ปฐมบทเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

พระญาติฝ่ายพระพุทธบิดาและพระพุทธมารดา

ตระกูลศากยวงศ์ แห่ง กรุงกบิลพัสดุ์ กับ ตระกูลโกลิยวงศ์ แห่ง กรุงเทวทหะ เป็นเครือญาติเกี่ยวดองกันโดยสายเลือดด้วยสืบสายมาจากต้นตระกูลเดียวกัน คือ จากพระเจ้าโอกากราช มาตามลำดับ จนถึงพระเจ้าชยเสนะ

ทางฝ่ายศากยวงศ์ พระเจ้าชยเสนะ มีพระราชบุตรและพระราชบุตรีรวม ๒ พระองค์ คือ

  1. พระเจ้าสีหนุ
  2. พระนางเจ้ายโสธรา

ส่วนทางโกลิยวงศ์ กษัตริย์ผู้ปกครองซึ่งไม่ปรากฏพระนามมีพระราชบุตรและพระราชบุตรีรวม ๒ พระองค์เช่นกัน คือ

  1. พระเจ้าอัญชนะ
  2. พระนางกัญจนา

ต่อมาพระเจ้าสีหนุ (ศากยวงศ์) กับ พระนางกัญจนา (โกสิยวงศ์) โดยอภิเษกสมรสกัน มีพระราชบุตรและพระราชบุตรีรวม ๗ พระองค์ คือ

  1. พระเจ้าสุทโธทนะ
  2. พระเจ้าสุกโกทนะ
  3. พระเจ้าอมิโตทนะ
  4. พระเจ้าโธโตทนะ
  5. พระเจ้าฆนิโตทนะ
  6. พระนางปมิตา
  7. พระนางเจ้าอมิตา

และ พระเจ้าอัญชนะ (โกสิยวงศ์) กับ พระนางเจ้ายโสธรา (ศากยวงศ์) ได้อภิเษกสมรสกัน มีพระราชบุตรและพระราชบุตรีรวม ๔ พระองค์ คือ

  1. พระเจ้าสุปปพุทธะ
  2. พระเจ้าทัณฑปาณิ
  3. พระนางเจ้ามายาเทวี (สิริมหามายาเทวี)
  4. พระนางเจ้าปชาบดี (โคตมี)

ในชั้นต่อมา พระเจ้าสุทโธทนะ (ศากยวงศ์) กับ พระนางสิริมหามายาเทวี (โกลิยวงศ์) ได้อภิเษกสมรสกัน มีพระราชบุตรเพียง ๑ พระองค์ คือ

  1. เจ้าชายสิทธัตถะ

ครั้นเมื่อประสูติพระราชกุมารได้ ๗ วัน พระนางสิริมหามายาเทวีก็เสด็จทิวงคต พระเจ้าสุทโธทนะ จึงอภิเษกสมรสกับ พระนางเจ้าปชาบดี (โคตมี) และมีพระราชบุตรและพระราชธิดาอีกรวม ๒ พระองค์ คือ

  1. เจ้าชายนันทะ (พระนันทะ)
  2. เจ้าหญิงรูปนันทา (พระรูปนันทาเถรี)

พระเจ้าสุปปพุทธะ (โกลิยวงศ์) ได้อภิเษกสมรสกับพระนางเจ้าอมิตา (ศากยวงศ์) มีพระราชบุตรและพระราชบุตรีรวม ๒ พระองค์ คือ

  1. เจ้าชายเทวทัต (พระเทวทัต)
  2. พระนางพิมพา หรือ ยโสธรา

พระเจ้าสุกโกทนะ (ศากยวงศ์) กับ นางกีสาโคตมี มีพระราชโอรส คือ

  1. เจ้าชายอานนท์ (พระอานนท์เถระพุทธอุปัฏฐาก)

พระเจ้าอมิโตทนะ (ศากยวงศ์) มีพระราชบุตรและพระราชบุตรีรวม ๓ พระองค์ คือ

  1. เจ้าชายมหานามะ
  2. เจ้าชายอนุรุทธะ (พระอนุรุทธะเถระ)
  3. เจ้าหญิงโรหิณี

ในลำดับชั้นต่อมาเจ้าชายสิทธัตถะ (ศากยวงศ์) ได้อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา (โกลิยวงศ์) มีพระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวคือ

  1. เจ้าชายราหุล (พระราหุล)

พระเจ้ามหานามะ (ศากยวงศ์) มีพระธิดากับนางทาสีคือ

  1. พระนางวาสภขัตติยา

ต่อมา พระนางวาสภัขัตติยา ได้เป็นพระมเหสีของ พระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์แห่งเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล และมีพระราชโอรส (ซึ่งถือเป็นจัณฑาล เพราะพระบิดากับพระมารดาต่างวรรณะกัน) คือ

  1. เจ้าชายวิฑูฑภะ

และเพราะความถือตัวจัดนี้เอง ที่ทำให้กรุงกบิลพัสดุด์ถูกทำลายอย่างย่อยยับ ด้วยอำนาจของพระเจ้าวิฑูฑภะ โอรสพระเจ้าปเสนทิโกศลแห่งสาวัตถี ซึ่งพระเจ้าวิฑูฑภะเองก็เป็นพระนัดดาของพระเจ้ามหานามแห่งกรุงกบิลพัสดุ์นั้นเอง

พระองค์ถูกเหยียดหยามจากพระญาติ ถึงขนาดเอาน้ำนมชำระล้างสถานที่ทุกแห่งที่พระองค์ประทับในกรุงกบิลพัสดุ์คราวเสด็จเยี่ยมพระญาติ โดยพวกศากยะกรุงกบิลพัสดุ์รังเกียจว่า พระมารดาของพระองค์ไม่ใช่คนวรรณะกษัตริย์ แต่เป็นทาสีซึ่งเป็นคนละวรรณกับพวกตน นี่คือชนวนของการทำลายล้างกรุงกบิลพัสดุ์ในเวลาต่อมา

ในทัศนะของคนเนปาลเอง ทุกคนเชื่อเต็มเปี่ยมว่าพระพุทธเจ้าเป็นชายเนปาล ไม่ใช่อินเดียเพราะพระองค์เกิดในฝั่งเนปาลไม่ใช่อินเดีย ซึ่งเป็นความจริงอยู่ไม่น้อยเพราะว่าสถานที่ประสูติ คือ ลุมพินี และกบิลพัสดุ์ก็ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่ในฝั่งเนปาล ซึ่งแต่ก่อนนั้นคำว่า อินเดีย เนปาล ยังไม่มีการแบ่งแยกเป็นประเทศดังปัจจุบัน มีแต่คำว่า ชมพูทวีป

แสดงความคิดเห็น
เว็บไซต์พุทธะ
คำว่า “พุทธะ” นอกจากจะหมายถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยังหมายถึง การเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยการปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

แสดงความเห็น