ปกิณกธรรม

สถาปนิกแห่งชีวิต คือ อริยมรรคมีองค์ ๘

สถาปนิกแห่งชีวิต คือ อริยมรรคมีองค์ ๘สถาปนิกแห่งชีวิต คือ อริยมรรคมีองค์ ๘

ส่วนใหญ่เราจะไม่มีความเมตตาหรอก เราจะมีแต่ความหลง ทุกคนน่ะหลงในลูกของตัวเอง หลงในพ่อในแม่ของตัวเอง หลงในหลานของตัวเองน่ะ มันต้องเป็นผู้ให้ เราสังเกตุดูน่ะ อย่างพระโสดาบันน่ะท่านมีข้าวจานเดียวน่ะ พระไปบิณฑบาตเค้าไม่ทานเลย เค้ายกให้พระหมดเลย พระพุทธเจ้าถึงบัญญัติในพระวินัยว่า ถ้าครอบครัวที่เป็นพระอริยเจ้าที่เค้ายากจนน่ะ พระห้ามไปบิณฑบาต เพราะเค้าให้หมด เจ้าของเค้าจะตายเพราะเป็นผู้ให้

ทุกคนน่ะเห็นแก่ตัว หลวงพ่อแจกกล้วยมองหาแต่ลูกโต ถ้าหลวงพ่อไม่เอาลูกโตให้เครียด ถ้าความคิดอย่างนี้มันอยู่ระดับสัตว์เดรัจฉานน่ะ เหมือนเราโยนของไปน่ะ หมามันก็กัดกัน ไก่มันก็ตีจิกกัน แต่เราไม่รู้ว่าภพภูมิเรามันตกต่ำขนาดนั้น … ความเห็นแก่ตัวของเรา

ทุกคนน่ะเห็นแก่ตัว ถึงจัดฟัน ถึงแต่งหน้า อะไรๆ น่ะ หน้าสวยยังสู้ เสียสละ ขยัน รับผิดชอบไม่ได้น่ะ … เห็นด้วยมั้ย พระพุทธเจ้าถึงไม่ให้พระสนใจส่องกระจก ความเป็นพระของเรามันจะขาดจากพวกนี้ มันจะลอยอยู่อีกภพภูมิหนึ่ง

เราเกิดมามีแต่เรียน มีแต่ศึกษาหาตัง ถ้าเรามาประพฤติปฏิบัติเราดีขึ้นนะ เรามีหน้าที่เสียสละ เราไม่ได้มีหน้าที่ที่จะเอาโน้นเอานี่ … เห็นด้วยมั้ย

อย่างหลวงพ่อมีหน้าที่เสียสละ สร้างโรงพยาบาลเมื่อไหร่มันจะเสร็จ มันจะอะไร อะไรก็ช่างหัวมัน ขอให้เราได้เสียสละ ถ้าไปหวังผลตอบแทนมันก็ต้องเครียดเนาะ ถ้าหวังผลตอบแทน เรียกว่านายทุนน่ะ เรามีหน้าที่เสียสละไป ส่วนใหญ่เราไม่สนใจคนอื่นน่ะ สนใจแต่เรื่องเงินเรื่องสตางค์


เกิดมานี้น่ะเราต้องให้มีทุกข์ทางจิตใจน้อยที่สุด

คนเราจะมีทุกข์น้อยที่สุด เราต้องปฎิบัติธรรม การปฏิบัติธรรม คือการเสียสละ ถ้าเราเสียสละเราก็มีเงินมีสตางค์ … ใช่มั้ย ขยัน รับผิดชอบ อดทน … ใช่มั้ย

หลวงพ่อนี่แน่นะ หลวงพ่อบวชมา ๔๘ ปียังไม่เอาเงินสักบาท ฉันข้าววันละครั้ง ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ฟังวิทยุ ไม่ดูโทรทัศน์ ไม่มีมือถือ ไม่เล่น LINE น่ะ

ชีวิตประชาชนทั้งโลกเขาทุ่มเทให้กับความโลภ ความโกรธ ความหลง ความโลภ ความโกรธ ความหลง คือความขี้เกียจขี้คร้าน ความง่วงเหงาหาวนอน ตามจิตตามใจ ไม่ทวนโลกไม่ทวนกระแส ไม่รู้จักวางแผนในการใช้เงินใช้สตางค์


คนเราถ้าไม่เป็นผู้ให้น่ะ ทำธุรกิจร่วมกับเพื่อน มีความโลภเราก็เสียเพื่อน คนเรานะถ้าเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้น เราเป็นคนขี้เกียจก็จะขยันขึ้น รับผิดชอบน้อยก็จะรับผิดชอบมากขึ้น คนเราต้องเดินทางด้วยความดีความถูกต้อง เราต้องเป็นคนเก่ง คนฺฉลาด ต้องเป็นคนดีด้วย


ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ อดทนก็คุมอยู่ได้
เราไม่มีสติสัมปชัญญะ อดทนคุมไม่ได้

อยากจะเถียงแม่ก็ไม่เถียง มันขี้เกียจไม่อยากเก็บที่นอนก็ต้องเก็บ มันอยากตามใจตามกิเลส เบรกตัวเอง นี่คือองค์ของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ไกล อยู่ในภาคประพฤติภาคปฏิบัติของเรา ไม่ได้อยู่ในหนังสือ หนังสือเค้าทำหลักเกณฑ์ไว้เฉยๆ

อย่างโยมพ่อแม่ก็ช่วยเหลือ โยมต้องช่วยเหลือตัวเอง ช่วยเหลือตัวเองคือเป็นคนอดทน รับผิดชอบ เสียสละ

เราไปเอาความสุขทางร่างกายมันได้นิดเดียว ได้จากการทานอาหาร ได้จากการพักผ่อน เปลี่ยนอิริยาบถ มันก็แค่นั้น เดี๋ยวพักผ่อนหลายนาทีมันก็ยุ่งอีกแล้ว เดินเหิน นั่ง นอน … ใช่มั้ย ความสุขเราก็ได้จากเปลี่ยนอิริยาบถ

ความสุขที่แท้จริงน่ะ คือเราต้องประพฤติปฏิบัติให้เข้าถึงพระนิพพาน คนเราต้องเป็น สถาปนิกแห่งชีวิต เพราะว่าพระพุทธเจ้าวางแผนไว้แล้ว สถาปนิกแห่งชีวิต คือ อริยมรรคมีองค์ ๘

คนเราต้องมีความเข้าใจ มีความเข้าใจแล้วมันตอบปัญหาได้ ถ้ามีความเข้าใจแล้วเราก็ไม่ทะเลาะกัน ถ้าทะเลาะกัน มันก็ไม่แตกต่างอะไรกับหมา หลวงพ่อต้องพูดตรงเนาะ ภพภูมิเราก็สัตว์เดรัจฉานเอง เท่ากับหมาถ้าเราทะเลาะกัน

เราต้องเสียสละ วันนี้สามีอาจจะตัวร้อน อาจจะเครียดก็ช่างหัวมัน ไม่ต้องไปเถียง ไม่ต้องไปว่า เพราะสามีเราคือลูกชายคนโต เราต้องคิดอย่างนั้น ทำอย่างนี้เรียกว่าปฏิบัติธรรม

วางแผนในการใช้เงินใช้สตางค์ เอาเหมือนในหลวง คนเราจะเอาความสุขตั้งแต่มีบ้านหรู มีรถหรู เค้าเรียกว่าความสุขที่เป็นโลกียะ เกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพราก เราต้องเอาความสุขากมีสติสัมปชัญญะให้มากๆ เราจะได้มีหัวใจติดแอร์คอนดิชัน นี่มันทุกข์หลาย มันเผาตัวเอง ตื่นขึ้นมาตี ๒ ตี ๓ คิดของมันแล้ว คุมไม่อยู่ ว่าจะนอน ๒ ตื่น ๓ ตื่น

โยมน่ะต้องแก้ไขตัวเองน่ะ ปีใหม่แล้วอันไหนไม่ดีก็ทิ้งมันไป ยกระดับจิตวิญญาณให้มันสูงส่ง ให้มันลอยอยู่บนฟ้านภากาศ มนุษย์แปลว่าผู้ประเสริฐ ผู้จิตใจสูง เพราะเราทุกคนน่ะร่างกายเป็นมนุษย์ แต่วันหนึ่งๆ น่ะมันไม่ได้เป็นมนุษย์ มันเป็นเปรต เป็นผี เป็นยักษ์ เป็นมาร เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน มันเป็นอยู่อย่างนี้น่ะหลายวันก็อาจจะเป็นมนุษย์ครั้งหนึ่งก็ได้

คนเค้าเสียสละแต่ส่วนใหญ่เพื่อเศรษฐกิจ และเค้าไม่ได้เป็นคนดีเหมือนพระพุทธเจ้า เหมือนเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คนเราน่ะหลวงพ่อดูแล้วจะเป็นวัด จะเป็นทุกแขนงมันเน้นแต่ทางเศรษฐกิจธุรกิจ มันทิ้งพระพุทธเจ้าน่ะ ทิ้งธรรมะ

ถ้าเราแยกธรรมะออกจากการงานน่ะ เรียกว่าชีวิตวอดวายฉิบหายเลย ต้องว่าหนักๆ อย่างนี้เนาะ เพราะว่าเรามันคิดผิด คิดว่าขนาดทำบาปทำกรรม ก่อกรรมก่อเวรขนาดนี้ มันยังไม่พออยู่พอกินเลย เป็นคนเสียสละเหมือนหลวงพ่อว่า ไปได้อย่างงัย มันคิดผิดน่ะ

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม – ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม

วันศุกร์ที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๐

แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็น