ตรัสรู้

อนิมิสเจดียสถานทรงถวายเนตรไม่กระพริบตา

ภาพพุทธประวัติจาก fwdDer

จากนั้นจึงเสด็จจากรัตนบัลลังก์ไปประทับยืนกลางแจ้งอยู่ ณ ทิศอีสานคือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงทำอุปหาร คือ ยืนทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิโดยไม่กระพริบพระเนตร อยู่ในพระอิริยาบถนั้นเป็นระยะเวลา ๗ วัน  พระพุทธองค์ทรงพิจารณาทบทวนคำนึงถึงธรรมและความหมุนเวียนเปลี่ยนไปแห่งวัฏสังสาร ความเกิดขึ้นแห่งสังขารทั้งปวงหรือทรงพิจารณาถึง ปฏิจสมุปบาท สถานที่ที่พระพุทธองค์เสด็จมาประทับยืนทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธินั้นได้นามเป็นนิมิตมหามงคลนามว่า อนิมิสเจดียสถาน ซึ่งอนิมิส แปลว่า ไม่กระพริบตา  และต้นโพธิอันเป็นสถานที่ตรัสรู้กำเนิดพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและสัจธรรมอันประเสริฐบริสุทธิ์ จึงได้นามตามการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ว่า ต้นพระศรีมหาโพธิพฤกษ์

ปฏิจสมุปบาท

เป็นหลักธรรมข้อหนึ่งในพุทธศาสนา อธิบายถึง การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น

การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา มีองค์หรือหัวข้อ 12 ดังนี้ คือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ

เพราะ อวิชชา เป็นปัจจัย
สังขาร จึงมี

เพราะ สังขาร เป็นปัจจัย
วิญญาณ จึงมี

เพราะ วิญญาณ เป็นปัจจัย
นามรูป จึงมี

เพราะ นามรูป เป็นปัจจัย
สฬายตนะ จึงมี

เพราะ สฬายตนะ เป็นปัจจัย
ผัสสะ จึงมี

เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย
เวทนา จึงมี

เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย
ตัณหา จึงมี

เพราะ ตัณหา เป็นปัจจัย
อุปทาน จึงมี

เพราะ อุปทาน เป็นปัจจัย
ภพ จึงมี

เพราะ ภพ เป็นปัจจัย
ชาติ จึงมี

เพราะ ชาติ เป็นปัจจัย
ชรามรณะ จึงมี

ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อมความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมี

ภาพพุทธประวัติจาก fwdDer
ภาพพุทธประวัติจาก fwdDer

ลำดับแห่งปฏิจสมุปบาทฝ่ายดับทุกข์

ความทุกข์ จะดับไปได้เพราะดับ
ชาติ (การเกิดอัตตา”ตัวตน”คิดว่าตนเป็นอะไรอยู่)

ชาติ จะดับไปได้เพราะดับ
ภพ (การมีภาระหน้าที่และภาวะทางใจ)

ภพ จะดับไปได้เพราะดับ
อุปาทาน (ความยึดติดในสิ่งต่าง ๆ)

อุปาทาน จะดับไปได้เพราะดับ
ตัณหา (ความอยาก)

ตัณหา จะดับไปได้เพราะดับ
เวทนา (ความรู้สึกในทางทุกข์หรือสุข)

เวทนา จะดับไปได้เพราะดับ
ผัสสะ (การสัมผัสด้วยประสาทต่าง ๆ)

ผัสสะ จะดับไปได้เพราะดับ
อายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

อายตนะ จะดับไปได้เพราะดับ
นามรูป (ร่างกายและจิตใจ)

นามรูป จะดับไปได้เพราะดับ
วิญญาณ (การรับรู้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

วิญญาณ จะดับไปได้เพราะดับ
สังขาร (การนึกคิดหรือการทำงานของสมองเพื่อปรุงแต่ง)

สังขาร จะดับไปได้เพราะดับ
อวิชชา (ความโน้มเอียงไปคลุกเคล้ากิเลสด้วยความเขลา)

 

ปฏิจสมุปบาทนี้ มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก ที่สำคัญคือ อิทัปปัจจยตา (ภาวะที่มีอันนี้ ๆ เป็นปัจจัย) และปัจจยาการ (อาการที่สิ่งทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่กัน) ข้ออ้างอิงจาก มหานิทานสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปฏิจสมุปบาท นี้ลึกซึ้งสุดประมาณ และปรากฏเป็นของลึก ก็แหละถึงจะเป็นเช่นนั้น ก็ยังปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือนเป็นของตื้นนัก ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ ปฏิจสมุบาทนี้ ลึกซึ้งสุดประมาณและปรากฏเป็นของลึก ดูกรอานนท์ เพราะไม่รู้จริง เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมอันนี้ หมู่สัตว์นี้ จึงเกิดเป็นผู้ยุ่งประดุจด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปมประหนึ่งกระจุกด้าย เป็นผู้เกิดมา เหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง จึงไม่พ้นอุบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร …

ดูกรอานนท์ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิด ชรามรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส ฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ฯ จาก ปัจจัยสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖

ภิกษุทั้งหลาย ความจริงแท้ ความไม่คลาดเคลื่อน ความไม่เป็นอย่างอื่น มูลเหตุอันแน่นอนในธาตุอันนั้น
ดังพรรณนามาฉะนี้แล เราเรียกว่า ปฏิจสมุปบาท

แสดงความคิดเห็น
เว็บไซต์พุทธะ
คำว่า “พุทธะ” นอกจากจะหมายถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยังหมายถึง การเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยการปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

แสดงความเห็น