ปกิณกธรรม

ศีลนี้จะมาหยุดเรา ไม่ให้เราทำตามโลกธรรม

โลกธรรมนั้นน่ะมันทำให้ใจของเราเป็นทุกข์นะ ให้เรารู้จักโลกธรรมตามความเป็นจริงนะ การสร้างบารมี พระพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเรื่องโลกธรรม ถ้าเรารู้จักโลกธรรมแล้วเราก็ได้ชื่อว่ารู้จักธรรมะ เมื่อเรารู้ธรรมะแล้ว ใจของเราจะได้สร้างบารมีอยู่ในท่ามกลางโลกธรรมนี้แหละ โลกธรรมนั้นเป็นสถานที่สร้างบารมี สร้างความดี สร้างคุณธรรมของมนุษย์ทุกคนนะ

ร่างกายที่ถือว่าเป็นของ ๆ เรานี้ พระพุทธเจ้าให้ถือว่าเป็นโลกธรรมนะ ทำไมถึงถือว่าเป็นโลกธรรม? เพราะร่างกายนี้มันมีแก่ เจ็บ ตาย พลัดพราก เวทนาที่มันมีอยู่ในกายของเรานี้ก็ถือว่าเป็นโลกธรรมเหมือนกัน เพราะเดี๋ยวก็สุขเดี๋ยวก็ทุกข์ เฉยๆ มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

สัญญาความจำที่มันอยู่ในร่างกายของเรา มันก็ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เดี๋ยวก็จำได้ เดี๋ยวก็จำไม่ได้ เพราะสัญญานั้นมันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของเรา มันเป็นโลกธรรม มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

สังขารความปรุงแต่งที่มันอยู่กับกายอยู่กับใจของเรานี้ มันก็หยุดอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ มันคิด มันปรุง มันแต่ง มันจะหยุดปรุงแต่งก็เมื่อเราตายหรือหมดลมหายใจ ให้เรารู้จักสังขารความปรุงแต่ง ว่านี้มันเป็นโลกธรรม เราจะไปตามโลกธรรมไปมันไม่ไหวหรอก เดี๋ยวเราเป็นโรคประสาทโรคจิตแย่เลยเรา

วิญญาณตัวผู้รับรู้ที่มันอยู่ประจำในกายกับเรานี้ ที่อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วรับรู้ รับรู้แล้วก็ส่งมาหาใจของเรา ถ้าเราไม่รู้จักโลกธรรมตามความเป็นจริง เรานี้ก็แย่เหมือนกันนะ ในชีวิตประจำวันของเรานี้นะ มันเกี่ยวข้องกับโลกธรรมทั้งวันทั้งคืน พระพุทธเจ้าให้เรารู้จักโลกธรรม เราจะได้แยกใจออกจากโลกธรรม มันจะได้มีเรื่องน้อยลง มีปัญหาน้อยลง ใจของเราจะได้สงบ ใจของเราจะได้เย็น

มนุษย์คนเรานี้นะ ถ้าเราเอาใจไปไว้ที่ไหนมันแย่เลยนะ เพราะสิ่งต่างๆ นั้นมันเป็นโลกธรรม เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน มันเป็นนิมิตทางใจที่ให้เราตามโลกธรรมนั้นไป

พระพุทธเจ้านั้นท่านให้เราเสียสละโลกธรรมออกจากใจของเรานะ อย่าได้พากันตามโลกธรรมไป ใจของเราผัสสะอารมณ์ที่เป็นโลกธรรม เราอย่าได้ตามไป เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่มีอะไรนะ มันเพียงแต่มาปรากฏการณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าใจของเราไม่หลงในโลกธรรม ไม่หลงในนิมิต สิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่มีอะไร เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีอะไรที่จะจีรังยั่งยืน หายใจเข้าแล้วก็ต้องหายใจออก หายใจออกแล้วก็หายใจเข้า เราทานอาหารก็ต้องระบายออก เรายืน เรานั่ง เรานอน ต้องเปลี่ยนอิริยาบถอยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้นะคือเหตุคือปัจจัยที่ให้เราเกิดสติ เกิดปัญญา เกิดธรรมะนะ

ตั้งแต่ก่อนน่ะ มนุษย์เราทุกคนเป็นเด็ก ความเป็นเด็กมันก็ต้องเปลี่ยนไป ความเป็นหนุ่มเป็นสาวมันก็ต้องเปลี่ยนไป ที่เราพบเราเห็นในชีวิตประจำวันมันมีแต่เปลี่ยนแปลงไปทั้งนั้น

เราไม่ต้องไปหาธรรมะที่ไหนหรอก เพราะธรรมะสัมผัสกับใจของเรานี้นะ โลกธรรมมันมาสัมผัสกับใจเรานี้ ความสุขเราก็อย่าไปติดอยู่ในความสุขนั้น เพราะความสุขก็เป็นโลกธรรมเหมือนกัน ความทุกข์เราก็ไม่ต้องไปติดกับความทุกข์นั้น เพราะความทุกข์นั้นก็เป็นโลกธรรมเหมือนกัน ความเจ็บความตายเราก็ไม่ต้องไปติดกับความเจ็บความตาย เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นโลกธรรม เขาก็ต้องเปลี่ยนแปลงของเขา ใจของเราก็ต้องรู้นะ ความเกียจคร้านมันเกิดขึ้นกับเรา เราต้องรู้ เราจะไม่ต้องติดอยู่ในความเกียจคร้าน เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นโลกธรรม ทำให้เรามีปัญหา ความอยาก ความต้องการ ความปรารถนา แสวงหาความสุข ความสะดวก ความสบาย เพื่อสนองอารมณ์ สนองตัว สนองตน พระพุทธเจ้าให้เรารู้จักนะ นี้แหละคือโลกธรรม เรากำลังหลงอยู่ในโลกธรรม

เรายินดีในกามคุณทั้งหลาย ที่เรากำลังแสวงหาความชอบใจถูกใจ ที่มนุษย์มีปัญหาเพราะแสวงหาอารมณ์ที่มันเป็นกามคุณ พระพุทธเจ้าให้เรารู้จักนะ อารมณ์ที่เป็นกามคุณ ใจของเราที่บริสุทธิ์แท้ ๆ นั้นมันจะไม่มีกามคุณอยู่ในใจ มันจะไม่มีนิวรณ์อยู่ในใจ นิวรณ์นั้นคือโลกธรรมนะ

เราจะหนีโลกธรรมนั้นน่ะ เราต้องหนีด้วยปัญญา คือรู้แจ้งเห็นจริงว่าโลกธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เราพากันมาเรียนรู้ มาศึกษา เพื่อแยกใจของเราออกจากโลกธรรม ความพอความต้องการของเราทุก ๆ คนนั้นนะ มันไม่รู้จักพอหรอก ยิ่งได้มากมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่รู้จักพอ

ถ้าเราตามโลกธรรมไปเท่าไหร่ใจของเรายิ่งมีปัญหานะ ใจของเรายิ่งเศร้าหมองนะ ใจของเรายิ่งมีมลทินนะ ถ้าเราตามโลกธรรมไปใจของเราไม่สง่างามนะ

ผู้ที่ตามโลกธรรมไปนั้น ศีลนั้นย่อมไม่ดี สมาธินั้นย่อมไม่ดี เพราะไม่มีปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริง คนผู้ที่ตามโลกธรรมนั้นไปถือว่าเป็นอลัชชีนะ ความไม่ละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาปย่อมมีมากยิ่งทวีคูณ ที่เราพากันปฏิบัติให้เข้าถึงมรรคผลนิพพานนั้นไม่ได้ เพราะเราไม่รู้จักโลกธรรม ทำตามความอยากความต้องการ ทำตามนิวรณ์เป็นสิ่งที่เสียหายมาก ๆ ตั้งอยู่ในอลัชชี ไม่ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป

ศีลนี้ดีนะ ศีลนี้จะมาหยุดเรามาเบรกเรา เพื่อไม่ให้เราทำตามโลกธรรม มนุษย์เรานี้นะถ้าไม่มีศีล ไม่สามารถที่จะปฏิบัติบรรลุมรรคผลนิพพานได้นะ เพราะศีลนี้คือพื้นคือฐานของสัมมาสมาธิ

มนุษย์เราทุก ๆ คนน่ะ ถ้าไม่มีศีล ไม่รักษาศีลนั้น สัมมาสมาธินั้นเกิดขึ้นไม่ได้นะ เพราะเหตุว่าพื้นฐานแห่งการรองรับสัมมาสมาธินั้นมันไม่มี สัมมาสมาธิ ต้องเป็นพื้นฐานรองรับปัญญา ปัญญานั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีพื้นฐานของสัมมาสมาธิรองรับ

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม เมตตามอบให้ ณ วันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑

งานสวดอภิธรรมบําเพ็ญกุศลพิเศษคืนที่ ๖ ให้กับหลวงพ่อลายที่ได้ลาละสังขารวายชนม์

แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็น