ธรรมศึกษาชั้นตรี

ธรรมศึกษา ชั้นตรี – ประสูติ

วิชาพุทธประวัติ ธรรมศึกษา ชั้นตรี ปริเฉทที่ ๓

ประสูติ

พระโพธิสัตว์ ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์พระนางสิริมหามายา เมื่อครบกําหนดทศมาส จวนจะประสูติ พระนางได้ทูลขออนุญาตพระราชสวามี เพื่อเสด็จไปประสูติที่เมืองเทวทหะ ตามธรรมเนียมพราหมณ์ว่า เมื่อภรรยามีครรภ์ จะไม่คลอดที่เรือนสามี ต้องกลับไปคลอดที่เรือนสกุลเดิมของตน เป็นประเพณีสืบทอดกันมา พระเจ้าสุทโธทนะก็ทรงประทานอนุญาต มิได้ขัดพระทัยพระมเหสี

ครั้นรุ่งเช้าวันเพ็ญวิสาขมาส (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖) ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี พระนางเสด็จออกไปพร้อมด้วยข้าราชบริพาร ทั้งฝ่ายในและฝ่ายหน้า โดยสถลมารค เมื่อเสด็จถึงอุทยานลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุกับเมืองเทวทหะ ทรงมีพระประสงค์จะทรงหยุดพักสักครู่หนึ่ง ในขณะนั้น ทรงเกิดประชวรพระครรภ์ ประสูติพระราชโอรสภายใต้ร่มไม้สาละสถานที่นั้นเอง

เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติ ได้เสด็จพระดําเนินด้วยพระบาท ๗ ก้าว ทรงเปล่งอาสภิวาจาว่า อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เชฏฺโหมสุมิ โลกสุส เสฏโหมสฺมิ โลกสฺส อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว เราเป็นเลิศในโลก เราเป็นใหญ่ในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐในโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี คําอุทานนี้เป็นนิมิตหมายการบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ

พระเจ้าสุทโธทนะ ทรงทราบข่าวการประสูติพระราชโอรส ทรงดีพระทัย รับสั่งให้ทูลเชิญเสด็จพระมารดาและพระราชโอรสกลับคืนสู่เมืองกบิลพัสดุ

เกิดเหตุการณ์สําคัญ

อสิตดาบสเข้าเฝ้าและพยากรณ์

เมื่อพระราชโอรสประสูติได้ ๓ วัน อสิตดาบส เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กาฬเทวิลดาบส อาศัยอยู่ใกล้ภูเขาหิมพานต์ มีความคุ้นเคยและเป็นที่เคารพนับถือของราชสกุล ได้ทราบข่าวพระราชโอรสประสูติ จึงเข้าไปเยี่ยม พระเจ้าสุทโธทนะ ทรงทราบแล้ว ตรัสเชิญให้เข้าไปนั่งในพระตําหนัก ทรงอภิวาท และปราศรัยตามสมควรแล้ว รับสั่งให้อุ้มพระราชโอรสออกมา เพื่อนมัสการอสิตดาบส พระดาบสเห็นพระราชโอรสนั้น มีพระลักษณะตรงตามตํารามหาบุรุษลักษณะ จึงลุกขึ้นกราบลงที่พระบาททั้งสองของพระราชโอรสด้วยเศียรเกล้า กล่าวคําทํานายพระลักษณะของพระราชโอรส ตามมหาบุรุษลักษณะพยากรณศาสตร์ว่า ผู้มีลักษณะเช่นนี้ มีคติเป็น ๒ คือ

๑. ถ้าอยู่ครองฆราวาส จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร ทั้ง ๔ เป็นขอบเขต

๒. ถ้าออกผนวช จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระศาสดาเอกในโลก แล้วถวายพระพรลากลับไปอาศรมของตน

ฝ่ายราชสกุล เห็นดาบสผู้เป็นที่นับถือของตน ก้มกราบพระบาทของพระราชโอรสแสดงความนับถือ และได้ฟังคําพยากรณ์อย่างนั้น มีจิตเลื่อมใสในพระราชโอรสยิ่งนัก ยอมถวายพระโอรสของตนให้เป็นบริวารสกุลละองค์ ส่วนพระเจ้าสุทโธทนะทอดพระเนตรเห็นการกระทําเช่นนั้น ก็ก้มกราบพระราชโอรส นี้เป็นการกราบครั้งแรกของพระราชบิดา พร้อมรับสั่งให้จัดพี่เลี้ยงนางนมคอยอภิบาลรักษาพระราชโอรสเป็นอย่างดี

เมื่อพระราชกุมารประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะ ทรงโปรดให้ประชุมพระประยูรญาติ และเสนามาตย์ พร้อมทั้งเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน มาบริโภคโภชนาหารในพระราชนิเวศน์ ครั้นเสร็จแล้ว ทรงคัดเลือกพราหมณ์ ๘ คน ผู้มีความชํานาญในการทํานายลักษณะ พราหมณ์ ๗ คนแรก เห็นพระลักษณะของพระมหาบุรุษตรงตามตํารามหาบุรุษลักษณะ ได้ทํานายเป็น ๒ คติ เหมือนที่อสิตดาบสทํานายไว้ แต่โกณฑัญญพราหมณ์ ซึ่งเป็นพราหมณ์หนุ่ม มีอายุน้อยกว่าพราหมณ์ทั้งหมด ได้ทํานายเป็นคติเดียวว่า พระราชกุมารจะเสด็จออกผนวช ตรัสรู้เป็นพระศาสดาเอกในโลกแน่นอน ต่อจากนั้นทําการขนานพระนามว่า สิทธัตถะ แปลว่า ผู้มีความต้องการสําเร็จ แต่มหาชนมักเรียก ตามพระโคตรว่า โคตมะ

ฝ่ายพระนางสิริมหามายา พระมารดา พอประสูติพระราชโอรสได้ ๗ วัน ก็สิ้นพระชนม์ พระเจ้าสุทโธทนะ ทรงมอบพระราชโอรสให้พระนางปชาบดีโคตมีพระน้านาง ได้เลี้ยงดูต่อมา ภายหลังพระนางทรงอภิเษกสมรสกับพระเจ้าสุทโธทนะ ทรงมีพระราชโอรส พระนามว่านันทกุมาร ทรงมีพระราชธิดา พระนามว่ารูปนันทา

เมื่อพระสิทธัตถกุมาร ทรงมีพระชนมายุได้ ๗ ปี พระราชบิดารับสั่งให้ขุดสระโบกขรณี ๓ สระ ภายในพระราชนิเวศน์ ปลูกบัวขาบสระหนึ่ง ปลูกบัวหลวงสระหนึ่ง ปลูกบัวขาวสระหนึ่ง ตกแต่งให้เป็นที่เล่นสําราญพระทัยของพระราชโอรส และจัดเครื่องทรง คือ จันทน์สําหรับทา ผ้าโพกพระเศียร ฉลองพระองค์ ผ้าทรงสะพัก พระภูษาล้วนเป็นของแคว้นกาสีทั้งสิ้น ซึ่งนิยมกันว่าเป็นของประณีตในเวลานั้น มีคนคอยกั้นเศวตฉัตรทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อไม่ให้เย็น ร้อน ธุลีละออง แดด น้ำค้าง มาต้อง พระวรกายได้

ครั้นพระราชกุมาร มีพระชนมายุเจริญวัย ควรจะศึกษาศิลปวิทยาได้ พระราชบิดาทรงพาไปมอบไว้ในสํานักครูวิศวามิตร พระราชกุมารทรงเรียนได้ว่องไว จบสิ้นความรู้ของอาจารย์ แสดงศิลปวิทยาให้ปรากฏในหมู่พระญาติ ไม่มีพระราชกุมารอื่นจะเทียบได้

ทรงเจริญอานาปานสติ

ขณะทรงพระเยาว์ คราวหนึ่งมีพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ถือเป็นนักขัตฤกษ์ของบ้านเมือง พระราชบิดาเสด็จแรกนาด้วยพระองค์เอง โปรดให้พระสิทธัตถกุมารตามเสด็จด้วย และให้จัดที่ประทับภายใต้ต้นหว้า ครั้นถึงเวลาแรกนา เหล่าพี่เลี้ยงนางนมพากันออกมาดูข้างนอก พระกุมารประทับอยู่ตามลําพัง เสด็จขึ้นนั่งบนบัลลังก์เจริญอานาปานสติ ทําปฐมฌานให้เกิดขึ้น ขณะนั้นเป็นเวลาบ่าย เงาต้นไม้อื่นคล้อยตามตะวัน แต่เงาต้นหว้าตรงเหมือนเวลาเที่ยง เหล่าพี่เลี้ยงนางนมกลับเข้ามาเห็น ต่างพิศวงสงสัย จึงกราบทูลให้พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบแล้ว พระองค์เสด็จมาเห็นเหตุอัศจรรย์เช่นนั้น จึงถวายบังคมพระราชโอรสเป็นครั้งที่ ๒

ทรงอภิเษกสมรส

เมื่อพระราชกุมารมีพระชนมายุได้ ๑๖ ปี พระเจ้าสุทโธทนะ มีพระประสงค์จะให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิตามคําทํานาย จึงพยายามทะนุถนอมเป็นอย่างดี ทรงรับสั่งให้สร้างปราสาท ๓ ฤดู คือ ฤดูหนาว ฤดูร้อน ฤดูฝน ตกแต่งปราสาทให้เหมาะแก่ฤดูนั้นๆ เพื่อเป็นที่ประทับอยู่ของพระราชกุมาร ทรงให้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงยโสธราหรือพิมพา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะเมืองเทวทหะ ซึ่งประสูติแต่พระนางอมิตา พระกนิฏฐภคินีของพระองค์ เจ้าชายสิทธัตถะประทับอยู่ในปราสาท ๓ ฤดู เสวยสุขสมบัติทั้งกลางวันกลางคืน พอพระชนมายุได้ ๒๙ ปี ทรงมีพระราชโอรส พระนามว่าราหุลกุมาร ประสูติแต่พระนางยโสธรา

แสดงความคิดเห็น
เว็บไซต์พุทธะ
คำว่า “พุทธะ” นอกจากจะหมายถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยังหมายถึง การเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยการปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

แสดงความเห็น