ปฐมบทเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

การสร้างพระบารมีตอนปลาย

การสร้างพระบารมีตอนปลายของพระโพธิสัตว์เจ้านั้น พระองค์ยังทรงต้องสร้างพระบารมีเป็นเวลาอีก ๔ อสงไขยกับเศษอีกหนึ่งแสนมหากัป ซึ่งการสร้างพระบารมีตอนปลายนี้พระโพธิสัตว์เจ้าได้ทรงพบกับพระพุทธเจ้าและได้รับคำพยากรณ์จากสำนักของสมเด็จพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่พระองค์ได้ทรงพบดังนี้

  1. สมเด็จพระมิ่งมงกุฎตัณหังกรพุทธเจ้า
  2. สมเด็จพระมิ่งมงกุฎเมธังกรพุทธเจ้า
  3. สมเด็จพระมิ่งมงกุฎสรณังกรพุทธเจ้า
  4. สมเด็จพระมิ่งมงกุฎทีปังกรพุทธเจ้า

ในพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์แรกนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าของเราได้เกิดและพบทุกพระองค์ แต่เนื่องจากพระบารมียังไม่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ดีจึงยังไม่ได้รับคำพยากรณ์ยืนยัน แต่ในสมัยของสมเด็จพระมิ่งมงกุฎสรรเพชญทีปังกรพุทธเจ้านั้น พระโพธิสัตว์เจ้าได้จุติมาเกิดเป็นพราหมณ์มาณพหนุ่มนามว่า “สุเมธพราหมณ์” หรือ “สุเมธดาบส”

ภาพประกอบจาก teenza
ภาพประกอบจาก teenza

สุเมธพราหมณ์

“สุเมธพราหมณ์” เป็นผู้มีทรัพย์มหาศาลหลายโกฏิ และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในเชิงมนต์ รู้แจ้งในไตรเพทางคศาสตร์ ซึ่งวันหนึ่งนั่งอยู่ในห้องทีสงัดรโหฐาน ก็รำพึงขึ้นด้วยปัญญาว่า

“ขึ้นชื่อว่า การก่อภพ กำเนิดเกิดเป็นรูปกายขึ้นใหม่นี้ ย่อมมีกองทุกข์ท่วมท้นหฤทัยเที่ยงแท้ อนึ่งแม้เมื่อชีพแตกกายทำลายลง ก็เป็นทุกข์ถึงที่สุดยิ่งกว่าทุกข์ทั้งปวง การก่อภพชาติใหม่เป็นทุกข์ใหญ่หลวง เพราะก่อชาติกำเนิด ชาติก่อให้เกิดชรา ชราก่อให้เกิดพยาธิมรณะ เมื่อชาติ ชรา พยาธิ มรณะ มีขึ้นมาได้แล้ว ความเกิด ความแก่ ความเจ็บความตาย ย่อมมีเป็นแน่แท้ ควรที่เราจะแสวงหาความดับชาติ ชรา พยาธิ มรณะนั้น ให้จงได้ พึงหาทางออก ไม่เกิดเสียเลยจะดีกว่า”

เมื่อคิดทบทวนมากมายเพียงนั้น ก็ตัดสินใจเปิดคลังสมบัติของตนแล้วก็บริจาคทรัพย์ทั้งหมดนั้นให้แก่ยาจกวณิพก คนยากจนทั้งหลายจนหมดสิ้นแล้วก็ออกไปสร้างอาศรมศาลาเป็นที่พัก เปลื้องผ้าเนื้อดีที่ครองออกแล้วนุ่งผ้าย้อมฝาดออกบวชเป็นพระดาบสชื่อ “สุเมธดาบส” ต่อมาก็ละทิ้งอาศรมศาลานั้นเพราะรู้ว่ายังทำให้เกิดห่วงใย เข้าไปอยู่ในป่าลึกอาศัยร่มไม้บำเพ็ญพรตมีจิตมุ่งมั่นปฏิบัติโดยทางกสิณานุโยค ไม่นานก็ได้บรรลุอภิญญาสมาบัติ

พระสุเมธดาบส ดำรงอยู่ในฌานสมาบัติจนเพลิดเพลิน โดยหารู้ไม่ว่ากาลบัดนั้น “สมเด็จพระมิ่งมงกุฎทีปังกรพุทธเจ้า” ได้มาตรัสรู้แล้วในโลก เพราะโดยวิสัยของผู้ได้ฌานสมาบัติย่อมรู้เห็นซึ่งนิมิตในกาลทั้ง ๔ ก่อน คือ

  • กาลเมื่อผู้ที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาปฏิสนธิ ๑
  • กาลเมื่อพระองค์ประสูติจากพระครรภ์ ๑
  • กาลเมื่อได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ๑
  • กาลเมื่อทรงประทานพระธรรมจักรปฐมเทศนา ๑

ซึ่งสุเมธดาบสมิได้รู้ในกาลสำคัญนี้เพราะเจริญอยู่ในฌานสมาบัติจึงมิได้ใฝ่ใจรู้เห็นซึ่งเหตุอื่นใดเลย

ในลำดับนั้น พระสุเมธดาบส ได้เหาะเหินขึ้นไปบนอากาศด้วยฤทธิ์แห่งตนก็ได้มองเห็นมหาชนจำนวนมหาศาลได้ช่วยกันถากถางถนนหนทางเป็นการโกลาหลอลม่านไปหมด เพื่อเตรียมการต้อนรับการเสด็จมาของสมเด็จพระทีปังกรพุทธเจ้า  พระสุเมธดาบสเห็นดังนั้นก็ได้ลงไปไต่ถามก็ได้คำตอบว่า “สมเด็จพระทีปังกรพุทธเจ้า” ได้มาอุบัติตรัสรู้แล้วและจะพาเหล่าพระสงฆ์อริยะสาวกเสด็จดำเนินผ่านมาทางเมืองนี้ เหล่าประชาชนต่างก็ช่วยกันถากถางถนนหนทางถวายเพื่อรับเสด็จ พระสุเมธดาบสจึงคิดคำนึงด้วยความปิติล้นพ้นที่จะได้มีโอกาสทำหนทางบ้างจึงได้ขอทำหนทางถวาย ฝ่ายมหาชนเมื่อเห็นว่าพระสุเมธดาบสนั้นเป็นพระฤาษีผู้มีฤทธิ์เหาะมากลางอากาศได้เช่นนั้น ก็ชี้ให้ไปทำทางทีแสนยากเพราะเป็นโคลนเลน ท่านขนดินถมโคลนเลนอยู่นานหลายเพลายังไม่เสร็จดี สมเด็จพระทีปังกรพุทธเจ้าพร้อมด้วยเหล่าพระอริยะสงฆ์สาวกก็เสด็จมาถึง ซึ่งในกาลนั้น พระสุเมธดาบสก็มีจิตเบิกบานอธิษฐานอุทิศชีวิตถวายแด่ พระพุทธองค์ จึงปลดเปลื้องชฏาสยายเกสาลง ลาดผ้าปูลงกับพื้นดินโคลนที่ยังถมไม่ทันเสร็จ ใช้หนังเสือรองลงไป แล้วทอดกายนอนคว่ำหน้าลงกับพื้นถนนที่ยังถมขาดอยู่ พลันตั้งจิตอธิษฐานว่า

“ขออาราธนาพระพุทธองค์ จงทรงพระมหากรุณา พาพระขีณาสาวกสงฆ์ทั้งหลาย เสด็จทางย่างพระบาทดำเนินไปบนกายแห่งข้าพระบาทนี้เถิดจะได้เกิดเป็นหิตานุหิต ประโยชน์แก่ข้าพระบาท พระองค์อย่าได้ย่างพระบาทหลีกลงเลียบลุยเลนเหลวนี้เลย”

ครานั้น สมเด็จพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเสด็จมาถึง จึงเสด็จสถิตอยู่ ณ เบื้องเศียรเกล้าแห่งพระสุเมธดาบสฤาษีนั้น ครั้นทรงพิจารณาดูด้วยพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ก็พลันมีพระพุทธฏีกา ตรัสแก่ชาวประชาพุทธบริษัททั้งหลายในที่นั้นว่า

“ถ้าท่านทั้งหลาย แคล้วคลาดจากอมตธรรม ไม่ได้บรรลุมรรคผลธรรมวิเศษในศาสนาของเรานี้แล้ว และยังต้องท่องเที่ยวอยู่ในภพสงสารนานไปในอนาคตกาลเบื้องหน้า ก็จงปรารถนาให้ได้บรรลุในศาสนาของดาบสนี้เถิด ต่อไป ดาบสผู้นี้ จักได้อุบัติตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในโลก ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดม” ในระยะเวลาอีก ๔ อสงไขยกับหนึ่งแสนมหากัป นับแต่กัปนี้เป็นต้นไป ในกรณีนี้ย่อมเปรียบเหมือนบุรุษที่ว่ายข้ามมหานทีถึงจะคลาดเคลื่อนจากท่าเหนือนี้ข้ามขึ้นไม่ได้แล้วไซร้  ก็คงจะข้ามขึ้นจากท้องนทีได้ ณ ท่าน้ำต่ำลงไปอีกเป็นแน่แท้ฉันใด เมื่อท่านทั้งหลาย แม้คลาดจากศาสนาของเรานี้แล้วหากมีวาสนาก็คงจะได้สำเร็จในศาสนาของพระพุทธางกูรเจ้าดาบสนี้ ในอนาคตกาลฉะนั้น”

แสดงความคิดเห็น
เว็บไซต์พุทธะ
คำว่า “พุทธะ” นอกจากจะหมายถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยังหมายถึง การเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยการปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

แสดงความเห็น