ตรัสรู้

อนาถปิณฑิกเศรษฐีถวายพระเชตวัน

เมื่อพระบรมศาสดาทรงรับอาราธนาในการที่จะเสด็จมาประทับจำพรรษา ณ เมืองสาวัตถี ท่านอนาถบิณฑิกมหาเศรษฐี จึงรีบจัดการธุรกิจต่าง ๆ ในกรุงราชคฤห์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางออกจากกรุงราชคฤห์ กลับไปสู่กรุงสาวัตถี แคว้นโกศล และได้จัดเตรียมระยะทางที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จจากกรุงราชคฤห์ไปสู่กรุงสาวัตถี ได้สั่งให้จัดทำอาราม จัดสร้างวิหาร และกำหนดการถวายทาน คือ จัดเตรียมเรื่องอาหารไว้เป็นระยะ ๆ จนถึงกรุงสาวัตถี

ครั้นได้ไปถึงกรุงสาวัตถีแล้วจะได้ไปตรวจดูว่าที่ที่ไหนสมควรจะสร้างเป็นอาราม ก็ไปพบสวนของพระราชกุมารองค์หนึ่งทรงพระนามว่า เชตะ หรือ เชต เป็นที่ที่เหมาะจะทำเป็นอารามเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ มีลักษณะดั่งที่พระเจ้าพิมพิสารทรงเลือกดั่งที่กล่าวมาแล้ว จึงได้ไปติดต่อขอซื้อที่กับเจ้าเชต เจ้าเชตก็ตอบว่าไม่ยอมขายให้ แต่ว่าถ้าเอาเงินเกลี่ยลาดจนเต็มพื้นที่นั่นแหละจึงจะขายให้

อนาถปิณฑิกะก็ตอบว่า ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันตกลงซื้อ เจ้าของก็กลับใจบอกว่าไม่ยอม เรื่องก็ไปถึงตุลาการ ตุลาการก็ตัดสินว่า เมื่อเจ้าเชตได้กำหนดราคาดั่งนั้นแล้ว และอนาถปิณฑิกะก็ตกลงให้แล้ว ก็เป็นอันว่าให้ถือว่าขาย เจ้าเชตก็ต้องตกลง อนาถปิณฑิกะก็ซื้อสวนของเจ้าเชตนั้นด้วยวิธีเอาเงินมาเกลี่ยจนเต็มพื้นที่ โดยให้นำเงินกหาปณะ ซึ่งเป็นชื่อมาตราเงินสมัยโบราณ  ๑ กหาปณะ เท่ากับ  ๒๐ มาสก หรือ ๔ บาท มาปูให้เต็มพื้นที่เป็นค่าที่ดิน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสั่งให้คนรับใช้นำเงินจากคลังมาปูได้ครึ่งหนึ่งของพื้นที่เป็นจำนวน ๑๘ โกฏิ เจ้าชายเชตกุมารเห็นในความศรัทธาจึงสั่งให้หยุดปูเงิน โดยขอรับเงินค่าที่ดินเพียงเท่านั้น  ส่วนที่เหลือขอร่วมสร้าง วัดเชตวัน มหาวิหาร ถวายพระบรมศาสดา

ท่านอนาถปิณฑิกะได้ตั้งชื่อวัดว่า วัดเชตวัน เหตุที่ตั้งชื่อวัดว่า “เชตวัน” หรือ สวนเจ้าเชต ก็เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เจ้าของสวน วัดแห่งนี้มีเนื้อที่ทั้งหมด  ๑๘  กรีส  ๑  กรีส เท่ากับ  ๑๒๕  ศอก ใช้เงินในการสร้างทั้งสิ้น ๕๔ โกฏิ เป็นวัดที่พระบรมศาสดาเสด็จมาประทับจำพรรษาถึง  ๑๙  พรรษา  คำสอนต่าง ๆ ของพระองค์ได้ตรัสที่พระเชตวันมหาวิหารนี้เป็นส่วนมาก  ซึ่งเมื่ออนาถปิณฑิกะเอาเงินมาเกลี้ยครั้งแรกยังเหลือที่อยู่อีกหน่อยหนึ่งใกล้ซุ้ม เจ้าเชตก็ขอเป็นผู้มีส่วนทำบุญด้วยในส่วนที่เหลือนั้น คือไม่ต้องเอาเงินมาเกลี่ยให้เต็ม เป็นอันว่าที่ยังเหลืออีกหน่อยก็ยกให้เป็นการร่วมสร้างวัดด้วย อนาถปิณฑิกะก็ยินยอม

เมื่อซื้อกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว อนาถปิณฑิกะก็สร้างวิหาร คือ กุฎิซึ่งเป็นที่อยู่ สร้างบริเวณ สร้างซุ้ม สร้างศาลาสำหรับเป็นที่อุปัฏฐากบำรุง สร้างโรงไฟ สร้างกัปปิยกุฎิ คือ กุฎิสำหรับเก็บอาหาร เมื่ออาหารเก็บไว้ในที่นั้นจึงจะสมควร กัปปิยะ แปลว่า สมควร จึงเรียกว่ากัปปิยกุฎิ สร้างวัจจกุฎิ สร้างที่จงกรม ที่จงกรมนั้น คือ ที่สำหรับเดินเพื่อปฏิบัติทางจิตใจ ในการปฏิบัติทางจิตใจนั้นนิยมให้นั่งหรือว่าให้เดิน ที่นั่งนั้นก็จัดไว้เป็นที่เป็นทาง ที่เดินก็จัดไว้เป็นที่เป็นทางเหมือนกัน สร้างศาลาจงกรม สร้างบ่อน้ำ สร้างศาลาบ่อน้ำ สร้างชันตาควร ชันตาคารนี้ก็แปลว่า เรือนไฟ สร้างศาลาชันตาคาร คือ ศาลาเรือนไฟ แต่เรือนไฟที่ชื่อชันตาคารนี่ในเมืองไทยเห็นจะไม่มี แต่ได้ยินว่าอินเดียยังใช้อยู่ คือใช้เป็นที่อบกายให้เหงื่อออก ชันตาคารนี้ก็เป็นที่อาบเหงื่อนั่นเอง สร้างสระโบกขรณี สร้างมณฑป ส่วนเจ้าเชตนั้นได้สร้างซุ้มในโอกาสที่ตนเป็นผู้บริจาค

เจ้าเชตนั้น คำว่า เชตะ แปลว่า ชนะ ในอรรถกถาอธิบายว่า เมื่อประสูติ พระเจ้าแผ่นดินทรงชนะข้าศึก จึงได้พระราชทานนามพระราชกุมารว่า “เชตะ” เป็นนิมิตรแห่งการชนะ ซึ่งถือว่าเป็นมงคล สวนของเจ้าเชตนี้เรียกว่า เชตวัน เรามาใช้เป็น เชตุพน อย่างวัดพระเชตุพน เอา อุ ใส่เข้าอีกแต่เป็นภาษาไทย เชตวัน เป็นอารามของอนาถปิณฑิกะ คืออนาถปิณฑิกะเป็นผู้สร้างถวาย มาในขั้นอรรถกถา ได้แสดงมูลค่าไว้ว่า ค่าที่มีราคาถึง ๑๘ โกฏิ ค่าเสนาสนะอีก ๑๘ โกฏิ และเตรียมไว้สำหรับงานฉลองและกิจการอื่นอีก ๑๘ โกฏิ รวมเป็น ๕๔ โกฏิ

อนาถปิณฑิกะ นี้เป็นผู้บำรุงพระพุทธศาสนาในส่วนทานมัยมากมาย ดังจะได้กล่าวต่อไปในเวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปกรุงสาวัตถี แคว้นโกศล ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่าเป็น อัครทายก คือ ทายกผู้เลิศ

เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จมาประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร พระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระเจ้าปเสนทิโกศลและเหล่าประชาชนชาวเมืองทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์ได้เป็นอันมาก หลังจากนั้นจึงเสด็จกลับพระเวฬุวันมหาวิหาร ณ นครราชคฤห์ แคว้นมคธตามเดิม

แสดงความคิดเห็น
เว็บไซต์พุทธะ
คำว่า “พุทธะ” นอกจากจะหมายถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยังหมายถึง การเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยการปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

แสดงความเห็น