ปกิณกธรรม

ระวังกรรมเก่าคือความเคยชิน

การทำงานทุกอย่างคือการปฏิบัติธรรม เราจะไปแยกธรรมะออกจากการทำงานไม่ได้ เพราะว่าผู้ที่บรรลุธรรมเข้าถึงความสุขความดับทุกข์คือเรื่องของจิตของใจ

ร่างกายของคนเรานี้มันเป็นโลกียธรรม มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก ถ้าเราเน้นเรื่องธุรกิจเศรษฐกิจ เน้นการดำรงชีพโดยการทิ้งธรรมะ ชีวิตนี้เราทุกคนต้องล้มเหลวแน่นอน เราอาจจะเป็นคนรวย คนพออยู่พอกิน เหลือกินเหลือใช้ มีคนนับหน้าถือตา มียศมีตำแหน่ง ถ้าเราทิ้งธรรมะจะทำให้เราเสียหาย จากชีวิตที่ประเสริฐที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ชีวิตของเราถึงไม่อาจที่จะทิ้งศีล ทิ้งธรรม ทิ้งคุณธรรมได้

ทุกวันนี้มนุษย์เรามีความเห็นผิดพลาด ไม่เข้าใจชีวิตส่วนใหญ่ไปทุ่มเทให้กับความโลภ ความโกรธ ความหลงกันอย่างสุดเหวี่ยง สุดกำลัง

พระพุทธเจ้าสอนให้เราเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ ขยัน รับผิดชอบ อดทน มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้ว่าอันนี้มันผิด อันนี้มันไม่ถูก นี้คือองค์ของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่เสียสละขยันรับผิดชอบอดทนมีสติสัมปชัญญะรู้จักรู้แจ้งโลกเพราะคนเราน่ะถ้าเราเป็นคนซื่อสัตย์มันก็โน้มไปในทางของพระพุทธเจ้า

ผู้ที่ผิดศีลผิดธรรมคือผู้ที่ไม่ซื่อสัตย์ กล้าคิด กล้าทำ กล้าพูด มีความลุ่มหลงในทางโลก ทำให้เกิดการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติไม่ถูกต้อง เพราะพื้นฐานของจิตใจเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ต่อพระพุทธเจ้า ไม่ได้เอาความดีความถูกต้องเป็นใหญ่


พระพุทธเจ้าก็สอนเราให้พากันมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวเอง ทุก ๆ ท่านทุกคน ๆ ว่าเราต้องยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ จากคนทุจริตให้สุจริต จากคนขยันน้อยให้เป็นคนขยันมาก จากคนอดทนน้อยให้เป็นคนอดทนมาก จากคนรับผิดชอบน้อยให้เป็นคนรับผิดชอบมาก จากคนไม่มีสติสัมปชัญญะ ต้องเพิ่มขึ้นอีก ถ้าเราทำอย่างเก่าก็คืออย่างเก่าไม่ได้ทำอย่างใหม่ ความดีเรารู้ว่าอันไหนดีเราต้องทำ ต้องปฏิบัติ  เราจะทำตามกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้นไม่ได้ ทำให้เสียเวลา เสียนาที เสียเดือน เสียปี โดยเปล่าประโยชน์

ทุก ๆ คนต้องเดินด้วยลำแข้งของตัวเอง ต้องปฏิบัติด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพ่อพึ่งแม่พึ่งครูบาอาจารย์ พระพุทธเจ้าสอน  ให้เราเสียสละ ธรรมะเป็นที่พึ่งของเรา แต่ก่อนเราพึ่งพ่อแม่ พึ่งมรดกพ่อแม่ พึ่งครูบาอาจารย์ พระพุทธเจ้า เราต้องพึ่งตนเองด้วยการเดินตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราอดทน ขยัน รับผิดชอบ เสียสละเรื่อยไป อีกหลายเดือนหลายปีข้างหน้านั้น มันเป็นความสุขความดับทุกข์

ธรรมทั้งหลายทั้งปวงมันมีเหตุมีปัจจัยถ้าเราไม่สร้างเหตุปัจจัยมันเป็นไปไม่ได้มันไม่มีเหตุผลที่จะมีจะเป็นการบรรลุธรรมมันต้องมาจากเหตุผลจากการกระทำความสุขที่เราพากันติดอยู่ให้เรารู้จักรู้แจ้ง

เราเอาร่างกายนี้มาสร้างบารมี เราอย่าสนใจเรื่องความสุขความทุกข์ เราสนใจว่าตั้งแต่ตื่นเช้าจนนอนหลับ สิ่งที่ประเสริฐคือ รับผิดชอบ อดทน ความเพียร สมาธิ สัมมาสมาธิต้องมีอยู่ตลอดกาลตลอดเวลาที่เรายังไม่นอนหลับ สมาธิที่เราหลับตา    เรานั่งสมาธิพักผ่อนสมอง เข้าฌานสมาบัติ มันเป็นเรื่องสมาธิชั่วครั้งชั่วคราว สัมมาสมาธิเราต้องมีตลอดเวลา “พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราออกเราเข้า เราต้องมีตลอดเวลา…” การประพฤติปฏิบัติมันต้องแทรกเข้าในการดำเนินชีวิตของเราทุกอณู การหายใจเข้าสบายออกสบายมันดีมาก ดีพิเศษ มันได้ออกซิเจนเข้าร่างกาย ได้สติสัมปชัญญะ เราทำได้ทุกอิริยาบถ เดิน นั่ง ยืน ทำงาน


เราทุกคนระวังนะ ระวังกรรมเก่าคือความเคยชินที่เคยติดอยู่หลงอยู่มันจะไปในร่องเก่า มันติด มันหลง มันชอบอะไรมันจะดึงเราตกไปในที่ต่ำน่ะ เราต้องเอาธรรมะมาใช้กับเราตลอด เราจะไม่ได้หลงทาง หลงประเด็น

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม วันอังคารที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๑

แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็น