นี้ขอจงทำความขวนขวายช่วยเหลือข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมกับพระสวามี เหล่าเทวดาที่มาแล้ว ณ ที่นี้ สรรพสัตว์ที่เกิดแล้วและที่จะมาเกิด ขอจงคุ้มครองข้าพเจ้าผู้ไร้ที่พึ่งซึ่งแสวงหาที่พึ่ง ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านทั้งหลายขออย่าให้ พวกข้าศึกชนะพระสวามีของข้าพเจ้าเลย”[๙๒]

ท้าวสักกเทวราชทรงได้ยินสัจจวาจาของพระนางจันทา จึงตรัสกะพระเจ้าเอกราช ดังนี้ “พระราชากาลี ขอท่านจงรู้ไว้ อย่าให้เราต้องทุบเศียรของท่านด้วยค้อนเหล็กนี้เลยท่านอย่าได้ฆ่าบุตรองค์ใหญ่ ผู้ไม่คิดประทุษร้าย ผู้องอาจดังราชสีห์ พระราชากาลี ท่านเคยเห็นที่ไหนคนปรารถนาสวรรค์ต้องฆ่าบุตร ภรรยา เศรษฐี และคหบดีผู้ไม่ประทุษร้าย”[๙๓]

เมื่อขัณฑหาลปุโรหิตและพระราชาได้ฟังพระดำรัสของท้าวสักกะแล้ว จึงได้แก้เครี่องจองจำทั้งมนุษย์และสัตว์ทุกตัวออก เมื่อผู้ถูกจองจำพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว คนที่อยู่ ณ ที่นั้นใช้ก้อนดินคนละก้อนทุ่มใส่พราหมณ์นั้น ในที่สุดขัณฑหาลปุโรหิตต้องตายเพราะความชั่วของตน

จากการวิเคราะห์จันทกุมารชาดกนี้พบว่า ชาดกนี้เป็นชาดกที่พระพุทธองค์ทรงปรารภพระเทวทัต พุทธองค์ทรงมีพระสัพพัญญุตญาณ เป็นผู้รู้รอบ ทรงหยั่งรู้ จริต นิสัย สันดาน ปูมหลังทั้งในอดีตปัจจุบัน และอนาคต ของผู้ที่จะทรงสอน ทรงสอนโดยคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคล ดังนั้นการปรารภพระเทวทัตด้วยชาดกนี้น่าจะทรงสื่อจริตนิสัยริษยา อาฆาต ความมีจิตใจโหดเหี้ยม อีกทั้งเป็นผู้ยึดติดในลาภสักการะ และสรรเสริญดังพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ใน ภินทิสูตร ว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ ธรรมฝ่ายดี (ขาว) ของเทวทัต ผู้ถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำ ย่ำยีจิต ถึงความขาดสูญแล้ว”[๙๔]

พระพุทธองค์ตรัสไว้ในเทวทัตสูตรว่า ลาภสักการะและชื่อเสียงเกิดขึ้นแก่พระเทวทัตเพื่อฆ่าตน เพื่อความเสื่อม เพื่อความพินาศ เฉกเช่น ขัณฑหาลพราหมณ์ ดังนี้ “สักการะย่อมฆ่าบุรุษชั่ว เหมือนผลกล้วยฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ดอกอ้อฆ่าต้นอ้อ ลูกม้าอัสดรฆ่าแม่ม้าฉะนั้น”[๙๕]

การสื่อถึงขันติบารมีในชาดกเรื่องนี้ พระจันทกุมารเมื่อรู้ว่าความตายมาอยู่ตรงหน้า ทรงมีความอดทนและพระสติที่มั่นคง ทั้งยังพยายามเตือนสติ พระราชบิดาโดยตลอดว่าไม่สมควรที่พระองค์ และพระอนุชาจะถูกบูชายัญอย่างไม่มีเหตุผล นอกจากนี้ยังทรงแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระมารดาโดยทรงสวมกอดและกราบพระบาททูลลาพระมารดา เพราะทรงทราบว่าถ้าพระองค์สิ้นพระชนม์พระมารดาจะต้องทรงโศกเศร้าเสียใจเป็นอันมาก การสวมกอดพระมารดาเป็นครั้งสุดท้ายแทนการปลอบประโลมพระมารดา พร้อมทั้งถวายเครื่องประดับอันประกอบด้วยอัญมณีล้ำค่าให้แก่พระมารดาจนหมดสิ้น แสดงให้เห็นว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย ก็ไม่ได้ทรงกลัวความตายจนขาดพระสติ ทรงมีพระสติสัมปชัญญะสมบูรณ์พอที่จะทรงทำความดี แม้ความตายมารออยู่ตรงหน้า สุดท้ายเรื่องนี้สื่อให้เห็นในเรื่องผลของกรรม คือทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วอย่างชัดเจน

๘. มหานารทกัสสปชาดก

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ อุทยานลัฏฐิวัน ทรงปรารภการที่ทรงทรมานอุรุเวลกัสสปะตรัสมหานารทกัสสปชาดก ซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า ได้มีพระราชาแห่งกรุงวิเทหะ ดังนี้เป็นต้น[๙๖]

พระเจ้าสิบชาติ - พระพรหมนารท
พระเจ้าสิบชาติ – พระพรหมนารท

พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นท้าวมหาพรหมชื่อนารทะ เห็นพระราชธิดาพระนามว่า รุจาของพระเจ้าอังคติที่ทรงพยายามเปลื้องพระราชบิดาให้พ้นจากความเห็นผิด เพราะพระเจ้าอังคติทรงเชื่อถือคำสอนของคุณาชีวกที่ว่านรกไม่มี โลกหน้าไม่มีบิดามารดาไม่มี บุญบาปไม่มี สัตว์จะดีจะชั่วก็ดีเอง ชั่วเอง จากนั้นพระองค์ทรงละเว้นการปฏิบัติพระราชกรณียกิจแล้วหันมาเสวยสุราเมรัยและบริโภคกามคุณอย่างเดียว พระราชธิดารุจาทรงพยายามชี้แจงให้เห็นว่า ความเชื่อเช่นนั้นเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะนรกมี สวรรค์มี โลกนี้มี โลกหน้ามี บิดามารดามี บุญบาปมี ฯลฯ เพราะพระองค์เคยประสบมาแล้ว เมื่อพระเจ้าอังคติทรงสดับแล้วพอพระทัยในคำชี้แจงของพระราชธิดา แต่ยังหาคลายทิฏฐิไม่ พระราชธิดารุจาจึงได้ตั้งสัตยาธิษฐานให้สมณพราหมณ์ เทวดา พระอินทร์ พระพรหมลงมาช่วย

เมื่อท้าวมหาพรหมทราบสัตยาธิษฐานแล้ว จึงลงมาแสดงโทษแห่งความเห็นผิดให้พระเจ้าอังคติสดับ ทำให้พระองค์ ทรงคลายจากมิจฉาทิฏฐิ แล้วทรงบำเพ็ญกุศลมีการให้ทานเป็นต้น และเมื่อสวรรคตแล้วจึงได้ไปเกิดในสวรรค์

วิเคราะห์นารทกัสสปชาดก

ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบำเพ็ญอุเบกขาบารมี คือการวางเฉย พรหมนารทะช่วยเปลื้องพระเจ้าอังคติราชให้กลับจากความเห็นผิด มามีความเห็นชอบตามเดิม (ความเห็นผิดนั้นเป็นไปในทางว่าสุขทุกข์เกิดเองไม่มีเหตุ คนเราเวียนว่ายตาย เกิด หนักเข้าก็บริสุทธิ์ได้เอง) ความเห็นผิดที่ว่าเกิดจากพระเจ้าวิเทหะใคร่ฟังธรรมจากผู้เป็นพหูสูตรู้แจ้งอรรถธรรม อลาตเสนาบดีได้กราบทูลว่ามีชีเปลือยชื่อคุณะ เป็นพหูสูต พูดจาไพเราะ อยู่ที่มฤคทายวันพระราชาวิเทหะจึงเสด็จไปมฤคทายวันพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์เมื่อพบกับคุณาชีวกกัสสปโคตร จึงทรงรับสั่งถามว่า

“ชนทั้งหลายประพฤติธรรมอย่างไร ละโลกนี้ไปแล้วจึงไปสู่สุคติ ส่วนคนบางพวกไม่ดำรงอยู่ในธรรม ทำไมจึงตนรก”[๙๗]

คุณาชีวกกัสสปโคตรได้ทูลตอบว่า

“ผลดีผลชั่วแห่งธรรมที่ประพฤติแล้วไม่มี โลกอื่นไม่มี ปู่ย่าตายายไม่มี มารดาบิดาจะมีได้ที่ไหนชื่อว่าอาจารย์ไม่มี สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ทัดเทียมกันหมด ผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้เจริญไม่มี กำลังหรือความเพียรไม่มี บุรุษผู้มีความหมั่นจะได้รับผลแต่ที่ไหน สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดตามกันมาเหมือนเรือพ่วงตามเรือไป สัตว์ย่อมได้สิ่งที่ควรจะได้ ผลทานไม่มี ไม่มีความเพียร พวกคนพาลบัญญัติทาน พวกบัณฑิตรับทาน”[๙๘]

นอกจากความเห็นผิดข้างต้นแล้ว ยังมีความเห็นผิดที่ขัดแย้งกับความจริงในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก พระพุทธศาสนาเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นอนัตตา คุณาชีวกกัสสปโคตรเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นอัตตา ดังที่กล่าวไว้ว่า “รูปกายอันเป็นที่รวม ๗ ประการนี้ คือ (๑) ดิน (๒) น้ำ (๓) ไฟ (๔) ลม (๕) สุข (๖) ทุกข์ (๗) ชีวิต เป็นของเที่ยง ไม่ขาดสูญ ไม่กำเริบความขาดสูญไม่มีแก่สัตว์เหล่าใด รูปกายทั้ง ๗ ประการนี้ย่อมมีแก่สัตว์เหล่านั้น”[๙๙]

เมื่อเชื่อแบบนี้ก็ใช้เป็นข้ออ้างตามมาว่าการฆ่าไม่เป็นบาป โดยกล่าวอ้างว่า “ผู้ฆ่า ผู้ตัด หรือใคร ๆ ผู้ถูกฆ่า ก็ไม่มี ศัสตราทั้งหลายสอดแทรกเข้าไป ในระหว่างรูปกายทั้ง ๗ ประการนี้ ผู้ใดตัดศรีษะของผู้อื่นด้วยดาบที่ลับแล้ว ผู้นั้นไม่ชื่อว่าตัดรูปกายเหล่านั้น ในการกระทำเช่นนั้น ผลบาปจะมีแต่ที่ไหน”[๑๐๐]

อลาตเสนาบดีฟังคำของคุณาชีวกกัสสปโคตรแล้วก็เห็นด้วย โดยกล่าวว่าชาติที่ผ่านมาเคยฆ่าสัตว์มากมาย แต่ชาตินี้กลับได้เกิดได้ตระกูลเสนาบดีอันมั่งคั่ง เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าบาปไม่มีผลแน่นอน ส่วนคนเข็ญใจชื่อวีชกะ กำลังรักษาอุโบสถเมื่อได้ฟังคำกล่าวของคุณาชีวกกัสสปโคตรก็ร้องไห้ กล่าวกับพระเจ้าวิเทหะว่าระลึกได้ว่าชาติที่แล้วเคยเป็นเศรษฐีในเมืองสาเกตตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรม การบริจาคทาน การงานสะอาดไม่เคยทำกรรมอะไรเลยแต่ชาตินี้ต้องมาเกิดเป็นยาจกเข็ญใจ แม้เกิดเป็นคนเข็ญใจก็ตั้งมั่นอยู่ในความดี ให้ทาน รักษาศีล ไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ กรรมทั้งหมดที่ทำมาคงไร้ผล คงไม่มีทางไปสู่สุคติแน่นอน พระราชาก็เห็นตามดังนั้น เมื่อกลับไปยังพระราชวังก็ให้เหล่าอำมาตย์จัดกามคุณต่าง ๆ มาถวายให้มาก ทั้งยังทรงบอกให้เสนาอำมาตย์ใส่ใจในกามคุณทั้งหลายให้มาก เมื่อพระราชธิดารุจา มาเข้าเฝ้าขอพระราชทรัพย์พระเจ้าวิเทหะเพื่อพระราชทานให้แก่ผู้ยากไร้ พระราชาตรัสกะพระธิดาว่า การทำทานเป็นการทำลายทรัพย์ การรักษาอุโบสถศีลไม่บริโภคข้าวน้ำเป็นประจำก็ไม่ได้บุญ พระธิดาจึงกราบทูลพระราชบิดาว่าความคิดของคุณาชีวกกัสสปโคตรที่ปฎิเสธกรรมและผลของกรรม แต่เชื่อว่าสัตว์จะบริสุทธิ์ได้โดยการท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏเป็นความเห็นผิด ดังนี้ “คนสั่งสมบาปกรรมไว้ทีละน้อย ๆ ก็จะพาเอาบาปกรรมที่หนักอย่างยิ่ง จมดิ่งลงในนรกฉันนั้นเหมือนกัน”[๑๐๑]

การที่อลาตบัณฑิตได้รับความสุขในชาตินี้เพราะกำลังเสวยบุญเก่า เมื่อหันมายินดีในอกุศลกรรม ชีวิตย่อมต่ำลงส่วนนายวีชกะรับเคราะห์กรรมในชาตินี้ เพราะกรรมที่เคยทำไว้ในอดีต แต่เมื่ออกุศลกรรมหมดลงเขาก็จะได้รับบุญอันเกิดจากกุศลกรรม นอกจากนี้พระราชธิดายังแสดงเรื่องกรรมดีกรรมชั่วของตนย้อนหลังไปอย่างละ ๗ ชาติ เกิดเป็นลาบ้าง ลิงบ้าง โคบ้าง กระเทยบ้าง ล้วนมาจากอกุศลกรรมดังเช่นชาติที่เกิดเป็นกระเทย เพราะล่วงละเมิดภรรยาผู้อื่น จากนั้นเกิดเป็นนางอัปสรในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มีผิวพรรณงดงามเป็นมนุษย์บ้าง เทวดาบ้าง ล้วนมาจากกุศลกรรมที่เคยทำไว้ ดังที่ทรงกราบทูลกับพระเจ้าอังคติว่า “มนุษย์เหล่าใดในชีวโลก เป็นผู้มียศ มีโภคทรัพย์บริบูรณ์ทุกอย่าง มนุษย์เหล่านั้นได้สั่งสมกรรมดีไว้ในปางก่อนโดยไม่ต้องสงสัย สัตว์ทั้งปวงล้วนมีกรรมเป็นของตน”[๑๐๒]

เมื่อพระเจ้าอังคติทรงได้ฟังก็ทรงพอพระทัย ในทางแห่งสุคติ และข้อธรรมที่พระราชธิดาถวายต่อมานารทมหาพรหมเสด็จจากพรหมโลกมายืนอยู่หน้าปราสาท พระเจ้าอังคติจึงทูลถามว่าเพราะเหตุใดท่านนารทะ จึงมีฤทธิ์เหาะไปและยืนอยู่บนอากาศได้ ท่านตอบว่า “เพราะคุณธรรม ๔ ประการ คือ (๑) สัจจะ หมายถึง การเว้นจากมุสาวาท (๒) ธรรม หมายถึง กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต (๓) ทมะ หมายถึง การฝึกอินทรีย์ สำรวมทวารทั้ง ๖ (๔)จาคะ หมายถึง การสละกิเลส และการสละไทยธรรมที่ทำไว้ในภพก่อน” [๑๐๓] จึงสำเร็จบุญนี้เร็วทันใจปรารถนา พระเจ้าอังคติได้ทรงถามท่านนารทว่า “เทวดามี มารดาและบิดามี และปรโลกมีนั้น เป็นจริงหรือ”[๑๐๔]

นารทฤษีทูลตอบว่า “เทวดามี มารดาและบิดามี และปรโลกมี นั้นเป็นจริงทั้งนั้น แต่คนทั้งหลายหมกมุ่น ติดใจ หลงใหล งมงายในกามคุณ จึงไม่รู้จักปรโลก”[๑๐๕]

เมื่อพระเจ้าอังคติได้ฟังก็ทรงทราบว่าพระองค์สำคัญผิด จึงร้อนพระทัย กลัวภัยจะเกิดขึ้นกับตนขอให้ฤษีเป็นที่พึ่ง ท่านนารทะจึงสอนพระราชาให้ทิ้งอธรรมและประพฤติธรรม ให้ทรงรู้ว่า “ความปรารถนาและความโลภเป็นทางคด ส่วนความสำรวมเป็นทางตรง”[๑๐๖] นารทฤษี แสดงธรรมนี้แล้วจึงสรุปว่า “ความประพฤติชอบ และความเพียรมั่นคง จะให้สมบัติที่น่าใคร่ได้ทุกอย่างและไม่นำไปเกิดในนรก”[๑๐๗]

ท้ายชาดกเรื่องนี้ พระศาสดาประชุมชาดกดังนี้

“อลาตเสนาบดีเป็นพระเทวทัต สุนามอำมาตย์เป็นพระภัททชิ วิชัยอำมาตย์เป็นพระสารีบุตร ชีวกบุรุษเป็นพระโมคคัลานะ สุนักขัตตะเป็นบุตรของเจ้าลิจฉวี คุณาชีวกเป็นชีเปลือย พระนางรุจาราชธิดาผู้นำพระราชา ให้ทรงเลื่อมใสเป็นพระอานนท์ พระเจ้าอังคติผู้มีทิฏฐิชั่วในครั้งนั้นเป็นพระอุรุเวลากัสสป ท้าวมหาพรหมโพธิสัตว์เป็นเราตถาคต พวกเธอจงทรงจำชาดกไว้ด้วยประการฉะนี้แล”[๑๐๘]

ชาดกเรื่องนี้สื่อให้เห็นธรรมสองด้าน ถ้าหากเปรียบกับสี ก็เปรียบได้กับสีขาวและสีดำ ที่เมื่ออยู่คู่กันก็จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ดังนี้ ธรรมและอธรรม สัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิปัญญาและอวิชชา ความเพียรและความย่อหย่อน การรักษาอุโบสถศีลและการเสพกามคุณกุศลกรรมและอกุศลกรรม บุญและบาป นักปราชญ์และคนพาล สุคติและทุคติ (สวรรค์และนรก) การสื่อธรรมใช้กลวิธีการเล่าเรื่องในแบบธรรมนิทาน ทำให้น่าติดตาม ทั้งยังเปรียบเทียบด้วยคำอุปมาอุปมัยเป็นอันมากทำให้คมคายเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น อาทิ พระราชธิดารุจาได้กราบทูลพระราชบิดาว่า

“บุคคลทำคนเช่นใดให้เป็นมิตรและคบหาคนเช่นใด แม้เขาก็ย่อมเป็นคนเช่นนั้นเพราะการอยู่ ร่วมกันก็เป็นเช่นนั้น ผู้คบย่อมแปดเปื้อนคนคบ ผู้สัมผัสย่อมแปดเปื้อนคนสัมผัส เหมือนลูกศรอาบยาพิษย่อมเปื้อนแล่ง เพราะกลัวจะแปดเปื้อน นักปราชญ์ไม่ควรมีคนชั่วเป็นสหาย การคบหา คนพาลก็เหมือนคนเอาใบไม้ห่อปลาเน่า แม้ใบไม้ก็มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปด้วย การคบนักปราชญ์ก็เหมือนคนเอาใบไม้ห่อกฤษณา แม้ใบไม้ก็มีกลิ่นหอมฟุ้งไปด้วย”[๑๐๙]

๙. วิธุรบัณฑิตชาดก

พระศาสดาเมื่อประทับ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภการบำเพ็ญปัญญาบารมี ตรัสวิธุรชาดกนี้ ซี่งมีคำเริ่มต้นว่า “เธอมีผิวพรรณเหลือง ซูบผอม มีกำลังน้อยดังนี้ เป็นต้น”[๑๑๐]

พระเจ้าสิบชาติ - พระวิธูรบัณฑิต
พระเจ้าสิบชาติ – พระวิธูรบัณฑิต

พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอำมาตย์ชื่อวิธุระผู้สอนอรรถธรรม แด่พระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะแห่งกรุงอินทปัตถ์ แคว้นกุรุ พระนางวิมลาเทวีมเหสีของพญานาควรุณได้ฟังกิตติศัพท์ของวิธุรบัณฑิตแล้วอยากจะฟังธรรมของท่านจึงออกอุบายลวงพญานาคผู้สามีว่าแพ้ท้องอยากกินหัวใจของวิธุรบัณฑิต

พญานาควรุณจึงขอให้นางอิรันทดีบุตรี ไปเที่ยวแสวงหาชายหนุ่ม ที่สามารถนำหัวใจของวิธุรบัณฑิตมายังนาคพิภพได้ แล้วจะยกนางให้เป็นภรรยา ปุณณกยักษ์เสนาบดีผู้หลงรักนางอิรันทดีมาเป็นเวลานานได้ทราบข่าว จึงรับอาสาจะไปนำหัวใจของวิธุรบัณฑิตมาให้ได้ จากนั้นจึงเหาะไปที่กรุงอินทปัตถ์ แล้วท้าพนันเล่นสกากับพระเจ้าธนัญโกรัพยะว่า ถ้าตนแพ้ก็จะยกลูกแก้ววิเศษให้ แต่ถ้าพระองค์แพ้ก็ต้องยกวิธุรบัณฑิตให้ตน ผลการเล่นพนันสกาปรากฏว่าพระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะทรงพ่ายแพ้จึงต้องยกวิธุรบัณฑิตให้แก่ปุณณกยักษ์เสนาบดีตามสัญญา

ปุณณกยักษ์เสนาบดีให้วิธุรบัณฑิตจับหางม้าสินธพมโนมัยพาเหาะไปจนถึงกาฬคิรีบรรพตแล้วคิดหาอุบายต่าง ๆ นานา ที่จะฆ่าวิธุรบัณฑิตแล้วควักเอาเฉพาะหัวใจไป แต่วิธุรบัณฑิตได้แสดงสาธุนรธรรม ให้ปุณณกยักษ์เสนาบดีฟังจนยอมล้มเลิกความตั้งใจที่จะฆ่า จากนั้นจึงพาวิธุรบัณฑิตเหาะไปมอบแก่พญานาควรุณถึงนาคพิภพโดยปลอดภัย

วิธุรบัณฑิตได้แสดงธรรมแก่พญานาควรุณและพระนางวิมลาเทวี ทำให้ทั้ง ๒ พระองค์ทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก จึงทำสักการะนานัปการแก่วิธุรบัณฑิตแล้วรับสั่งให้ปุณณกยักษ์เสนาบดีและนางอิรันทดีผู้ภรรยานำวิธุรบัณฑิตไปส่งที่กรุงอินทปัตถ์ แคว้นกุรุพระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะรับสั่งให้มีงานมหรสพที่กรุงอินทปัตถ์เป็นเวลา ๑ เดือน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการกลับมาของวิธุรบัณฑิต

วิธุรบัณฑิตได้แสดงธรรมแก่ประชาชน ถวายอนุสาสน์แด่พระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะให้บำเพ็ญบุญมีการให้ทานและรักษาศีลอุโบสถ เป็นต้น จนตลอดชีวิตแล้วไปสู่เทวโลก

วิเคราะห์วิธุรบัณฑิตชาดก

ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบำเพ็ญสัจจบารมี คือความสัตย์ วิธุรบัณฑิตรักษาสัตย์ยอมไปกับยักษ์ โดยก่อนไปวิธุรบัณฑิตได้กราบทูลพระราชาว่า “ผู้ครองเรือนไม่ควรคบหญิงสาธารณะเป็นภรรยา ไม่ควรบริโภคอาหารที่มีรสอร่อยแต่เพียงผู้เดียว ไม่ควรส้องเสพกล่าวถ้อยคำอันให้ติดอยู่ในโลก เพราะว่าคำอันให้ติดอยู่ในโลกนี้ไม่เป็นทางเจริญแห่งปัญญา ผู้ครองเรือนควรเป็นคนมีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร เป็นผู้ไม่ประมาท มีปัญญาเห็นประจักษ์ มีความประพฤติ ถ่อมตน ไม่กระด้าง สงบเสงี่ยม พูดคำไพเราะจับใจสุภาพ อ่อนโยน พึงเป็นผู้สงเคราะห์มิตร จำแนกแจกทาน รู้จักจัดทำกิจการงาน บำรุงสมณะและพราหมณ์ด้วยข้าวน้ำทุกเมื่อ.พึงเป็นผู้ใคร่ธรรม ทรงสุตะ หมั่นสอบถาม เข้าไปหาท่านผู้มีศีล เป็นพหูสูต โดยความเคารพ คนควรปฏิบัติอย่างนี้จึงชื่อว่าเป็นผู้มีปกติกล่าวคำสัตย์ จากโลกนี้ไปแล้วสู่โลกหน้าจะไม่เศร้าโศกด้วยประการฉะนี้[๑๑๑]

ความที่อ้างมาข้างต้นนี้ สอนในเรื่องธรรมของผู้ครองเรือนหรือ “ฆราวาสธรรม” และได้กล่าวราชวสตีธรรม อันเป็นธรรมของผู้รับราชการ กับบุตร ธิดา อำมาตย์ ญาติ และเพื่อนสนิท เช่น บุคคลผู้รับราชการในราชสำนักไม่ควรกล้าเกิน ไม่ควรขลาดเกินไป ควรเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ตลอดเวลา หากพระราชาเรียกใช้ก็ไม่ควรหวั่นไหวด้วยอำนาจแห่งความพอใจ เป็นผู้สม่ำเสมอและเที่ยงตรงเหมือนตาชั่ง ต้องเป็นผู้ฉลาดในราชกิจทั้งหลายไม่เบียดบังทรัพย์จากพระคลังหลวง เป็นต้น

ระหว่างเดินทางปุณณกยักษ์จับวิธุรบัณฑิต เอาศีรษะห้อยลงเหวชันอันน่ากลัวน่าสยดสยอง ก็ไม่สะดุ้งกลัว และกล่าวกับปุณณกยักษ์ว่า “ท่านมีรูปร่างดังผู้ประเสริฐ แต่หาเป็นคนประเสริฐไม่ คล้ายจะเป็นคนสำรวม แต่ไม่สำรวม ทำกรรมหยาบช้า ไม่มีประโยชน์อย่างยิ่ง กุศลแม้แต่น้อยหนึ่งก็ไม่มีในใจของท่าน ท่านปรารถนาจะโยนข้าพเจ้าลงไปในเหวท่านจะได้ประโยชน์อะไรด้วยความตายของข้าพเจ้า”[๑๑๒]

ปุณณกยักษ์จึงเล่าว่าตนรักใคร่อยากได้นางนาคกัญญาชื่อ อิรันทดี ผู้เป็นธิดาพญานาคจึงจะฆ่าวิธุรบัณฑิตเพื่อนำหัวใจไปแลกกับธิดาพญานาค เมื่อทราบความวิธุรบัณฑิตจึงกล่าวว่าหากต้องการหทัยตนให้ยกตนจากเหว แล้วแสดงธรรมสอนปุณณกยักษ์ว่า “มาณพ ท่านจงเดินตามทางที่ท่านเดินไปแล้ว จงอย่าเผาฝ่ามืออันเปียกชุ่ม อย่าได้ประทุษร้ายมิตรทั้งหลายในกาลไหน ๆ อย่าตกอยู่ในอำนาจของอสตรี”[๑๑๓]

ปุณณกยักษ์ได้สติจึงจะปล่อยวิธุรบัณฑิตกลับเมือง แต่วิธุรบัณฑิตให้พาไปยังที่อยู่ของท้าววรุณนาคราช ปุณณกยักษ์สงสัยว่าทำไมวิธุรบัณฑิต จึงอยากไปยังที่อยู่ของผู้ที่คิดร้ายตน วิธุรบัณฑิตจึงกล่าวตอบว่า “แม้ข้าพเจ้าก็รู้ชัดถึงสิ่งที่ท่านผู้มีปัญญาไม่ควรจะดู แต่ข้าพเจ้าไม่มีกรรมชั่วที่ได้ทำไว้แล้วที่ไหนเลย เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่รังเกียจความตายที่จะมาถึงตน”[๑๑๔]

ดังนั้น ปุณณกยักษ์จึงนำวิธุรบัณฑิตไปยังนาคพิภพ เมื่อปุณณกยักษ์นำวิธุรบัณฑิตมาเฝ้าพญานาคราช วิธุรบัณฑิตได้แสดงธรรมต่อพญานาคราช โดยถามพญานาคราชว่า วิมาน ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลัง ความเพียรอันไม่เที่ยงแต่ดูเหมือนเที่ยงได้มาจากอะไร สร้างขึ้นเอง หรือมีเทวดานำมาถวาย ท้าววรุณนาคราชตอบว่า “วิมานนี้เราได้มาด้วยบุญกรรมอันไม่ต่ำทรามของเราเอง”[๑๑๕]

พญานาคราชเล่าว่าเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ พญานาคราชพร้อมด้วยภรรยา เป็นผู้มีศรัทธาให้ทานบำรุงสมณะและพราหมณ์
ถวายทาน คือ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ เครื่องประทีป ที่นอน ที่พัก ผ้านุ่งหม่ ผ้าปูนอน ข้าว และน้ำโดยเคารพ อย่างสม่ำเสมอ เป็นผลให้อุบัติในนาคพิภพ พรั่งพร้อมด้วยฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลัง ความเพียร รวมถึงวิมานก็ได้มาจากผลแห่งวัตร และพรมจรรย์ที่ได้ประพฤติปฏิบัติดีแล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีสมณะและพราหมณ์ให้ถวายข้าวถวายน้ำ วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า “ข้าแต่พญานาค ก็นาคทั้งหลายที่เป็นพระโอรส พระธิดา พระชายา ทั้งพระญาติและข้าเฝ้าของพระองค์ ผู้อุบัติในวิมานนี้มีอยู่ ขอพระองค์ทรงเป็นผู้ไม่ประทุษร้าย ในนาคที่เป็นพระโอรสเป็นต้นเหล่านั้น ด้วยพระกายและพระวาจาเป็นนิตย์เถิด”[๑๑๖]

เมื่อพญานาคราชได้ฟังธรรมจากวิธุรบัณฑิตก็เกิดความปิติยินดี จึงได้พาวิธุรบัณฑิตไปพบพระชายา วิธุรบัณฑิตได้แสดงธรรมต่อพระนางวิมลาเช่นเดียวกับการแสดงธรรมต่อพญานาคราชา คือให้รักษาความไม่ประทุษร้ายต่อผู้ใดด้วยพระกายและพระวาจา วิธุรบัณฑิตกราบทูลพญานาคราชว่า “ข้าพระองค์เป็นส่วย ขอพระองค์จงทรงทำกิจ ด้วยเนื้อหทัยตามที่พระองค์ทรงประสงค์เถิด ข้าพระองค์จะทำลายสรีระนี้ตามพระประสงค์ของพระองค์เอง”[๑๑๗]

พญานาคราชตรัสว่า “ปัญญานั่นเอง เป็นหัวใจของบัณฑิตทั้งหลาย พวกเรายินดีด้วยปัญญาของท่านยิ่งนัก ขอปุณณกเสนาบดีของยักษ์จงได้ภรรยา ณ วันนี้ และจงไปส่งท่านให้ถึงแคว้นกุรุในวันเดียวกันนี้เถิด”[๑๑๘]

เมื่อวิธุรบัณฑิตเดินทางกลับถึงเมืองอินทปัตถ์ พระราชาทรงพระปรีดาปราโมทย์เป็นอย่างยิ่ง วิธุรบัณฑิตทูลเล่าความทั้งหมด พระราชาจึงตรัสว่าวิธุรบัณฑิตเปรียบได้กับต้นไม้ว่า “มีปัญญาเป็นลำต้น มีศีลเป็นกิ่งต้นไม้นั้นผลิผลต้องตามอรรถและธรรม”[๑๑๙]

ชาดกเรื่องวิธุรบัณฑิตนี้นอกจากการสื่อธรรมในเรื่องสัจจบารมีแล้ว ยังสอดแทรกบารมีธรรมอื่น ๆ ไว้ด้วย เช่น ทานบารมี ที่ปรากฎเป็น ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลังความเพียร รวมถึงวิมานในนาคพิภพ ของพญาวรุณนาคราชและพระชายา นอกจากนี้ชาดกเรื่องนี้ยังแสดงธรรมอันสมควร แก่พระราชา (ทศพิธราชธรรม) ธรรมของผู้รับ

ราชการในราชสำนักหรือข้าราชการ (ราชวสตีธรรม) ตลอดจนธรรมของผู้ครองเรือน (ฆราวาสธรรม) แสดงให้เห็นว่าพุทธวิธีการสื่อด้วยธรรมนิทานในทศชาติชาดก สามารถเข้าถึงและสอนคนได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชนชั้น และทุกอาชีพ

๑๐. เวสสันดรชาดก

พระศาสดาประทับอยู่ ณ นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ ทรงปรารภฝนโบกขรพรรษ (ฝนดุจน้ำตกบนใบบัว มีสีแดง ผู้ต้องการให้เปียกจึงเปียก) ให้เป็นเหตุตรัสเวสสันดรชาดกแก่ภิกษุทั้งหลาย[๑๒๐]

พระเจ้าสิบชาติ - พระเวสสันดร
พระเจ้าสิบชาติ – พระเวสสันดร

ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบำเพ็ญทานบารมี คือการบริจาคทาน พระเวสสันดรทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสัญชัยและพระนางผุสดีแห่งกรุงเชตุดร ทรงเกิดที่ถนนของพวกพ่อค้า จึงทรงมีพระนามว่า “เวสสันดร”การบำเพ็ญทานบารมีของพระองค์เริ่มต้นขึ้นเมื่อทรงมีพระชนมายุได้ ๘ ชันษา ดังที่พระพุทธองค์ตรัสเนื้อความนี้ว่า “เมื่อเราเป็นเด็กเล็กเกิดได้ ๘ ขวบ นั่งอยู่บนปราสาท คิดที่จะบริจาคทานว่า เราพึงให้หทัย ดวงตา เนื้อเลือด และร่างกาย ถ้าว่ามีใครมาขอเรา เราก็ยินดีบริจาคให้ เมื่อคิดจะบริจาคทานตามสภาพที่เป็นจริง ใจก็ไม่หวั่นไหวมุ่งมั่นอยู่ในกาลนั้น เหมือนแผ่นดินมีภูเขาสิเนรุ และหมู่ไม้เป็นเครื่องประดับ”[๑๒๑]

พระเวสสันดรเป็นผู้มีพระทัยดี บริจาค ทุกอย่างที่มีผู้ขอ ครั้งหนึ่งประทานช้างเผือกคู่บ้านคู่เมืองแก่พราหมณ์ชาวกาลิงคะ ซึ่งมาขอช้างไปเพื่อให้หายฝนแล้งแต่ประชาชนโกรธขอให้เนรเทศ ดังที่มีผู้กราบทูลว่า “พวกคนผู้มีชื่อเสียง พระราชบุตร
แพศย์ พราหมณ์ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ ต่างพากันติเตียน เพราะพระองค์พระราชทานพญาช้าง เหตุนั้นเขาจึงขับไล่พระองค์” [๑๒๒]

พระเวสสันดรตรัสว่า

“เราจะให้หทัย ให้จักษุ เงิน ทอง แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ หรือแก้วมณีซึ่งเป็นทรัพย์ภายนอกของเราก็จะเป็นไรไป เมื่อยาจกมาถึง เราเห็นแล้วจะพึงให้แขนขวาแขนซ้าย ก็ไม่หวั่นไหวเลย ใจของเรายินดีในการให้ ถึงชาวกรุงสีพีทั้งมวลจะขับไล่เราหรือจะเข่นฆ่าเรา หรือตัดเราให้เป็น ๗ ท่อนก็ตามเถิด เราจะไม่งดการให้เลย”[๑๒๓]

พระราชบิดาจึงจำพระทัยเนรเทศโดยที่พระนางมัทรีพร้อมด้วยพระโอรสธิดาได้ตามเสด็จไปด้วย ก่อนจะเสด็จออกจากเมืองพระเวสสันดรทรงทำมหาทาน พระราชทานช้าง ม้า รถ และนารี ที่ประดับตบแต่งแล้วจึงเสด็จออกจากแคว้นของพระองค์[๑๒๔]

ฝ่ายชูชกซึ่งเป็นพราหมณ์ อยู่แคว้นกาลิงคะ มีภรรยาสาวชื่ออมิตตดาปนา ถูกหญิงชาวบ้านที่มาตักน้ำที่ท่าน้ำรุมด่าว่าต่างๆนานา อาทิ “การถูกงูกัดไม่เป็นทุกข์ การถูกแทงด้วยหอกก็ไม่เป็นทุกข์ การได้เห็นผัวแก่นั่นแหล่ะเป็นทุกข์หนักหนา”[๑๒๕]

นางอมิตตดาปนาจึงยุให้ชูชกเดินทางไปขอพระกัณหาชาลีมาเป็นทาส และ ทาสี เมื่อชูชกขอสองกุมารกับพระเวสสันดรก็ทรงประทานให้ พระเวสสันดร กล่าวกับพระธิดาและพระโอรสว่า “เจ้าทั้ง ๒ จงเป็นดุจยานนาวาของพ่อ อันไม่โยกโคลงในสาครคือภพเถิด พ่อจักข้ามฝั่งคือชาติ จักช่วยสัตวโลกพร้อมด้วยเทวโลกให้ข้ามด้วย แม่กัณหาลูกรัก มานี่เถิดทานบารมีเป็นที่รักของพ่อ เจ้าทั้ง ๒ จงช่วยกันโสรจสรงหทัยของพ่อให้เยือกเย็นเถิด จงเชื่อฟังคำของพ่อเถิด”[๑๒๖]

เมื่อพระราชทานพระกุมารทั้ง ๒ แล้วชูชกนำเถาวัลย์มาผูกพระหัตถ์ของพระกุมารทั้งสองแล้วฉุดกระชากลากไป อีกทั้งเอาเชือกและไม้เท้าทุบตีพระกุมารต่อหน้าพระเวสสันดร พระเวสสันดรเมื่อทรงบำเพ็ญทานแล้วเสด็จสู่บรรณศาลาทรงกันแสง และทรงคร่ำครวญถึงพระโอรสและพระธิดา เช่นเดียวกับพระนางมัทรีเมื่อกลับมาไม่พบลูกก็คร่ำครวญเที่ยวตามหาทั้งซอกเขาและป่าชัฏเป็นที่น่าเวทนา ทรงกันแสงคร่ำครวญจนทรงลมล้มลงแทบพระบาทของพระเวสสันดร เมื่อทรงฟื้นคืนสติ พระเวสสันดรจึงทรงบอกว่าได้ทำปุตตทานให้กับชูชก พระนางมัทรีอนุโมทนาในทานนั้น ต่อมาท้าวสักกเทวราชแปลงเป็นพราหมณ์มากราบทูลว่า “ห้วงน้ำยังเต็มเปี่ยมตลอดเวลาไม่เหือดแห้งฉันใด พระองค์ทรงมีพระทัยเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธาฉันนั้น ข้าพระองค์ทูลขอแล้ว ขอพระองค์ทรงพระกรุณา พระราชทานพระชายาแก่ข้าพระองค์เถิด”[๑๒๗]

พระเวสสันดรตรัสตอบว่า “ท่านพราหมณ์ ท่านขอสิ่งใด เราจะให้สิ่งนั้น เรามิได้หวั่นไหวเลย เราไม่ซ่อนสิ่งของที่มีอยู่ ใจของเรายินดีในทาน”[๑๒๘]

ฝ่ายพระนางมัทรีก็ไม่ทรงแสดงพระพักตร์เง้างอ มิได้ทรงเก้อเขิน และมิได้ทรงกันแสง ทรงสงบนิ่งเพราะคิดว่าพระเวสสันดรย่อมทราบสิ่งประเสริฐ จึงทรงรับสั่งว่า “หม่อมฉันเป็นพระชายาของพระองค์ตั้งแต่ยังเป็นสาวรุ่น พระองค์ทรงเป็นพระสวามีผู้เป็นใหญ่ของหม่อมฉัน พระองค์ทรงปรารถนาจะพระราชทานหม่อมฉันแก่ผู้ใด ก็ทรงพระราชทานแก่ผู้นั้นเถิด หรือทรงปรารถนาจะขายหรือจะฆ่า ก็ทรงขายหรือทรงฆ่าเถิด”[๑๒๙]

ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบพระดำริของพระเวสสันดรและพระนางมัทรีแล้ว จึงได้ตรัสดังนี้ว่า “ข้าศึกทั้งมวล ทั้งที่เป็นของทิพย์และเป็นของมนุษย์พระองค์ทรงชนะแล้ว”[๑๓๐] และตรัสยกย่องมหาทานของพระเวสสันดรว่า “การที่พระองค์เสด็จมาประทับอยู่ในป่า ได้พระราชทานพระกุมารทั้งหลาย และพระชายาให้เป็นทานนี้ชื่อว่าเป็นยานอันประเสริฐ ไม่เป็นยานที่พาก้าวลงสู่อบายภูมิ ขอมหาทานของพระองค์จงเผล็ดผลในสวรรค์เถิด”[๑๓๑]

หลังจากนั้นท้าวสักกเทวราชกล่าวคืนพระนางมัทรีให้กับพระเวสสันดร และประทานพร ๘ ประการแด่พระองค์ คือ

  1. (๑) ขอให้พระบิดามารับตนด้วยพระราชอาสน์
  2. (๒) ขอให้อย่าต้องฆ่าคนแม้ผู้นั้นจะเป็นนักโทษประหารทำความผิดร้ายแรง ขอให้ได้เป็นผู้ปลดปล่อยจากการประหารนั้น
  3. (๓) ขอให้ประชาชน คนแก่ เด็กและคนทั่วไปมาอาศัยพระองค์เลี้ยงชีวิต
  4. (๔) ขอให้พระองค์อย่าพึงล่วงละเมิดต่อภรรยาผู้อื่นให้พอใจแต่ภรรยาของตนไม่สนใจหญิงอื่น
  5. (๕) ขอให้บุตรผู้พลัดพรากของพระองค์มีอายุยืนนาน และได้ครอบครองแผ่นดินโดยธรรม
  6. (๖) เมื่อถึงยามเช้าพระอาทิตย์ขึ้น ขอให้มีอาหารทิพย์ปรากฎอยู่ตรงหน้า
  7. (๗) เมื่อทรงให้ทาน ขออย่าให้ไทยธรรมหมดสิ้นไป และในขณะให้ทานขอให้พระองค์มีใจที่ผ่องใส เมื่อให้แล้ว ขออย่าให้มีใจเดือดร้อนในภายหลัง
  8. (๘) เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้วขอให้ไปสู่สวรรค์ และเมื่อจุติจากภพสวรรค์แล้ว ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

ท้าวสักกเทวราชจึงประทานพรทั้ง ๘ ประการนี้แก่พระเวสสันดร เมื่อพราหมณ์ชูชกนำพระกัณหาและพระชาลีไปยังเมืองสีพี พระเจ้าสญชัยจึงทรงไถ่ตัวพระกัณหาและพระชาลี หลังจากนั้นพระเจ้าสญชัยจัดขบวนเสด็จอย่างงดงามสมพระเกียรติไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีเพื่อมาทรงครองราชสมบัติ

วิเคราะห์มหาเวสสันดรชาดก

ชาดกเรื่องนี้แสดงการเสียสละส่วนน้อยเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ คือการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อันจะเป็นทางให้ได้บำเพ็ญประโยชน์ส่วนรวมได้ดียิ่ง มิใช่เสียสละโดยไม่มีจุดมุ่งหมายหรือเหตุผล มหาทานของพระเวสสันดรนั้น หากมองอย่างผิวเผิน อาจมีผู้ตำหนิพระเวสสันดรว่าทรงเห็นแก่พระองค์ เนื่องจากทรงสละพระโอรส และพระธิดาผู้ยังทรงพระเยาว์ ให้กับพราหมณ์เฒ่าใจร้ายที่ทั้งล่ามและเฆี่ยนตี เพื่อทรงบรรลุเป้าหมายของพระองค์เอง แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้ง การสละพระโอรสและพระธิดาเป็นปุตตทาน ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทรงมีขันติธรรมอย่างยิ่งยวด

พระพุทธองค์ทรงมีพุทธดำรัสถึงการบริจาคพระนางมัทรี พระกัณหาและพระชาลีว่า

เมื่อตถาคตเป็นพระเวสสันดร บริจาคพ่อชาลีและแม่กัณหาชินาซึ่งเป็นธิดา และพระมัทรีเทวีผู้มีวัตรอันดี ผู้ยำเกรงในพระสวามี มิได้คิดเสียดายเลย เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น บุตรทั้ง ๒ เป็นที่เกลียดชังของเราก็หามิได้ พระนางมัทรีเทวีจะไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึงได้ให้ของซึ่งเป็นที่รัก[๑๓๒]

การสื่อนิทานชาดกเรื่องพระเวสสันดรชาดกนั้น นอกจากจะสื่อเรื่องการบำเพ็ญทานบารมีของพระโพธิสัตว์แล้ว การดำเนินเรื่องยังมีบทชมนก ชมไม้ ชมธรรมชาติที่งดงามเป็นอันมาก ด้วยภาษาอันไพเราะน่าฟัง ทำให้ผู้อ่านผ่อนคลาย เพลิดเพลิน ชวนให้ติดตามทั้งยังให้ความรู้ในเรื่องของระบบนิเวศน์วิทยาของสัตว์บกสัตว์น้ำ สัตว์ปีก รวมถึงความรู้
เกี่ยวกับพกฤษศาสตร์ทั้งพืชทั่วไปและพืชสมุนไพรในสมัยพุทธกาล ดังนี้ “บริเวณอาศรมสถานนั้นมีไม้มะม่วง มะขวิด ขนุน ไม้รัง ชมพู่ สมอพิเภก สมอไทย มะขามป้อม โพธิและพุทรา ทั้งมะพลับทอง ไทร มะขวิด มะซางหวานและมะเดื่อ มีผลสุกแดงปลั่งอยู่ในที่ต่ำหมู่ไม้ ที่มองเห็น ณ เชิงเขาปาเรวตะ ผลองุ่น ผลจันทน์มีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง”[๑๓๓]

ความงามของไม้ดอกก็บรรยายไว้ด้วยถ้อยคำไพเราะสละสลวยเห็นภาพน่ารื่นรมณ์ดังนี้ “ในบริเวณอาศรมนั้นมีไม้โมกหลวง ไม้สน ไม้กระทุ่ม ไม้ช่อ ไม้ตะแบก และไม้รัง ล้วนมีดอกบานสะพรั่งเป็นพุ่มเหมือนลอมฟาง อนึ่ง ณ ที่ใกล้สระโบกขรณีนั้น มีฝูงนกดุเหว่าเมารสดอกไม้ ส่งเสียงร้องไพเราะจับใจ ทำให้ป่าใหญ่ดังอึกทึกกึกก้อง”[๑๓๔]

สำหรับสัตว์น้ำในชาดกนี้ กล่าวไว้ว่า “อนึ่ง ในสระโบกขรณีนั้น มีปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำมากชนิด คือ ปลาตะเพียน ปลาช่อน ปลาดุก จระเข้ ปลามังกร ปลากา”[๑๓๕]

ส่วนสัตว์บกก็ปรากฎอยู่ไม่น้อย ดังที่กล่าวไว้ว่า “อนึ่ง ในป่านั้น มีสัตว์หลากหลายชนิด คือราชสีห์ เสือโคร่ง ยักษิณีมีหน้าดุจฬา ช้างพัง ช้างพลาย เนื้อทราย เนื้อฟาน ละมั่ง และอีเห็น สุนัขจิ้งจอก หมาใน บ่าง กระรอก จามรี ชะนี ลิงลม ค่าง ลิง ลิงจุ่น”[๑๓๖]

สัตว์ปีกฝูงนกมากมายมีกล่าวไว้ในเวสสันดรชาดก ดังนี้ “สกุณชาติหลายชนิด คือ นกกวัก นกยูง นกหงส์ขาว ไก่ฟ้า นกกะปูด ไก่ป่า นกหัสดีลิงค์ ร่ำร้องคูขัน หากันและกัน นกยางโทน นกยางกรอก นกโพระดก นกต้อยตีวิด นกกระเรียน เหยี่ยวดำ เหยี่ยวแดง…..นกเงือก นกออก สระมุจลินท์เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงนกนานาชนิด กู่ร้องขานขันด้วยเสียงต่าง ๆ กัน[๑๓๗]

๔. สรุป “พุทธวิธีการสื่อธรรมนิทานในทศชาติชาดก”

พุทธวิธีการสื่อธรรมนิทานในทศชาติชาดก นอกจากจะพบข้อคิดคติธรรมตามแบบอย่างของนิทานคติธรรมทั่วไป ที่มุ่งสอนในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อการอยู่ร่วมอย่างสงบสุขร่วมในสังคม ยังปรากฏหลักธรรมอันแสดงถึงคำสอนที่เป็นสัจจธรรม อาทิ กรรม ไตรลักษณ์ ทุกข์และทางดับทุกข์ ปรากฏอยู่มากมายในทศชาติชาดก

จากการวิเคราะห์พบว่า

(๑) การตั้งชื่อเรื่องทุกเรื่องตั้งตามชื่อของพระโพธิสัตว์ที่ปรากฎในนิทาน เช่น มหาชนกชาดก เตมิยชาดก เวสสันดรชาดก เป็นต้น

(๒) การสื่อธรรมในทศชาติชาดกมุ่งเน้นการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ เพื่อบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้าในพระชาติต่อไป คำสอนที่ปรากฏในชาดกมุ่งสอนคนทั่วไปทุกระดับชั้น สอนเกี่ยวกับหลักในการดำเนินชีวิต การปฏิบัติต่อผู้อื่น การครองเรือน การปกครอง เป็นต้น

(๓) วิธีการสื่อธรรมมุ่งเน้นที่ตัวผู้เรียนทั้งที่เป็นปัจเจกบุคคล และเป็นกลุ่ม โดยพิจารณาจาก ความแตกต่างด้านภูมิปัญญา จริตนิสัย และภูมิหลัง

(๔) ทศชาติชาดก เล่าเรื่องแบบข้ามภพ เป็นเรื่องห่างไกล (ทูเรนิทาน) หมายถึงพุทธประวัติตั้งแต่เริ่มเป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญบารมีเสวยชาติในอดีตมาโดยลำดับจนถึงชาติสุดท้ายคือพระเวสสันดร และอุบัติในสวรรค์ชั้นดุสิต[๑๓๘] ท้ายเรื่องมีการสโมทานว่า ตัวละครในเรื่อง เป็นใครในปัจจุบัน

(๕) สอนโดยยกนิทานประกอบการแสดงธรรม ทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทำให้การเรียนการสอนมีอรรถรส ไม่เบื่อหน่าย ง่ายต่อการจดจำจด

บทความวิชาการของ ณิชชา จุนทะเกาศลย์ ลิขสิทธิ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


อ้างอิง

[๑] พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธวิธีการสอน, พิมพ์ครั้งที่ ๖, (กรุงเทพมหานคร : โอเอ็นจีการพิมพ์, ๒๕๔๒), หน้า ๑.

[๒] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๕.

[๓] พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธวิธีในการสอน, หน้า ๔๕.

[๔] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๕.

[๕] พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธวิธีในการสอน, หน้า ๔๖-๔๘.

[๖] พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธวิธีในการสอน, หน้า ๔๗-๔๘.

[๗] พระมหาทรรศน์ คุณทสฺสี (โพนดวงกรณ์), การศึกษาเปรียบเทียบพุทธวิธีการสอนในอรรถกถาธรรมบทกับกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร์มหาบัณฑิต, หน้า ๔๖.

[๘] พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธวิธีในการสอน, หน้า ๕๑.

[๙] สายวรุณ น้อยนิมิตร, “การศึกษาในฐานะวรรณคดีคำสอนของไทยและความสัมพันธ์กับวรรณคดีคำสอนเรื่องอื่น”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๒), หน้า บทคัดย่อ.

[๑๐] กรมพระยาดำรงราชานุภาพ,สมเด็จ, ตำนานพุทธเจดีย์, (พระนคร : ศิวาพรพิมพ์, ๒๕๐๓), หน้า ๗๘.

[๑๑] ภัทรดิศ ดิสกุล, ท่องอารยธรรม การค้นคว้าเกี่ยวกับโบราณคดีในประเทศไทย, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ธุรกิจก้าวหน้า, ๒๕๓๘), หน้า ๒.

[๑๒] พิริยะ ไกรฤกษ์, อ้างใน สายวรุณ น้อยนิมิตร, “การศึกษาในฐานะวรรณคดีคำสอนของไทยและความสัมพันธ์กับวรรณคดีคำสอนเรื่องอื่น”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๒), หน้า ๒๔.

[๑๓] สุรัสวดี อิฐรัตน์, “ประติมาณวิทยาบนเสมาบ้านกุดโง้ง จังหวัดชัยภูมิ”, สารนิพนธ์ประกอบการศึกษาตามระเบียบปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี), (กรุงเทพมหานคร : ,มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๑), หน้า ๓๖.

[๑๔] สายวรุณ น้อยนิมิตร, “การศึกษาในฐานะวรรณคดีคำสอนของไทยและความสัมพันธ์กับวรรณคดีคำสอนเรื่องอื่น”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๒), หน้า ๒๕.

[๑๕] อ้างแล้ว

[๑๖] กรมศิลปากร, ศิลาจารึกภาพชาดกวัดศรีชุม จารึกสมัยสุโขทัย, (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๒๖), หน้า ๗๕.

[๑๗] สิริ เพ็ชรชัย, แนะนำคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เล่ม ๑, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ, ๒๕๔๑), หน้า ๘๙.

[๑๘] สายวรุณ น้อยนิมิตร, “การศึกษาในฐานะวรรณคดีคำสอนของไทยและความสัมพันธ์กับวรรณคดีคำสอนเรื่องอื่น”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๒), หน้า บทคัดย่อ

[๑๙] ธวัช ปุณโณทก, อ้างใน พระมหาวัลลภ บุญล้อม, “การศึกษาเปรียบเทียบวรรณกรรมชาดกเรี่องวิธุรบัณฑิตฉบับพระเจ้าวรวงศเธอ กรมหลวงขินวรสิริวัฒน์ กับฉบับภาคเหนือและภาคอีสาน, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๘), หน้า ๒.

[๒๐] http://www.thaifilm.com/ForumDetail.asp?TopicID=3890&Page=9

[๒๑] สิริภาจุฑาภรณ์, พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า, “จิตรกรรมฝาผนังล้านนาเรื่องพระมหาชนก จากบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๕), หน้า ๕๖.

[๒๒] ขุ.ชา.อ. ๙/๑/๑.

[๒๓] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๙-๑๐/๑๘๔-๑๘๕.

[๒๔] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๑/๑๘๕.

[๒๕] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๒/๑๘๕.

[๒๖] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๑/๑๘๖.

[๒๗] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๓๑/๑๘๘.

[๒๘] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๙๙-๑๐๐/๑๙๘.

[๒๙] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๒๐/๒๐๑.

[๓๐] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๒๑/๒๐๒.

[๓๑] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๓๒/๑๘๘.

[๓๒] ขุ.ชา.อ. ๙/๔๙.

[๓๓] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๓๑/๒๐๔.

[๓๔] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๓๒/๒๐๔.

[๓๕] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๓๗/๒๐๖.

[๓๖] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๓๓/๒๑๙.

[๓๗] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๓๘/๒๑๙.

[๓๘] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๓๙/๒๑๙.

[๓๙] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๖๕/๒๒๔.

[๔๐] ขุ.ชา.อ. ๙/๙/๑๐๘.

[๔๑] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๓๒๑/๒๓๓.

[๔๒] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๓๙๐/๒๔๒.

[๔๓] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๓๙๑/๒๔๒.

[๔๔] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๓๙๒/๒๔๒.

[๔๕] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๓๙๓/๒๔๒.

[๔๖] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๓๙๔/๒๔๒.

[๔๗] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๓๙๘/๒๔๒.

[๔๘] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๔๐๘-๔๐๙/๒๔๔.

[๔๙] ขุ.ขุ. (ไทย) ๒๕/๑๓/๘.

[๕๐] ขุ.ชา.อ. ๙/๑๕๑.

[๕๑] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๔๒๗/๒๔๗.

[๕๒] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๔๒๙/๒๔๗.

[๕๓] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๔๓๑/๒๔๗.

[๕๔] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๔๓๒/๒๔๘.

[๕๕] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๔๖๕/๒๕๓.

[๕๖] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๔๖๙/๒๕๔.

[๕๗] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๔๘๔/๒๕๗.

[๕๘] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๔๘๖/๒๕๗.

[๕๙] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๕๖๑/๒๖๙.

[๖๐] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๕๖๒/๒๖๙.

[๖๑] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๕๖๔/๒๖๙.

[๖๒] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๕๘๔/๒๗๓.

[๖๓] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๕๘๕-๕๘๗/๒๗๓.

[๖๔] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๕๘๙/๒๗๓.

[๖๕] สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๑๐๓/๑๑๐.

[๖๖] ขุ.ชา.อ. ๙/๒๐๙.

[๖๗] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๕๙๘/๒๗๓.

[๖๘] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๗๖๖/๓๐๒.

[๖๙] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๗๗๕/๓๐๓.

[๗๐] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๗๗๗/๓๐๓-๓๐๔.

[๗๑] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๗๐๔/๒๙๒.

[๗๒] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๗๖๗/๓๐๒.

[๗๓] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๖๕๕-๖๕๖/๒๘๔.

[๗๔] ขุ.ชา.สตฺตก. (ไทย) ๒๕/๒๖๒/๕๖๒.

[๗๕] ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑.

[๗๖] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๘๐๓/๓๐๘.

[๗๗] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๘๑๕/๓๐๙.

[๗๘] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๘๑๖/๓๑๐.

[๗๙] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๘๓๙/๓๑๓.

[๘๐] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๘๔๐-๘๔๑/๓๑๓.

[๘๑] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๘๔๒/๓๑๔.

[๘๒] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๙๒๒-๙๒๖/๓๒๕-๓๒๖.

[๘๓] ขุ.ชา.อ. ๑๐/๘๖.

[๘๔] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๙๘๔/๓๔๕.

[๘๕] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๐๐๐-๑๐๐๑/๓๓๘.

[๘๖] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๐๐๙/๓๔๐.

[๘๗] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๐๑๓/๓๔๐.

[๘๘] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๐๑๕/๓๔๑.

[๘๙] ขุ.ชา.ม. (ไทย) (๒๘/๑๐๓๒-๑๐๓๕/๓๔๔.

[๙๐] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๑๐๗/๓๕๖.

[๙๑] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๑๒-๑๑๒๓/๓๕๘.

[๙๒] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๑๓๕-๑๑๓๗/๓๖๐.

[๙๓] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๑๓๙-๑๑๔๐/๓๖๑.

[๙๔] สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๑๘๐/๒๘๓.

[๙๕] องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๖๘/๑๑๓.

[๙๖] ขุ.ชา. อ. ๑๐/๑๒๗.

[๙๗] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๑๘๕/๓๖๗.

[๙๘] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๑๘๗ – ๑๙๙๑/๓๖๗ – ๓๖๘.

[๙๙] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๑๙๒/๓๖๘.

[๑๐๐] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๑๙๓-๑๑๙/๓๖๘-๓๖๙.

[๑๐๑] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๒๔๖/๓๗๕.

[๑๐๒] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๒๘๗/๓๘๑.

[๑๐๓] ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๒๙๘/๑๖๔.

[๑๐๔] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๒๙๙/๓๘๓.

[๑๐๕] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๓๐๐/๓๘๓.

[๑๐๖] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๓๔๐/๓๙๐.

[๑๐๗] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๓๔๐/๓๙๐.

[๑๐๘] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๓๔๓ – ๑๓๔๕/๓๙๐.

[๑๐๙] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๒๕๕ – ๑๒๕๘/๓๗๗.

[๑๑๐] ขุ.ชา. อ. ๑๐/๑๘๐.

[๑๑๑] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๔๕๒-๑๔๕๗/๔๑๐-๔๑๑.

[๑๑๒] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๕๕๒ – ๑๕๕๓/๔๒๗.

[๑๑๓] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๕๖๖/๔๓๐.

[๑๑๔] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๕๗๖/๔๓๒.

[๑๑๕] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๕๙๑/๔๓๔.

[๑๑๖] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๕๙๘/๔๓๖.

[๑๑๗] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๖๓๑/๔๔๒.

[๑๑๘] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๖๓๒/๔๔๒.

[๑๑๙] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๖๔๕ – ๑๖๔๗/๔๔๕.

[๑๒๐] ขุ.ชา.อ. ๑๐/๕๔๗/๒๘๗.

[๑๒๑] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๖๖๗/๔๕๐-๔๕๑.

[๑๒๒] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๗๐๒/๔๕๕.

[๑๒๓] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๗๐๓/๔๕๕.

[๑๒๔] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๗๙๖-๑๘๐๖/๔๖๘.

[๑๒๕] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๙๒๖/๔๘๕.

[๑๒๖] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๑๑๔-๒๑๑๖/๕๑๒.

[๑๒๗] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๒๗๗/๕๓๕.

[๑๒๘] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๒๗๘/๕๓๓.

[๑๒๙] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๒๘๒/๕๓๖.

[๑๓๐] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๒๘๓/๕๓๖.

[๑๓๑] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๒๘๘/๕๓๗.

[๑๓๒] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๒๘๑/๕๓๖.

[๑๓๓] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๙๘๓-๑๙๘๕/๔๙๔.

[๑๓๔] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๑๙๙๒-๑๙๙๕/๔๙๕.

[๑๓๕] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๐๕๘/๕๐๔.

[๑๓๖] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๐๖๒-๒๐๖๖/๕๐๔-๕๐๕.

[๑๓๗] ขุ.ชา.ม. (ไทย) ๒๘/๒๐๖๖-๒๐๗๐/๕๐๕.

[๑๓๘] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๒, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๑), หน้า ๑๓๗-๑๓๘.

แสดงความคิดเห็น
ดร. ณิชชา จุนทะเกาศลย์
รักธรรมชาติและการท่องเที่ยว สนใจเรียนรู้ ศาสนา วัฒนธรรม เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน เผยแพร่ธรรม ตามแนวทางแห่งพระพุทธองค์

แสดงความเห็น