ปฐมบทเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

การสร้างพระบารมีตอนกลาง

หลังจากที่พระโพธิสัตว์เจ้าทรงตั้งมโนปณิธานความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ในพระหฤทัย มิได้ออกพระวาจามาครบถ้วน ๗ อสงไขย “พระองค์ยังจะต้องทรงตั้ง วจีปณิธาน คือ ออกพระวาจาปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า” เป็นเวลานานถึง ๙ อสงไขย ซึ่งเป็นการสร้างพระบารมีตอนกลางของพระพุทธเจ้า

ในกาลครั้งนี้ พระโพธิสัตว์เจ้าได้จุติจากพรหมโลกแล้วได้สืบปฏิสนธิถือกำเนิดในราชตระกูล ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระสาครราชกุมาร” ครั้นเจริญวัยแล้วก็ได้ครองสมบัติแทนพระราชบิดา แต่ที่พิเศษคือเมื่อถึงวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ พระองค์จะเสด็จสู่มหาปราสาท และทรงถืออุโบสถศีลสมาทานมิได้ขาด ด้วยอำนาจแห่งพระราชกุศลนั้น จึงบันดาลให้ สัตตรัตนะอุบัติเกิดขึ้น หรือ สมบัติจักรพรรดิ ๗ ประการ คือ

  1. ทิพยรัตนจักรแก้ว งามบริสุทธิ์ มีมหิทธิฤทธิ์ให้สำเร็จสมความประสงค์ทุกประการ
  2. พญาคชสารหัสดินรัตนสาร คือ ช้างแก้วประเสริฐ
  3. พญาอัสดรรัตนมัย คือ ม้าแก้วสินธพชาติตัวประเสริฐ
  4. ดวงจินดารัตนมณี คือ แก้วมณีอันโชติช่วงรัศมี
  5. ดรุณรัตนนารี คือ นางแก้วคู่บารมีสำหรับบรมกษัตริย์
  6. คหบดีรัตนะ คือ ขุนคลังแก้วคู่บารมี
  7. ปรินายกรัตนะ คือ ขุนพลแก้วคู่บารมี

กาลครั้งนั้น ปรากฏว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติตรัสในโลกธาตุนี้หนึ่งพระองค์ ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระมิ่งมงกุฎปุราณศากยมุนีสัมพุทธเจ้า” เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้วก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” ตามพระพุทธประเพณีอันมีสืบมา ซึ่งเป็นอัศจรรย์ทำให้ปฐพีเกิดกัมปนาทหวาดหวั่นทั่วจักรวาลโลกธาตุ จึงเป็นเหตุให้ จักรแก้ว ของสมเด็จพระสาครราชจักรพรรดิเคลื่อนตกจากที่ตั้งไว้  ซึ่งทำให้ราชบุรุษผู้ดูแลและพระจักรพรรดิสาครราชได้เห็นแล้วก็สะดุ้งในพระทัย ซึ่งพระองค์ทรงปรารภถึงเหตุว่า ในกรณีเช่นนี้อันตรายแห่งชีวิตจะมีแก่เรา หรือว่าอันตรายจะปรากฏมีแก่ราชสมบัติเป็นประการใด จึงทรงดำรัสถามพระโหราจารย์ราชครู ท่านราชครูจึงถวายพยากรณ์กราบทูลว่า

“ข้าแต่สมมติเทวราช! เหตุที่ทำให้จักรแก้วนี้ มีอันเคลื่อนตกจากที่นั้นมีอยู่ ๒ ประการ คือ

  1. เป็นนิมิตแห่งอันตรายต่อพระชนม์ของสมเด็จพระบรมจักรพรรดิ และ
  2. เป็นนิมิตแห่งเหตุที่สมเด็จพระสรรเพชญสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาอุบัติในโลก

พระโหราราชครูทั้งหลายจึงพร้อมใจกันตรวจดูจนแน่แก่ใจแล้ว กราบทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐเหตุที่เกิดนี้เป็นนิมิตแห่งความที่สมเด็จพระสรรเพชญสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาอุบัติตรัสในโลกธาตุนี้  บัดนี้สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาอุบัติเกิดในโลกนี้แล้ว พระเจ้าข้า”

ซึ่งพระองค์ได้รับการกราบทูลว่า

ข้าแต่มหาราช! สมเด็จพระสรรเพชญสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ พระองค์ทรงเป็นบรมไตรโลกนาถ ไม่มีผู้ใดจะยิ่งกว่า เป็นพระอริยะผู้ทรงคุณประเสริฐ เป็นพระบรมครูตรัสรู้ไญยธรรมทั้งปวง เป็นผู้จำแนกธรรม คือ มรรค ผล นิพพาน ทรงพระพุทธลักษณะงดงามสิริพิลาส ทรงปรากฏพระนามว่า “สมเด็จพระศรีศากยมุนีชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า” อนึ่งเล่า พระองค์กำลังเสด็จมาประทับอยู่ ณ อุทยานของพระองค์ พระเจ้าข้า”

ครั้นพระสาครจักรพรรดิราชได้ทรงทราบดังนั้น ได้เสด็จพร้อมด้วยข้าราชบริพารไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงเกิดโสมนัสยินดีปลื้มปิติเป็นล้นพ้น ทรงรำพึงในใจว่า

“เรานี้ได้อุดมสมบัติ ปรากฏเยี่ยมเทียมเทพมไหศูรย์อันประเสริฐล้ำเลิศเกิดแก่เราในชาตินี้ ก็เพราะมีอุตสาหะสร้างสมกุศลสมภารมีทานบริจาค และเป็นผู้มากด้วยศีลสมาทานไว้แต่ชาติปางก่อน จึงอำนวยผลให้ได้ประสบสุขเห็นปานนี้ นี่เป็นส่วนหนึ่ง ก็ในอนาคตเล่า บัดนี้ สมเด็จพระตถาคตศรีศากยมุนีเจ้า ได้ทรงเปลื้องประองค์ให้พ้นจากทุกข์ในวัฏสงสารได้แล้ว ทั้งยังทรงนำสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ได้ด้วยฉันใด แม้เรานี้ก็จะตั้งใจเปลื้องตนให้หลุดพ้นจากทุกข์ภัยในวัฏสงสาร แล้วก็จะนำสัตว์ทั้งหลายอื่นให้หลุดพ้นได้ด้วยฉันนั้น”

เมื่อพระองค์เสด็จกลับแล้ว จึงทรงมีรับสั่งให้นำไม้จันทน์หอมมาสร้างเสนาสนะมหาจันทนวิหารเพื่อถวายแด่พระพุทธเจ้า ครั้นกราบทูลถวายมหาวิหารแล้ว ก็ถวายภัตตาหารแด่พระอริยสงฆ์ พร้อมกับทรงอุทิศถวายเครื่องไทยทานมากมายด้วยพระองค์เอง โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ครั้งนั้น สมเด็จพระสาครจักรพรรดิราช จึงเปล่งพระวจีปณิธานว่า

“ด้วยเดชะอำนาจแห่งบุญกรรมนี้ ขอจงเป็นปัจจัยราศีเสริมส่งให้ข้าพระองค์ ได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระศากยมุนีโคดม เสมอด้วยพระนามแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ด้วยเถิด”

ครั้นตรัสดังนี้แล้ว พระองค์จึงทรงตั้งวจีปณิธานซ้ำลงไปอีกว่า

“พระบรมไตรโลกนาถเจ้านี้ ได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ทรงสามารถยังสัตว์ทั้งหลายให้รู้ได้ด้วยฉันใด ข้าพระบาทจักขอตรัสเป็นพระพุทธเจ้า จะยังสัตว์ทั้งหลายให้รู้ได้ด้วยฉันนั้น “พระผู้ทรงพระภาคผู้นาถะของโลกนี้ ได้ล่วงพ้นจากสงสารแล้ว ทรงสามารถยังสัตว์ทั้งหลายให้ล่วงพ้นได้ด้วยฉันใด ข้าพระบาทขอจงได้เป็นนาถะของโลกล่วงพ้นจากทุกข์ในสงสารแล้ว และสามารถยังสัตว์ทั้งหลายให้ล่วงพ้นได้ด้วยฉันนั้น “พระผู้มีพระภาคนาถะของโลกนี้ ทรงข้ามได้แล้วจากโลกและย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามได้ด้วยฉันใด ขอข้าพระบาทจงได้เป็นพระโลกนาถะข้ามได้แล้วจากโลก และยังสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามได้ด้วยฉันนั้นเถิด”

ลำดับนั้น สมเด็จพระปุราณศรีศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงมีพระพุทธฏีกาตรัสว่า

“ดูกรมหาบพิตร!  การที่จะปรารถนาซึ่งพระพุทธภูมินั้น ย่อมเป็นการยากยิ่งนัก ที่บุคคลจะทำสำเร็จได้ ถ้าพระองค์ใคร่จะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จงค่อยสดับความอุปมาดังนี้ คือ ในเมื่อห้วงจักรวาลอันกว้างลึกสุดที่จะประมาณเต็มไปด้วยภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟโพลงอยู่ไม่รู้ดับ และมีพื้นเบื้องต่ำตามระหว่างข้างซอกแห่งภูเขานั้น เต็มไปด้วยน้ำทองแดงที่ร้อนแรงจนเหลวละลายไหลคว้างดูดุจกุมภีนรก ผู้ใดมีน้ำใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยวสามารถที่จะว่ายน้ำทองแดงไปได้ด้วยกำลังแขนของตนจนตลอดถึงฟากจักรวาลโน้นได้โดยมิได้อาลัยถึงเลือดเนื้อร่างกายและชีวิต ผู้มีน้ำใจเห็นองอาจปานนี้ จึงจะทำตนให้ถึงพุทธภาวะความเป็นพระพุทธเจ้าได้ นี่แหละมหาบพิตร พระพุทธภูมิสำเร็จได้โดยยากดังกล่าวมานี้ ขอจงทราบไว้ในพระทัยเถิด”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระบาทจะสู้ก้มหน้าว่ายข้ามแม่น้ำทองแดงร้อนนั้นไปให้ได้”

สมเด็จพระปุราณศรีศากยมุนีได้ทรงสดับดังนั้น ก็ทรงทราบด้วยพระสัพพัญญุตญาณว่า ปณิธานของพระบรมจักรพรรดิพุทธางกูรโพธิสัตว์นี้จักสำเร็จได้ นานไปอีกสิบสองอสงไขยกับเศษแสนมหากัปจักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า “พระศรีศากยมุนีโคดม” เสมอด้วยนามเราตถาคตนี้ เมื่อพระองค์ทรงทราบดังนั้น จึงทรงมีพระพุทธฏีกาดำรัส เป็นพระโอวาทว่า

“ดูกรมหาบพิตร!  ถ้าพระองค์มีพระราชประสงค์ซึ่งพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้ว จงทรงบำเพ็ญพระบารมี ๓๐ ให้ครบถ้วนบริบูรณ์เถิด”

เมื่อพระองค์ท่านได้ทรงฟังพระพุทธฏีกาดังนั้น ก็เกิดความปิติล้นพ้น พระโพธิสัตว์เจ้าจึงต้องสร้างพระบารมีตอนที่ทรงเปล่งพระวาจาปรารถนาพระพุทธภูมิต่อพระพักตร์แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์อีกมากมาย เป็นเวลานานถึง ๙ อสงไขย

แสดงความคิดเห็น
เว็บไซต์พุทธะ
คำว่า “พุทธะ” นอกจากจะหมายถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยังหมายถึง การเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยการปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

แสดงความเห็น