พระเจ้าสิบชาติ - พระมโหสถ

ปัญญามีอยู่กับใคร ผู้นั้นย่อมจะเอาตัวรอดได้ในทุกกรณี และเป็นเครื่องส่งเสริมตัวเองให้เด่นกลายเป็นอัจฉริยะไป แต่ถ้าเอาไปใช้ในทางชั่ว ปัญญานั้นจะกลายเป็นดาบที่เชือดเฉือนตัวเองไป เพราะฉะนั้นปัญญาจึงมีลักษณะเป็นดาบสองคมที่จะใช้ให้ดีก็ได้ ถ้าจะใช้ให้ชั่วก็ใช้ในทางชั่ว นี่เเหละคือคติของปัญญา โปรดอ่านเรื่องปัญญาสืบต่อไป

ในกาลที่ล่วงมาแล้วนมนาน พระเจ้าวิเทหะได้เสวยราชสมบัติในเมืองมิถิลา ท้าวเธอมีบัณฑิตประจำสำนักถึง ๔ คน มีนามว่า เสนกะ ปุกกุสะ กามินทะ และเทวินทะ

วันหนึ่งพระเจ้าวิเทหะทรงพระสุบินว่า ในที่มุมของพระลาน มีกองไฟใหญ่ลุกขึ้นรุ่งโรจน์โชตนาการอยู่มุมละกอง และตรงกลางพระลานมีกองไฟเล็กนิดเดียวค่อย ๆ โตขึ้น ๆ จนใหญ่กว่ากองไฟทั้ง ๔ นั้น และสว่างจ้าไปหมดทั้งบริเวณ สามารถจะมองเห็นแม้แต่สิ่งเล็ก ๆ ได้ ประชาชนพากันเอาดอกไม้ธูปเทียนมาบูชากองไฟนั้น และเที่ยวเดินไปมาอยู่ระหว่างกองไฟนั้น โดยไม่รู้สึกว่าจะร้อนเลย ส่วนพระองค์นั้นในพระสุบินว่ากลัวเสียเหลือเกิน จนกระทั่งตกพระทัยตื่น

เมื่อทรงลุกจากแท่นบรรทมก็ยังทรงนึกอยู่ว่า “น่ากลัว! น่ากลัว! จะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเราและราชอาณาจักรเป็นประการใดบ้าง”

จนกระทั่งถึงเวลาเสด็จออกขุนนาง ทรงประพาสราชกิจเรียบร้อยแล้ว จึงได้ตรัสกับบัณฑิตประจำราชสำนักทั้ง ๔ คนว่า

“ท่านอาจารย์ เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ฝันไม่ค่อยดีเลย”

“พระองค์พระสุบินอย่างไรพระเจ้าค่ะ”

ท่านนักปราชญ์ทั้ง ๔ คน ถามขึ้นเกือบพร้อมกัน

“ข้าพเจ้าฝันว่า มีกองเพลิงอยู่ ๔ กอง ในมุมพระลานมุมละกอง มีกองไฟเล็กนิดเดียวอยู่ตรงกลาง และกองไฟนั้นใหญ่ขึ้น ๆ ส่องแสงสว่างไปทั่วจักรวาล พวกประชาชนพลเมืองพากันวิ่งอยู่ในกองไฟนั้นโดยไม่รู้สึกร้อนเลย ข้าพเจ้าเองกลัวจนเหงื่อแตกไปหมด ท่านอาจารย์ลองพิจารณาดูทีหรือว่าจะเป็นอย่างไร จะมีอันตรายกับตัวข้าพเจ้าหรืออาณาจักรบ้างหรือไม่”

อาจารย์ทั้ง ๔ นั่งคิดอยู่ครู่แล้วหันหน้าเข้าปรึกษากัน ชั่วครู่เสนกะก็หันมากราบทูลจอมวิเทหะรัฐว่า

“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า สุบินนิมิตเป็นนิมิตที่ดี จะไม่มีภัยอันตรายใด ๆ เลย ทั้งพระองค์และพระอาณาจักรพระเจ้าค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้นมันหมายถึงอะไรกันล่ะ ท่านอาจารย์” ทรงชักต่อไป

“พระสุบินของพระองค์บอกเหตุสังหรณ์ที่ดีว่า ต่อไปจะมีคนดีเกิดในราชอาณาจักรของพระองค์ ข้อที่พระองค์ทรงสุบินว่ามีกองไฟ ๔ กองนั้น ได้แก่พวกข้าพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ คนนี่เอง และที่ว่ากองไฟเล็กเกิดขึ้นท่ามกลางนั้น คือจะมีบัณฑิตเกิดขึ้นในแว่นแคว้นของพระองค์ และบัณฑิตนั้นจะมีปัญญาแก้ไขความเดือนร้อนแก่ประชากรทุกถ้วนหน้า จะมีวาสนาบารมีสติปัญญารุ่งโรจน์กว่าพวกข้าพระพุทธเจ้าอีกเหลือล้นพ้นประมาณพระเจ้าค่ะ”

“เออ... ถ้ายังนั้น เวลานี้บัณฑิตนั้นอยู่ที่ใดเล่า”

“ขอเดชะ อาญาไม่พ้นเกล้า ขณะนี้ถ้าบัณฑิตนั้นไม่ออกจากครรภ์ก็ต้องจุติเข้าสู่ครรภ์มารดาแน่นอน พระเจ้าค่ะ”

“เอาล่ะท่านอาจารรย์ ข้าพเจ้าจะให้เขาสืบดูว่าบัณฑิตผู้นั้นเกิดหรือยัง ถ้าเมื่อเกิดแล้ว จะได้นำตัวเข้ามาบำรุงเลี้ยงไว้ในพระราชวัง”

ปฐมวัย

กาลล่วงผ่านไป ๑๐ เดือน มโหสถบัณฑิตคลอดจากครรภ์มารดา ในบ้านทางทิศตะวันออกของเมืองมิถิลา ในเวลาคลอดมือถือแท่งยาออกมาแท่งหนึ่ง เศรษฐีผู้เป็นบิดาปวดศรีษะมาถึง ๗ ปี ใช้ยานี้รักษาก็หายเป็นปลิดทิ้งไปเลย

ประชาชนทราบข่าวก็พากันมาขอยาวิเศษเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บก็หายเป็นปลิดทิ้ง ไม่เหมือนน้ำในสระโกสินารายณ์

เพราะมียารักษาประชาชนนี่เอง เวลาตั้งชื่อจึงได้ขนานนามว่า มโหสถ

เศรษฐีผู้บิดาได้ให้สืบถามว่ามีเด็กเกิดในวันเดียวกับมโหสถมีบ้างไหม ก็ได้กุมารตั้งพันในหมู่บ้านนั้น เศรษฐีศิริวัฒกะผู้บิดาก็ให้อุปถัมภ์เลี้ยงดูกุมารเหล่านั้นเป็นอันดีเพื่อเอาไว้เป็นเพื่อนเล่นของเจ้ามโหสถ จัดหานางนมให้กุมารทั้งพันเหล่านั้น

นับตั้งแต่นั้นมา เจ้ามโหสถก็ได้เพื่อนเล่นที่รุ่นราวคราวเดียวกันถึงพันคน เวลาก็ล่วงมาถึง ๗ ปี

สร้างศาลา

เมื่อเจ้ามโหสถมีอายุได้ ๗ ปี ได้พาเพื่อนออกไปเล่นอยู่ในลานที่เล่นของพวกเด็ก ๆ ได้เกิดเห็นความไม่สะดวกนานาประการ ขณะกำลังเล่นกันอยู่เกิดฝนตก เด็ก ๆ ก็พากันวิ่งหนีฝนไปเข้าร่มไม้ชายคา เด็กนับพันก็ชนกันหกล้มหกลุก แข้งขาถลอกปอกเปิก หัวโน หน้าตาฟกช้ำดำเขียว แต่สำหรับเจ้ามโหสถอาศัยที่กำลังดีกว่าเด็กเหล่านั้น ก็วิ่งเข้าหลบฝนได้เสมอ โดยไม่ต้องไปชนกับใครถึงต้องบาดเจ็บไปเช่นเขาเหล่านั้น จึงมาคิดจะหาวิธีที่เด็กเหล่านั้นจะไม่ต้องบาดเจ็บ

ถ้าสร้างศาลาเป็นที่พักสำหรับพวกเด็กเหล่านี้เห็นจะดีเป็นแน่

จึงประกาศให้เด็กเหล่านั้นทุก ๆ คนนำทรัพย์มาให้เขาคนละ ๔ บาท เขาจะจ้างช่างมาทำศาลาสำหรับเป็นที่พักในสนามเล่น

ครั้นพวกเด็กนำเงินมาให้แล้ว ได้เงินทั้งหมด ๔,๐๐๐ บาทเศษ ก็ไปจัดช่างมาเพื่อจะให้สร้าง

นายช่างรับสร้างแล้วก็เริ่มปรับพื้นที่ให้เรียบ แล้วจึงขึงเชือกเพื่อจะกะผัง เจ้ามโหสถเองต้องเป็นคนบัญชาการงานเพราะไม่พอใจช่าง และยังแถมกำชับนายช่างให้ทำเป็นห้องในศาลานั้นด้วยกันถึง ๔ ห้อง ห้องสำหรับคลอดลูกของคนยากจน ๑ ห้อง สำหรับสมณพราหมณ์มาพัก ๑ ห้อง สำหรับคนเดินทางที่ผ่านไปมา ๑ ห้อง สำหรับพ่อค้าซึ่งมีที่สำหรับเก็บสินค้า ๑ ห้อง และให้มีที่สำหรับทารกพันคนจะพักเวลาร้อนจัดหรือฝนตก นายช่างก็ทำให้ตามความประสงค์ เมื่อศาลาสำเร็จก็ให้ช่างเขียน เขียนจิตรกรรมในศาลานั้นอย่างงดงาม

มิใช่แต่จะสร้างศาลาเท่านั้น เพราะบริเวณที่เล่นยังอยู่อีกกว้างขวาง เห็นว่าคนเดินทางเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามากระหายหิวเพราะความร้อน จึงให้เขาขุดสระปลูกปทุมชาติต่างชนิดในสระนั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเจ้ามโหสถเป็นผู้บัญชาการทั้งสิ้น

คำโบราณที่ว่า “คบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง” อันเป็นเครื่องแสดงว่าไม่ดี เพราะเด็ก ๆ ก็จะเอาแต่เล่น ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ส่วนคนหัวล้านเล่ามักจะใจไม่ค่อยใหญ่ ส่วนมากมักจะพอกับผมบนหัวของตัวเอง เพราะฉะนั้นจะทำการใหญ่ต้องหนักแน่นอย่าเอาแต่อารมณ์ มิฉะนั้นบ้านก็จะต้องค้าง เมืองก็จะคงหาสำเร็จไม่ได้

แต่เจ้ามโหสถกลับทำลายคำโบราณนี้ไปได้อย่างง่ายดาย เพราะเขาบัญชางานเองจนสำเร็จทุกอย่างทุกประการ แต่คนชนิดนี้จะมี ๑๐๐ ต่อหนึ่ง หรือ ๑,๐๐๐ ต่อ ๑ ก็เห็นจะหายาก

นับแต่นั้นมาเด็ก ๆ ก็ไม่ต้องหกล้มหกลุกเพราะวิ่งหนีฝน และผู้คนที่ผ่านไปมาก็ได้อาศัยที่ศาลาของเจ้ามโหสถ ได้อาศัยอาบกินน้ำใสในสระก็เลยสรรเสริญเจ้ามโหสถ พร้อมกับให้ศีลให้พร

“ลูกท่านเศรษฐีดีจริง ให้ความสุขแก่คนทั้งปวง ขอให้มีความสุขความเจริญเถิด”

และมิใช่แต่เท่านั้น เจ้ามโหสถอายุเพียง ๗ ขวบ แต่ก็สามารถวินิจฉัยข้อต่าง ๆ ได้โดยไม่ผิดพลาดให้เสียความยุติธรรม ศาลาหลังนั้นก็เลยกลายเป็นศาลของประชาชนไปโดยปริยาย มีเจ้ามโหสถเป็นผู้พิพากษา กิตติศัพท์อันนี้ก็เลื่องลือในไปที่ต่าง ๆ

เมื่อล่วง ๗ ปีไป พระเจ้าวิเทหะทรงคิดได้ถึงสุบินนิมิตของพระองค์ และคำพยากรณ์ของนักปราชญ์ประจำราชสำนักทั้ง ๔ ท่าน ก็ได้ทรงส่งคนออกไปตรวจดูทั้ง ๔ ทิศ ว่าจะมีผู้ใดมีลักษณะที่จะเป็นบัณฑิตตามนิมิตของพระองค์ได้

อำมาตย์ ๔ คน ถูกใช้ออกไปตรวจดูทั้ง ๔ ทิศของเมือง ต่างคนก็แยกย้ายกันไปคนละทิศ คนหนึ่งไปทิศตะวันออก คนหนึ่งไปทิศตะวันตก คนหนึ่งไปทิศเหนือ และอีกคนหนึ่งไปทิศใต้

คนไปทางอื่นนอกจากทิศตะวันออก ไม่พบอะไรที่เป็นเครื่องส่อให้เห็นว่าจะมีนักปราชญ์เกิดขึ้นเลย

ส่วนคนที่ไปทางทิศตะวันออก เมื่อเข้าไปถึงหมู่บ้านของศิริวัฒกะเศรษฐีผู้บิดาของเจ้ามโหสถ ได้เห็นศาลาและสระที่เจ้ามโหสถทำไว้ ตลอดจนได้ฟังกิตติศัพท์ของเจ้ามโหสถ ก็นำสิ่งที่ตนได้เห็นและได้ฟังไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหราช ซึ่งพระองค์ก็เห็นว่าคงเป็นนักปราชญ์แน่แล้ว แต่เมื่อตรัสถามเสนกะก็กลับได้รับคำตอบว่า

“ขอเดชะ อย่าเพิ่งด่วนลงพระทัยก่อน เพราะการสร้างศาลาเท่านั้นจะจัดว่าเป็นนักปราชญ์ไม่ได้”

ทั้งนี้เพราะมิใช่อะไร เพราะเสนกะเกรงว่าลาภยศที่ตนได้นั้นจะลดน้อยลงไป หรืออาจจะไม่ได้เลยเพราะปราชญ์คนใหม่เข้ามาแทนที่ตน

“ขอให้พระองค์ทรงพิจารณาต่อไปอีกสักหน่อย เพราะช้า ๆ ได้พร้าสองเล่มงามพระเจ้าค่ะ”

เรื่องก็เป็นอันหมดลง พระเจ้าวิเทหะยังไม่ทรงรับเจ้ามโหสถมา แต่ก็ได้ส่งคนออกไปสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว

เรื่องเนี้อ

วันหนึ่งเจ้ามโหสถกำลังเล่นอยู่ในสนามกับเด็ก ๆ ด้วยกัน เผอิญเหยี่ยวตัวหนึ่งโฉบชิ้นเนื้อที่เขาวางไว้ที่เขียงแล้วบินผ่านมา

ด้วยความคะนองเด็ก ๆ ก็อยากได้เนื้อนั้น แม้ว่าจะทำอะไรไม่ได้ ก็พากันโห่ร้องวิ่งตามเหยี่ยวหกล้มหกลุกไปตาม ๆ กัน ได้แผลแต่ไม่ได้เนื้อ ได้แต่ความฟกช้ำดำเขียว หัวโน แขนเคล็ดไปตาม ๆ กัน

เจ้ามโหสถจึงได้ไล่เหยี่ยวไปด้วยกำลังเร็ว และตวาดเสียงดัง เหยี่ยวตกใจก็เลยปล่อยชิ้นเนื้อลงมา เด็ก ๆ พากันชอบอกชอบใจ

ราชบุรุษก็เอาความเป็นไป ไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหราช ได้ถูกเสนกะคัดค้านอย่างเดิมอีก จึงได้แต่ให้ราชบุรุษสะกดรอยคอยดูเหตุการณ์ต่อไปอีก

เรื่องวัว

ชายชาวนานำโคไปเลี้ยงในทุ่งนา ปล่อยให้โคกินหญ้าตามสบายใจ ตัวเองหลบเข้ามานอนอยู่ใต้ร่มไม้ เผอิญหลับไป

ชายคนหนึ่งเดินมาพบโคไม่ไม่มีเจ้าของกำลังกินหญ้าอยู่ ก็จูงโคออกเดินไป ชายชาวนาลุกขึ้นมาไม่เห็นโคก็ออกเดินตามพบโจรนั้นกำลังจูงโคไปอยู่ จึงเข้ายื้อแย่งและว่าเป็นของตน แต่โจรไม่ยินยอมให้ อ้างว่าเป็นของตนเหมือนกัน ต่างคนก็ยื้อแย่งและทุ่มเถียงกันไปมาไม่เป็นที่ตกลงกันได้

เลยต้องพากันไปหามโหสถ ณ ศาลาเด็กเล่น เพื่อให้ตัดสิน

มโหสถจึงถามชายทั้งสองถึงความเป็นมาของโค ชายเจ้าของกล่าวว่า

“นาย... โคผมซื้อมาจากบ้านโน้น มีคนรู้เห็นเป็นพยาน นำไปไว้ที่บ้านแล้วรุ่งนำไปเลี้ยง เผอิญหลับไป ชายคนนี้จึงมาลักไป”

ชายคนนั้นกล่าวว่า

“นายอย่าไปเชื่อเขา ไม่เป็นความจริงเช่นนั้น เพราะว่าโคตัวนี้เป็นลูกคอกในบ้านของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้ากำลังจะนำมันไปให้เพื่อนต่างบ้านของข้าพเจ้า คนนั้นโกหกนายเสียแล้วล่ะ”

“ท่านทั้งสองที่มาให้เราตัดสินนั้น ท่านจะยอมอยู่ในถ้อยคำของเราล่ะหรือ”

เมื่อทั้งสองได้ให้ถ้อยคำว่าจะอยู่ในถ้อยคำแล้ว จึงให้คนทั้งสองออกไป แล้วเรียกเข้ามาถามทีละคน ครั้งแรกเรียกชายเจ้าของโคเข้ามาถามก่อนว่า

“โคของท่านอ้วนพี ท่านเลี้ยงด้วยอะไรจึงได้อ้วนพีอย่างนี้”

“โอ! นาย ข้าพเจ้าเป็นคนจนจะไปมีอะไรให้โคกินนอกจากหญ้า ตอนเช้าข้าพเจ้าจะนำโคออกมาเลี้ยงให้กินหญ้าอย่างเดียวเท่านั้น”

มโหสถก็ให้ชายเจ้าของออกไป แล้วเรียกคนลักโคมาถาม

“โคตัวนี้มีลักษณะดี อ้วนงามดีเหลือเกิน ท่านคงจะให้อะไรมันกินล่ะสิ จึงได้อ้วนดีอย่างนี้”

“โอ้! นาย ข้าพเจ้าให้โคตัวนี้กินงา กินแป้งและนมสดบ้าง หญ้าบ้าง หลายอย่างด้วยกัน”

เท่านั้นเจ้ามโหสถก็ให้ชายผู้นั้นออกไป แล้วให้คนไปนำเอาใบประยงค์มาผสมกับน้ำ กรอกปากโคเข้า โคก็สำรอกหญ้าออกมา เจ้ามโหสถจึงชี้ให้ประชาชนที่มาฟังดูและว่า

“พวกท่านจงดูว่าโคสำรอกอะไรออกมา”

“มีแต่หญ้าทั้งนั้น” ประชาชนตอบ

มโหสถจึงหันไปถามคนที่ลักโคว่า

“ท่านจะยอมรับหรือไม่ ถ้ามิฉะนั้นจะต้องส่งให้เจ้าหน้าที่จัดการไปตามความผิด”

“ท่านขอรับ กระผมยอมรับผิด อย่าส่งตัวผมให้เจ้าหน้าที่เลยครับ ผมเดินทางผ่านมาเจ้าของนอนหลับอยู่ จึงจูงเอาโคตัวนี้มาเสีย ผมขอคืนให้อย่าเอาโทษกระผมเลย”

มโหสถจึงสั่งสอนให้ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม และปล่อยตัวไป พร้อมกับคืนโคให้เจ้าของไปด้วย

ราชบุรุษได้ติดตามดูพฤติการณ์ตั้งแต่ต้นจนสุดท้าย และได้นำเอาความนั้นไปกราบทูลจอมคนแห่งวิเทหะรัฐ

“ควรจะรับเอาเจ้ามโหสถมาได้หรือยัง”

ทรงตรัสถามเสนกะ

“อย่าเพิ่งก่อนพระเจ้าค่ะ เพราะแสดงปัญญาเพียงเท่านั้น ยังไม่พอจะเป็นบัณฑิตได้ ดูไปก่อนอีกสักหน่อย คำโบราณ ช้าเป็นการนานเป็นคุณพระเจ้าค่ะ”

เมื่อถูกคัดค้านท้าวเธอก็ได้แต่นิ่งอึ้ง และได้สั่งให้ราชบุรุษกลับไปดูเหตุการณ์ต่อไปอีก

เรื่องเครื่องประดับ

หญิงยากจนคนหนึ่งเดินทางมาไกล เหนื่อยเข้าพอมาถึงสระน้ำก็จัดแจงถอดสร้อยคอที่ทำด้วยด้ายถักสีต่าง ๆ ไว้บนผ้าแล้วตัวเองก็ลงไปในสระเพื่อจะลูบตัวและล้างหน้าล้างตา

หญิงรุ่นคนหนึ่งแลเห็นเครื่องประดับนั้นก็เกิดความโลภ อยากได้สร้อยคอถักสายนั้น จึงเดินเข้าไปหยิบดู และถามหญิงเจ้าของว่า

“นี่แน่ะเธอ สร้อยคอของเธอสวยจังเลย ฉันอยากจะทำบ้าง ราคาสักเท่าไหร่นะ”

“ไม่มีค่าดอกค่ะ เพราะมันเป็นด้ายถักสีต่าง ๆ เท่านั้น เหมาะสำหรับคนยากจนเท่านั้นค่ะ”

“แต่ฉันว่ามันสวยดีนะ ฉันอยากจะชมสักหน่อย”

แล้วเอาสร้อยนั้นสวมคอของตนเองแล้วถามว่า

“ดูสิคะ สวยไหมคะ”

“ก็ดีเหมือนกันเหละค่ะ”

“เออ.! สวยจริง ๆ แหละนะ” ว่าเท่านั้นแล้วก็เดินหนีไปเสียเฉย ๆ พร้อมทั้งเอาสร้อยนั้นติดคอไปเสียด้วย

หญิงผู้เป็นเจ้าของตกใจถึงกับอ้าปากค้าง พอได้สติก็ร้องออกมาว่า

“คุณคะ สร้อยคอดิฉันคุณยังไม่ได้คืนมานะคะ”

“สร้อยคออะไรของแก นี่มีแต่ของฉันเท่านั้น ที่สวมอยู่ในคอของฉันนี่เเหละ”

“ไม่ยอม ไม่ยอม คุณจะโกงดิฉันต่อหน้าต่อตาอย่างนี้ไม่ได้”

“ไม่ได้จะทำยังไง เชิญขี่ม้า ๓ ศอก ๔ ศอก ไปบอกกับใครก็ได้ มันของของฉันแท้ ๆ หล่อนจะมาตู่เอาน่ะไม่สำเร็จดอก”

ว่าแล้วก็เดินหนีไป หญิงผู้เป็นเจ้าของขึ้นจากสระวิ่งตามไป พร้อมกับร้อง

“เอาของฉันมา เอาของฉันมา ฉันไม่ให้”

“คนขี้ตู่ หน้าด้าน ของตัวก็อยู่ที่ตัวสิ นี่ของฉันต่างหาก ฉันจะไปล่ะ อย่ามาหน่วงเหนี่ยวไว้นะ”

พร้อมกับเดินหนีไป แต่หญิงคนจนไม่ยอมให้ไปก็ดึงไว้ ประชาชนชาวเขาเผ่ามุงก็ล้อมกันเข้ามาสอบถามเรื่อง เมื่อรู้แล้วก็ไม่สามารถจะจัดการอะไรได้ เพราะต่างก็ไม่มีพยานด้วยกัน

“ไปหามโหสถให้เขาตัดสินให้เถอะ”

เมื่อตกลงกันแล้ว ก็พากันยกขบวนให้ทั้งโจทก์จำเลยเหล่าไทยมุงไทยมองทั้งหลายไปยังศาลาที่เจ้ามโหสถกำลังเล่นอยู่

“พ่อมโหสถมีความมาให้ตัดสินอีกแล้ว”

“เรื่องอะไรกันล่ะ”

“เรื่องมันเกี่ยวกับเครื่องประดับ ซึ่งต่างคนต่างก็ช่วงชิงกรรมสิทธิ์กัน”

“บอกให้โจทก์และจำเลยเข้ามาซิ”

เมื่อโจทก์และจำเลยเข้ามาแล้ว มโหสถจึงถามว่า

“ท่านทั้งสองที่มานี่ ต้องการให้ข้าพเจ้าตัดสินเรื่องนี้ใช่หรือไม่”

“เจ้าค่ะ ดิฉันต้องการเช่นนั้น”

“ท่านทั้งสองจะยอมทำตามคำตัดสินของเราแน่ล่ะหรือ”

“ข้าพเจ้าทั้งสองจะปฏิบัติตามคำตัดสินของท่าน”

“ถ้าเช่นนั้นโจทก์ให้การไปก่อน”

หญิงผู้เป็นโจทก์จึงเล่าความตั้งแต่ตนเดินทางมาจนกระทั่งถอดสร้อยคอด้ายถักวางไว้บนผ้า แล้วลงไปลูบตัวล้างหน้าล้างตาในสระ หญิงจำเลยเดินมาขอดู ตนจึงให้ดู แต่หญิงนั้นไม่ดูเปล่าๆ กลับเอาสวมใส่คอแล้วเดินหนีไปหน้าตาเฉยเสียอีกด้วย ตนจึงขึ้นจากสระวิ่งไล่ตามมาเพื่อจะเอาของ ๆ ตนคืน แต่หญิงจำเลยไม่ให้ อ้างว่าเป็นของตน ไม่ตกลงกันจึงพากันมาหามโหสถนี่แหละ

เมื่อมโหสถฟังโจทก์แล้วก็ถามจำเลยบ้าง

หญิงนั่นก็ให้การว่า ตนมีธุระเดินทางผ่านมาทางสระซึ่งหญิงคนนั้นอยู่ในสระ และไม่ทราบว่าอย่างไรผลุนผลันหญิงคนนั้นก็วิ่งขึ้นมาจะชิงเอาสร้อยคอถักซึ่งนางสวมใส่อยู่ อ้างว่าเป็นของเขา ดิฉันจึงไม่ยอมให้ก็เกิดโต้เถียงกันจนคนแนะนำให้มาหามโหสถ

มโหสถพิจารณาแล้วก็ทราบได้ทันที คนผู้จำเลยฉ้อโกงของเขาจริง ๆ เพราะตามธรรมดาใครจะวิ่งเข้ามาตู่ของ ๆ คนอื่นได้ง่าย ๆ โดยไม่มีเหตุผลอะไร แต่เพื่อจะให้ปรากฏแก่มหาชนทั่วไป มโหสถจึงสั่งให้คนนำเอาอ่างใส่น้ำเข้ามาอ่างหนึ่ง พร้อมกับให้นางจำเลยถอดสร้อยคอนั้นแล้วแช่ลงไปในอ่าง พร้อมกับถามนางว่า

“เครื่องประดับของเธออบด้วยเครื่องหอมอะไร”

นางผู้เป็นจำเลยอึกอัก เพราะไม่รู้จะตอบอย่างไร แต่แล้วก็แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปทีหนึ่ง โดยตอบว่า

“ของข้าพเจ้าอบด้วยกำยาน”

มโหสถจึงหันไปถามผู้เป็นโจทก์บ้าง

“เครื่องประดับของท่านอบด้วยเครื่องหอมอะไร”

ผู้เป็นโจทก์จึงตอบว่า

“ท่านผู้เป็นที่พึ่งของคนยาก ดิฉันเป็นคนจน ไม่สามารถจะหาของหอมอะไรอบได้ ก็ได้แต่เก็บเอาดอกพะยอมมาอบเครื่องประดับนี้”

ดอกพะยอม (Shorea roxburghii G.Don) - ภาพจาก องค์การสวนพฤกษศาสตร์
ดอกพะยอม (Shorea roxburghii G.Don) - ภาพจาก องค์การสวนพฤกษศาสตร์

เมื่อได้ทราบคำของทั้งสองฝ่ายแล้ว มโหสถก็ให้เอาเครื่องประดับขึ้น แล้วเรียกคนที่ชำนาญในการดมกลิ่นเข้าไปพิสูจน์ดูว่าในน้ำที่แช่เครื่องประดับนั้นมีกลิ่นอะไร

ผู้ชำนาญเข้าไปดมแล้วก็หันมาบอกกับมโหสถว่า

“ท่านผู้เจริญในน้ำมีแต่กลิ่นดอกพะยอมเท่านั้น”

มโหสถจึงเรียกนางผู้เป็นจำเลยเข้ามาถามว่า

“เรื่องนี้ท่านจะว่าอย่างไร ถ้าเรื่องนี้ไปถึงเจ้าหน้าที่ ท่านจะต้องลำบาก เพราะเหตุการณ์ทั้งหลายบอกให้ทราบว่าท่านมิได้เป็นเจ้าของเครื่องประดับสายนั้น ท่านจะยอมคืนให้เขาหรือไม่”

ด้วยดวงหน้าซีดเผือดเพราะความละอาย และเสียงสั่นด้วยความกลัวผิด นางผู้เป็นจำเลยยอมรับ คืนและขอโทษอย่าให้มีความผิดอีกเลย

มโหสถจึงคืนสร้อยนั้นให้นางผู้เป็นเจ้าของไป พร้อมกับสั่งสอนให้นางผู้เป็นจำเลยตั้งอยู่ในศีลธรรมแล้วให้แยกทางกันกลับไป

ใครบ้างจะคิดว่าเรื่องยาก ซึ่งหาพยานหลักฐานอะไรมิได้ แต่มโหสถคิดหาทางพิสูจน์ได้ เหตุการณ์เป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองมาตลอดเวลา ใครโง่ ใครฉลาด ใครคด ใครโกง ใครซื่อสัตย์ เหตุการณ์และเวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้

พวกราชบุรุษก็นำความนั้นไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหราช พระองค์จึงตรัสถามเสนกะว่า

“ท่านอาจารย์ มโหสถได้แสดงปัญญาตัดสินความนี้ได้อย่างลึกซึ้ง สมควรนำเข้ามาเลี้ยงดูได้หรือยัง”

เพราะไม่อยากให้ใครดีเกินหน้าตน เสนกะจึงกราบทูลว่า

“ขอเดชะ เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ใคร ๆ ก็ตัดสินได้ อย่าเพิ่งเอามาเป็นเครื่องวัดความเป็นบัณฑิตด้วยสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เลย ดูไปอีกก่อนดีกว่า เวลาเท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีกว่านี้”

เรื่องก็เป็นอันพับไปอย่างธรรมดาๆ นี่แหละ พวกราชบุรุษก็ไปคอยสืบเหตุการณ์พฤติกรรมอยู่ต่อไป

เรื่องกลุ่มด้าย

หญิงคนหนึ่งรักษาไร่ฝ้ายอยู่ ได้เห็นฝ้ายออกดอกแตกขาวโพลนเต็มไปหมด จึงได้เก็บเอามาหีบและชีเข็นทำเป็นด้ายกลุ่ม โดยเอาเม็ดมะพลับทำเป็นแกนสำหรับพัน ได้กลุ่มใหญ่พอประมาณ พอได้เวลากลับบ้านจึงนำเอาด้สยกลุ่มนั้นติดตัวมาด้วย การทำด้ายเป็นเรื่องต้องใช้โอกาสและเวลา จึงมีคนต้องการด้ายกันมาก เมื่อมาถึงสระจึงเปลื้องผ้าห่มออก และเอาด้ายวางไว้ข้างบน แล้วตัวก็ลงไปล้างหน้าล้างตาในสระ

หญิงอีกคนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นด้ายกลุ่ม ก็นึกอยากได้ จึงพูดกับผู้หญิงในสระเป็นเชิงถามว่า

“โอ.! ด้ายนี้งามจริงๆ ท่านทำเองหรืออย่างไร?”

ไม่ใช่แต่พูดอย่างเดียว แถมฉวยเอาด้ายกลุ่มนั้นติดมือไปเสียด้วย

หญิงเจ้าของยังไม่ทันจะตอบ ก็เห็นหญิงคนนั้นเอาด้ายของตัวเองไปก็รีบขึ้นจากสระวิ่งไล่ตาม

“เอาของฉันมา เอาของฉันมา”

นางได้แต่ร้องเช่นนั้น แต่หญิงผู้ลักด้ายกลับหันมาว่า

“ยายบ้า ฉันเอาอะไรของแกมาเล่า”

“ก็ด้ายกลุ่มที่ท่านถืออยู่นั่นแหละ”

“ช่างขี้ตู่เสียจริง ด้ายของฉันแท้ๆ ถ้าเป็นด้ายของแกมันก็น่าจะอยู่กับแก จะมาอยุ่กับฉันได้อย่างไรเล่า”

“ก็ท่านหยิบเอามันมาเดี๋ยวนี้เอง”

“อย่ามาหาเรื่องฉันนะ ฉันไม่อยากจะได้ของใครดอกเข้าใจไว้ คนอย่างฉันจะไม่มีด้ายทีเดียวหรือ”

“เอาของฉันคืนมาเถอะ ไหว้ล่ะ” หญิงเจ้าของพูดพร้อมกับยกมือไหว้

“ธุระอะไรที่ฉันจะไปให้แก ของๆ ฉันแท้ๆ แกหลีกออกไปเสียเถิด อย่ามายุ่งฉันจะไป”

พร้อมกับพูดนางก็ได้ผลักเจ้าของด้ายให้หลีกทาง แต่หญิงเจ้าของด้ายก็ไม่ยอมไป กลับอ้อนวอนขอให้คืนอย่างเดียว

ประชาชนที่ผ่านไปมาเห็นหญิงทั้งสองโต้เถียงกันเช่นนั้น บรรดาไทยมุงไทยมองก็เร่เข้าไปสอบถามได้ความดังนั้น

“เรื่องนี้ต้องให้มโหสถตัดสิน คนอื่นไม่สามารถจะตัดสินได้แน่”

แล้วก็พาหญิงทั้งสองคนไปหามโหสถ ณ ศาลาที่ทำไว้ เมื่อถึงก็บอกกับมโหสถว่า

“พ่อมโหสถ มีเรื่องมาให้พ่อวินิจฉัยอีกแล้ว”

“เรื่องอะไรกันล่ะท่าน”

ชายคนนั้นก็เล่าเรื่องหญิงทั้งสองคนโต้เถียงช่วงชิงกรรมสิทธิ์ด้ายกลุ่ม ซึ่งไม่มีใครจะตัดสินให้ได้

มโหสถจึงเรียกหญิงทั้งสองมาแล้วก็ถามว่า

“ท่านจะยอมให้เราตัดสินแน่แล้วหรือ”

“ฉันยอม”

ทั้งสองคนตอบ

มโหสถจึงแยกคนทั้งสองออกแล้วสอบถามคนละครั้ง ก็ได้ความดังที่กล่าวมาแล้ว

เพื่อจะให้ประชาชนเห็นว่าใครถูกใครผิด ประจักษ์ชัดแก่สายตา จึงให้ประชาชนที่มานั้นประชุมกันแล้วถามนางผู้ลักด้ายว่า

“ด้ายของท่านเอาอะไรเป็นแกนพันไว้ข้างใน”

“เมล็ดฝ้าย”

หญิงนั้นกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน

“ของท่านล่ะข้างในด้ายมีอะไร”

“นาย ของดิฉันเอาเม็ดมะพลับเป็นแกนพันด้ายไว้”

มโหสถจึงได้คลี่ด้ายออกดู ก็ปรากฏว่าข้างในมีเม็ดมะพลับสมคำเจ้าของ จึงถามพวกที่มาประชุมว่า

“พวกท่านควรจะตัดสินอย่างไร ใครเป็นเจ้าของ ใครเป็นคนลักล่ะ”

“คนที่ว่าข้างในมีเม็ดมะพลับเป็นเจ้าของ คนอีกคนหนึ่งเป็นโจร”

นางผู้เป็นโจรก็ยอมคืนด้ายให้กับเจ้าของไป ส่วนตนเองก็ปฏิญาณกับมโหสถว่าจะไม่ประพฤติเช่นนั้นอีก และจะปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรม

มโหสถก็สั่งสอนให้นางรักษาศีล ๕ แล้วก็ปล่อยตัวไป

มหาชนก็พากันให้สาธุการอื้ออึง

มโหสถเป็นบัณฑิตแท้ ตัดสินความได้เรียบร้อยสมกับเป็นผู้มีปัญญา”

ราชบุรุษก็ส่งข่าวไปถึงพระเจ้าวิเทหราช พระองค์จึงตรัสถามเสนกะว่า

“เรื่องนี้ต้องสุดแต่พระองค์พระเจ้าข้า แต่การตัดสินเรื่องด้าย ใครๆก็ตัดสินได้ จะถือว่าเป็นปราชญ์ดูจะยังไงๆอยู่นะพระเจ้าข้า”

“ถ้ายังงั้นก็เห็นจะต้องดูไปก่อน”

“ควรจะเป็นเช่นพระดำริพระเจ้าข้า”

พระเจ้าวิเทหราชจึงสั่งให้ราชบุรุษไปคอยสังเกตการณ์ต่อไป

ข้อพิพาทเรื่องลูก

หญิงเดินทางคนหนึ่งอุ้มลูกผ่านมาทางสระที่มโหสถขุดไว้ ด้วยความร้อนและเหน็ดเหนื่อยในการเดินทางจึงวางลูกไว้ขอบสระ แล้วตนเองก็ลงไปลูบแข้งลูบขาลูบหน้าลูบตา ดื่มน้ำระงับความกระหาย

ยักษิณีตนหนึ่งเดินทางผ่านมาเห็นเด็กอ่อนนั่งอยู่ คิดอยากจะกิน

“เนื้อคงหวานมัน กระดูกกระเดี้ยวคงกรอบดีเป็นแน่”

เมื่อคิดดังนั้นก็เดินไปใกล้เด็ก เห็นแม่กำลังลูบตัวอยู่ในสระ จึงพูดว่า

“พ่อหนูนี่น่ะน่าเกลียดน่าชังจังค่ะ ลูกของเธอหรือ”

“ค่ะ ลูกของดิฉันเอง”

“ฉันจะอุ้มแกสักหน่อยนะ”

“เชิญเถอะค่ะ แกไม่ค่อยจะแปลกหน้าคนนักหรอก”

นางยักษิณีได้โอกาส ก็เลยอุ้มเด็กนั้นขึ้นมาเห่กล่อม แล้วสักครู่ก็ออกเดินไป โดยไม่วางเด็กไว้ด้วย

“คุณคะ คุณจะเอาลูกดิฉันไปไหน”

แต่นางยักษิณีกลับหันมาตะคอกว่า

“อะไร ลูกอะไรของแก ลูกของฉันต่างหาก”

แม่เด็กก็วิ่งตามไปยื้อยุดฉุดไว้ ทั้งสองก็ถกเถียงกันเสียงเอ็ดตะโร ไม่เป็นที่ตกลงกันได้

ประชาชนเห็นเข้าก็ล้อมกลุ่มเข้ามาเช่นเคยตามประเพณีของไทยมุงและไทยมองทั้งหลาย

“อะไรกันล่ะ แม่คุณ”

เสียงผู้ชายคนหนึ่งถามขึ้น

“ลูกของดิฉันเจ้าค่ะ แม่คนนั้นมาขออุ้มแล้วจะลักพาลูกดิฉันไป ดิฉันก็วิ่งติดตามมานี่แหละ”

เสียงแม่เด็กตอบ

“ไม่จริงค่ะ ลูกของดิฉันอุ้มผ่านมาข้างสระ แม่นี่ก็วิ่งขึ้นมาจากสระ อ้างว่าเป็นลูกของเขา ดิฉันจะให้ได้ยังไงคะ ในเมื่อเด็กคนนี้เป็นลูกของดิฉันจริงๆ”

“เห็นจะต้องให้มโหสถตัดสินเสียอีกแล้ว แต่ว่าเจ้าสระนี่มันเกิดเรื่องมาหลายหนแล้ว ควรจะถมเสียได้หรือยัง เดี๋ยวคนอื่นรู้ว่าที่สระนี่มีเรื่องเกิดขึ้นบ่อย จะแห่กันมาดูมืดฟ้ามัวดินอย่างบ่อน้ำทิพย์บ้างล่ะ เรื่องฉกชิงวิ่งราวก็จะตามมาอีกเยอะ หรือว่าไงพวกเรา”

แต่แล้วก็มีเสียงค้านขึ้นว่า

“ความเห็นบ้าๆ ของๆ เขาดีๆ สิว่าไม่ดี คนอื่นมันยุ่งกันเองต่างหาก อย่าไปยุ่งกับสระเลยน่ะ พาแม่สองคนนี้ไปหามโหสถดีกว่า”

“เออ ยังงั้นก็ดี เรื่องสระพูดไปยังงั้นเองแหละ มีน้ำใช้น้ำสอยไม่ดีรึ แต่ปากมันอดพูดไม่ได้เท่านั้นเอง”

แล้วก็พากันห้อมล้อมหญิงสองคนไปหามโหสถยังศาลาที่เล่นของเด็ก

“มีเรื่องมาอีกแล้วพ่อมโหสถ

“เรื่องอะไรล่ะ”

“ทีนี้ไม่ใช่สิ่งของอย่างแต่ก่อนเสียแล้ว กลายเป็นเด็กมีชีวิต ไม่ใช่ตุ๊กตาหน้าหยกหน้าอ่อนอะไรหรอก”

“ไม่มีใครรู้จักผู้หญิงสองคนนี่บ้างเลยหรือ”

“ไม่มีใครรู้จักเลย เพราะเป็นคนที่อื่นเดินทางผ่านมาเท่านั้น”

“ได้สอบถามกันบ้างไหมว่า เป็นคนอยู่เมืองไหน ตำบลอะไร”

“ได้ถามแล้ว เขาบอกว่าอยู่เมืองไกล และตำบลก็ไกลทั้งสองคน”

“การจะสืบสวนทวนพยานถึงในที่อยู่ ก็ย่อมจะทำได้ เพราะหญิงเหล่านี้จะต้องมีญาติพี่น้องอยู่บ้าง แต่มันก็เป็นเวลานาน เพื่อจะรู้จักกันได้ง่ายๆ และสงวนเวลาในการตัดสิน ข้าพเจ้าก็จะจัดการให้”

แล้วมโหสถก็เรียกสองหญิงเข้ามาสอบถามถึงความตกลงใจในการที่จะให้เขาเป็นผู้ตัดสินข้อพิพาท ซึ่งหญิงทั้งสองก็ตกลง

มโหสถพิจารณาหญิงทั้งสองคน เห็นอีกคนหนึ่งแต่งตัวแม้จะเรียบร้อย แต่กิริยาอาการดูกระด้างๆ แข็งๆ ไม่เหมือนหญิงชาวบ้านธรรมดา ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นแต่งตัวค่อนข้างกะเร้อกะรังอย่างแบบชาวชนบททั่วๆ ไป ก็ทราบได้ทันทีว่าอะไรเป็นอะไร เหมือนกับใส่แว่นทิพย์ ถ้าเป็นสมัยนี้บ้างเห็นจะดี เพราะไม่ต้องสอบสวนทวนพยานมาก บางคนสุจริตกลายเป็นคนผิดไปก็มี เพราะการบิดปากกาของคนสมัยนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยกิเลสจนตัวเป็นขน

จึงได้ถามหญิงทั้งสองว่า เด็กนั้นเป็นลูกของตนแน่หรือ ทั้งสองคนยืนยัน หญิงบ้านนอกยังแถมสะอื้นเสียด้วย

มโหสถจึงหันไปถามประชาชนว่า

“เมื่อเขายืนยันว่าเป็นลูกของเขา เราจะทำอย่างไรดีล่ะ เรื่องจะสืบสวนไปถึงต้นตอน่ะมันไกล แล้วก็ไม่มีเวลาจะไปสอบ”

“ถ้าไม่มีพยาน ก็มักจะทำให้การตัดสินสิ้นความเที่ยงธรรมไป จะกลายเป็นโยนความผิดให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งไป ควรจะสอบสวนทวนพยานให้ได้ความจริง”

“ข้าพเจ้ามีวิธีง่ายๆ ที่ตัดสินให้ได้ความยุติธรรม”

“ตกลง ให้พ่อมโหสถจัดการไปเลย”

มโหสถจึงให้คนขีดเส้นลงบนพื้นดิน แล้วให้อีกคนหนึ่งไปรับเด็กมาจากนางยักษิณี ซึ่งนางก็ยอมให้แต่โดยดี พอได้มาแล้วก็เอามาวางที่เส้นให้กลางตัวทับเส้นตรงบั้นเอว แล้วบอกกับหญิงทั้งสองว่า

“ท่านมาจับเด็ก อีกคนจับทางเท้า อีกคนจับศรีษะ แล้วต่างคนต่างดึง ใครมีกำลังดึงเอาเด็กไปได้ คนนั้นก็เป็นแม่ของเด็ก”

มหาชนได้ยินก็สงสัยในใจว่ามโหสถจะเล่นท่าไหน แต่เพราะเชื่อปัญญาว่าคงจะมีลูกไม้อะไรอยู่ จึงได้แต่นิ่งดู

“เอ้า อย่าช้าสิ จับเท้าเข้าคนหนึ่ง จับศรีษะเข้าคนหนึ่ง ดึงกันจนกว่าจะชนะ มันก็เหมือนชักคะเย่อนั่นเเหละ อย่ามัวช้าสิ”

มโหสถเร่งคนทั้งสอง

แม่ของเด็กมองมโหสถอย่างปลงอนิจจัง พิโธ่เอ๋ยทำอย่างนี้ลูกก็ตายสิ แต่จะไม่จับหรือมโหสถก็เร่งเร้า

เอ้า.! เขาให้จับก็จับ เลยแข็งใจเอื้อมมือไปจับเท้าลูกตนเพียงแผ่วๆ

“คอยฟังสัญญาณนะ”

มโหสถว่า “พอเรานับถึงสามท่านทั้งสองก็ลงมือดึงกันเชียวนะ” แล้วเขาก็นับ

“หนึ่ง - สอง - สาม”

พอสิ้นคำว่าสาม หญิงทั้งสองก็ดึงเด็กพร้อมกัน เด็กได้รับความเจ็บปวดก็เลยร้องขึ้น แม่ของเด็กเห็นเช่นนั้นก็ปล่อยเด็กแล้วยืนร้องให้

มโหสถหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ

“ชนะแล้วใช่ใหมเล่า”

แล้วหันไปถามประชาชนที่พากันมาฟังการตัดสินคดีว่า

“พวกท่านเห็นว่าจิตใจของแม่กับคนอื่นน่ะ จิตใจใครจะอ่อนกว่ากัน”

“ของแม่อ่อนกว่า”

“ถ้าเช่นนั้น ท่านมองดูหญิงสองคนนี่ซิว่าคนไหนจิตใจอ่อน”

“คนที่ยืนร้องให้นั่นสิ”

“ไม่ใช่กล่ะมั้ง อาจจะร้องเพราะแพ้เขาก็ได้”

“ไม่ใช่เพราะแพ้แน่นอน เพราะพอเด็กร้องนางก็รีบปล่อยเด็กทันที ถ้านางไม่ปล่อยเด็กก็จะเจ็บมากขึ้น จึงเห็นว่าที่นางร้องให้ไม่ใช่ร้องเพราะแพ้ แต่ร้องเพราะสงสารเด็กต่างหาก”

แล้วมโหสถก็หันไปถามอีกว่า

“พวกท่านพูดถูกแล้ว”

แล้วมโหสถก็หันไปถามอีกว่า

“แล้วพวกท่านเห็นว่าใครควรเป็นแม่ของเด็ก”

มหาชนก็ตอบพร้อมกัน

“นางคนที่ร้องให้เป็นแม่ของเด็กแน่นอน”

มโหสถจึงพูดต่อไปว่า

“เรื่องนี้ฉันไม่ตัดสิน เพราะมหาชนเขาตัดสินแล้ว แกเป็นคนขโมยเด็ก จะแก้ตัวอย่างไร”

“ฉันไม่แก้ตัวอย่างไร เด็กที่ฉันแย่งได้เป็นลูกของฉัน”

“อย่าต้องให้ถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเลย เธอจะลำบาก คืนเด็กให้แม่เขาเถอะ เธอจะเอาไปทำไมกัน”

เมื่อมโหสถคาดคั้นหนักเข้า และเห็นว่ามหาชนมองดูนางอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ จึงสารภาพความจริง พร้อมกับคืนเด็กให้แม่ไป

มโหสถจึงสั่งสอนให้นางเลิกความคิดชั่วๆ ให้ประพฤติตัวแต่ในทางสุจริต ซึ่งนางยักษิณีก็รับคำเป็นอันดี เรื่องนี้เป็นอันตกลงกันได้ด้วยดี

ประชาชนที่ห้อมล้อมเด็กก็ชมปัญญาของมโหสถ

ใครบ้างจะคิดว่าเรื่องยากๆ ปราศจากพะยิงพยาน พ่อมโหสถก็ตัดสินให้เป็นเรื่องง่ายๆ ไปได้

พวกราชบุรษก็ส่งพฤติการณ์อันนี้ไปให้พระเจ้าวิเทหราชทรงทราบ

พระเจ้าวิเทหราชก็ตรัสถามเสนกะอีก เสนกะก็ยังคงยืนกรานไม่ยอมรับมโหสถเข้ามา

“เรื่องเล็กพระเจ้าค่ะ ใครๆ ก็ตัดสินได้ ถ้านางยักษ์ไม่ยอม มโหสถก็ไม่รู้ว่าจะตัดสินอย่างไร แต่เพราะนางยอมเสียเรื่องมันก็เลยง่ายนิดเดียว จะรับเข้ามาในฐานะบัณฑิตเพราะเรื่องเท่านี้ ดูไม่ค่อยสมกับฐานะนักพระเจ้าค่ะ ควรดูไปก่อนดีกว่า”

พระเจ้าวิเทหราชก็ต้องจนพระทัยอีกวาระหนึ่ง เพราะเฒ่าหัวงูเสนกะผู้เรืองปัญญาแห่งราชสำนัก

ชิงเมีย

เรื่องนี้มีอยู่ว่านายเตี้ยชื่อโคฬกาฬ เพราะตัวแกดำ มีเมียชื่อทีฆตาลา ไปทำมาหากินต่างถิ่นถึง ๗ ปี ไม่เคยมาเยี่ยมพ่อแม่เลย วันหนึ่งนายเตี้ยเกิดความคิดถึงพ่อแม่ขึ้นมา จึงสั่งนางผู้เป็นเมียว่า

“แม่ทีฆตาลา ทอดขนมสักหน่อยเถอะน่ะ”

“พ่อเตี้ยจะเอาขนมไปทำอะไร”

“เอาไปฝากพ่อแม่สักหน่อย เพราะถ้าจะชื้อเงินทองของเราก็ไม่ค่อยจะมี”

“พ่อแม่เป็นอะไรไปล่ะ ใครมาส่งข่าวรึ”

“ไม่มีใครมาส่งข่าวดอก ไม่ได้ไปเยี่ยมแกนานแล้ว ตั้ง ๖ - ๗ ปี เลยคิดถึง จะไปเยี่ยม คิดว่าควรจะมีอะไรติดมือไปเยี่ยมแกสักหน่อย”

“เงินทองของเราก็ไม่ค่อยจะมี และข่าวคราวการเจ็บป่วยของแกก็ไม่มี อย่าเพิ่งไปเลย รอไว้เมื่อเราเก็บเงินทองได้มากกว่านี้ค่อยไปดีกว่า อีกอย่างการเดินทางก็ไกลเหลือเกิน เอาไว้ให้ฉันสบายดีแล้วค่อยคิดกันใหม่”

นายเตี้ยก็เลยไม่ได้ไป ก้มหน้าก้มตาทำมาหาเลี้ยงชีพต่อไป

เมื่อความคิดถึงพ่อแม่มีมากขึ้น นายเตี้ยก็สั่งนางทีฆตาลาอีก แต่ถูกคัดค้านเช่นคราวแรก ก็เป็นอันว่าการเดินทางต้องระงับอีก

ตราบจนกระทั่งครั้งที่สาม นายเตี้ยจึงได้โอกาสที่จะเดินทางไปเยี่ยม เพราะนางทีฆตาลาไม่คัดค้าน ยอมทอดขนมเพื่อเป็นของติดไม้ติดมือไปฝากบิดามารดาด้วย

คนทั้งสองจัดเตรียมของที่จะนำติดตัวไปเรียบร้อย ก็ออกเดินทางไป จนกระทั่งมาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งมีน้ำไหลเชี่ยว แต่ตื้นเขินพอจะเดินข้ามไปได้ มองหาเรือแพจะข้ามก็ไม่มี คนที่จะเดินทางผ่านมาพบจะถามความเป็นไปของแม่น้ำสายนี้ก็มองหาไม่พบ สองผัวเมียก็เลยนั่งพักอยู่ที่ริมต้นไม้ชายฝั่งแม่น้ำนั้นเอง

ในขณะนั้นเอง นายเตี้ยก็มองไปเห็นชายคนหนึ่งเดินตรงมาที่แม่น้ำ ก็นึกดีใจ เพราะจะได้ถามข่าวว่ามีทางข้ามแม่น้ำนี้ได้อย่างไร

ชายคนนั้นชื่อนายหลังยาว เพราะตัวแกสูงและคงจะชอบนอนมากกว่าทำงาน เขาเลยตั้งชื่อแกว่าอย่างนั้น เดินตรงมาที่ร่มไม้นั้น เมื่อเขาเดินมาถึง นายเตี้ยของเราก็เอ่ยโอภาปราศรัยพร้อมกับถามว่า

“พี่ชายคงอยู่ไม่ไกลจากที่นี่กระมัง”

“เราอยู่ไม่ไกลดอก”

“พี่ชายคงจะรู้จักว่าทางข้ามแม่น้ำสายนี้อยู่ทางใด หรือที่ใหนเขาจะมีเรือแพข้ามบ้าง”

พอได้ยินคำถาม นายหลังยาวก็รู้ว่านายเตี้ยนี่ไม่เคยผ่านมาทางนี้เลย เพราะทางตรงนี้เองเป็นทางเดินข้ามของพวกคนเดินทาง และเห็นว่านางทีฆตาลาเมียนายเตี้ยหน้าตาจุ๋มจิ๋มน่ารัก น่าเอ็นดู มองดูแววตาก็รู้สึกว่าชอบๆ ตัวอยู่บ้าง ก็คิดอยากจะได้นางไปเชยชม

“โอ้โฮน้องชาย แม่น้ำสายนี้น่ะลือชื่อเลย มองดูน้ำไหลยังกะเทลงจากกระบอก เรื่องนั้นยังไม่เท่าไหร่ สำคัญแต่ไอ้เข้น่ะสิ ชุมพอๆ กับปลาทีเดียวแหละ ปีหนึ่งๆ คนตายเพราะไอ้เข้ในแม่น้ำเป็นจำนวนหลายคนทีเดียวล่ะ”

“แหม มันดุยังงั้นเชียวหรือ ทางบ้านเมืองเขาจัดการอย่างไรบ้างล่ะ”

“เขาก็ส่งคนมาคอยดักมันบ้าง หาหมอมาฆ่ามันบ้าง แต่มันก็ไม่รู้จักหมดสักทีพ่อน้องชาย สองคนนี้จะไปไหนกันเล่า”

“ฉันจะไปบ้าน ที่ข้ามแม่น้ำสายนี้แล้วจะต้องเดินทางอีก ๒ - ๓ วัน จึงจะถึง”

“บ้านพ่อน้องชายไกลเหลือเกิน วันนี้ข้ามแม่น้ำแล้วไปพักบ้านพี่ชายก่อนก็แล้วกัน บ้านพี่ชายพอข้ามแม่น้ำพ้นจากละเมาะไม้ข้างหน้านั้นก็ถึง”

“ทำอย่างไรจะข้ามได้ล่ะ”

“มีทางพอจะช่วยได้”

“พี่ชายมีเรือแพพอจะช่วยหรือ”

“ไม่ต้องเรือแพหรอกน้องชาย ดูเราสิสูงกว่าน้องชายตั้งเยอะเยะ และเรารู้จักทางเดินข้ามด้วย”

“แล้วไอ้เข้ไม่เล่นงานพี่หรือ”

“ก็บอกน้องชายแล้วว่าพี่น่ะมันเป็นคนแถบนี้เอง ฉะนั้นพี่ลงไปมันก็ไม่ผิดกลิ่น ตามธรรมดาสัตว์ร้ายจำพวกนี้น่ะมันจำกลิ่นแม่น ถ้าแปลกปลอมผิดสี ผิดกลิ่น พอลงน้ำล่ะก็ลอยหัวกันขึ้นมาเป็นแหนเชียวล่ะ”

พอพูดถึงไอ้เข้ทีไรนายเตี้ยของเราขนลุกทุกที เขากลัวจริงๆ เล่นกับอะไรไม่เล่น จะไปเล่นกับเจ้าแม่น้ำ ไม่เอาล่ะ ไม่เห็นตัวมันเสียด้วยน่ะสิ

“แล้วฉันสองคนทำไงจะข้ามได้ล่ะ”

“ก็พี่จะช่วยน่ะสิ”

“ช่วยยังไงล่ะ”

“คือว่าพี่น่ะทั้งสูงทั้งใหญ่ น้องชายกับแม่สาวคนนี้ตัวเล็ก พี่จะแบกไปไหวก็จะช่วยแบกข้ามแม่น้ำให้ พอเห็นน้องชายทำไมมันเกิดชอบขึ้นมาไม่รู้ เอาล่ะ คืนนี้ไปพักกับพี่ดีกว่า”

“แหม.! ขอบคุณพี่ชายมากทีเดียว ถ้าไม่พบพี่เห็นจะต้องค้างคืนกันที่ริมแม่น้ำนี้เอง รอจนกว่าจะมีเรือแพผ่านมาพอจะโดยสารเขาข้ามฟากได้”

“เออ.! แต่ว่าน้องชายจะข้ามได้ทีละคนเท่านั้นนะ ใครจะไปก่อนดีล่ะ”

“เอาเมียฉันไปก่อนดีกว่า แล้วพี่ค่อยกลับมารับฉันอีกที ฉันขอบคุณจนบอกไม่ถูกเลย”

“เรื่องบุญคุณอย่าพูดถึงเลย เอาเมียของน้องไปก่อนก็ได้ เมียของน้องนี่ชื่ออะไรนะ”

“ชื่อทีฆตาลา”

“งั้นแม่ทีฆตาลามาขี่คอฉัน”

แม่เมียนายเตี้ยก็กระมิดกระเมี้ยน อายก็อาย ยิ้มไปก็ยิ้มมา ค่อยๆ รวบผ้าแล้วขอโทษขอโพยแล้วก็ขึ้นขี่คอนายหลังยาว

“หวานกูล่ะ” นายหลังยาวคิด

“มือแม่ทีฆตาลายังว่างให้ถือห่อของไปเสียด้วยสิ”

นายเตี้ยตายใจก็รีบส่งห่อของให้เมียรักของตนไป

นายหลังยาวก็ค่อยๆ เดินลงไป มือก็จับขาแม่ทีฆตาลาลูบคลำที่น่องบ้าง พร้อมกับพูดเบาๆ ว่า

“แหม.! เนื้อน้องนิ้มนิ่ม แล้วก็ขาวเสียด้วย”

แม่ทีฆตาลาก็ยังเฉย ก็เลยบีบแรงๆ จนแม่ทีฆตาลาร้อง

“เจ็บพี่”

นายหลังยาวหัวเราะชอบใจ และค่อยๆ เดินยอบตัวทำเป็นว่าน้ำลึกๆ ลงไปจากขาถึงเอวแล้วก็ต่ำลงไปจนถึงครึ่งตัว พร้อมกับพูดกับนางทีฆตาลา

“แม่นางมีลูกมีเต้าหรือยัง”

“ยังไม่มีเลย”

นายหลังยาวชักมือที่จับขามาเกาคอ มันจะพบอะไรเล่า เพราะนางทีฆตาลาเอาขาคร่อมคอเขาไว้ นางถึงกับสะดุ้ง เพราะกระทบของๆ นางเข้า

แต่นายหลังยาวทำไม่รู้ไม่ชี้ กลับพูดต่อไปว่า

“แม่นางนี้เนื้ออุ่นจริงน่ะ”

นางตัดพ้อเบาๆ ว่า

“พี่นี่พูดอะไรก็ไม่รู้ ผัวฉันยืนอยู่ริมน้ำโน่นนะ”

“ผัวน้องก็ส่วนผัวน้อง ถ้าพี่จะชอบล่ะก็ ว่าแต่น้องเถอะ”

“ไม่ได้หรอก ผัวน้องมี”

“ถ้างั้นพี่ปล่อยกลางน้ำนี่แหละนะ ไอ้เข้มันจะได้อิ่มเสียที”

แล้วเขาก็ทำท่าจะปล่อยนางออกจากคอ

“พี่จ๋า อย่าปล่อยน้องเลย น้องกลัว คุณพี่จะเอาอะไรน้องยอมทุกอย่าง”

เท่านั้นเอง เรื่องก็ตกลงกัน

เขาค่อยๆ เดินจนน้ำท่วมถึงคอ แล้วค่อย ๆ ยืดกายให้นายเตี้ยเห็นว่าเขาค่อยขึ้นสู่ลาดตลิ่งแล้ว จนกระทั่งถึงฝั่ง เขาแบกแม่ทีฆตาลาไปที่ร่มไม้แล้วรับนางลงจากคอ พร้อมกับกอดนางไว้ในอก

“อย่าค่ะ ผัวฉันมองเห็น”

“เห็นก็ช่างมัน มันข้ามมาไม่ได้หรอก”

และต่อหน้าต่อตานายเตี้ย เขาก็จัดการฝากรักกับเมียของนายเตี้ย โดยที่ฝ่ายหญิงก็มิได้ขัดขืน

เมื่อเขาเสร็จจากการรักๆ ใคร่ๆ กันแล้ว เขาก็ตะโกนบอกนายเตี้ย ซึ่งยืนอยู่อีกริมฝั่งหนึ่ง

“อ้ายเตี้ยโว้ย พี่ไปล่ะนะ เมียเอ็งข้าก็จะเอาไปด้วย”

แล้วทั้งสองคนก็ออกเดินทาง โดยมิได้เหลียวมามองนายเตี้ยอีกเลย

เจ้าเตี้ยคิดเดือดดาลในใจ จะข้ามน้ำก็กลัวตาย วิ่งลงไปแล้วถอยกลับขึ้นมาใหม่ โกรธขึ้นมาก็วิ่งลงไปอีก แต่พอกลัวตายก็กลับขึ้นมาอีก แต่แล้วในที่สุดคิดว่า

“เมื่อไม่ได้เมียคืนมาจะตายเพราะสายน้ำก็ให้มันตายไปเสียเลยดีกว่า”

ก็เลยตัดสินใจลงไป

แต่เออ.! อภินิหารอะไรอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองเตี้ย แต่ไม่ยักกะจมน้ำ เพราะแม่น้ำมันตื้น

นายเตี้ยเมื่อเห็นว่าตนไม่จมน้ำตายแน่แล้ว ก็รีบวิ่งติดตามจนกระทั่งถึงฝั่งได้ ไม่ฟังเสียงล่ะ เขาก้มหน้าก้มตาวิ่งตามเมียเขาไปทันที

แม้นายทีฆปิฏฐิและนางทีฆตาลาจะสูงกว่าเขา เเต่เพราะตายใจว่าเจ้าเตี้ยจะข้ามน้ำมาไม่ได้ เลยทำให้เขาทั้งสองเดินทอดน่องชมนกชมไม้อย่างสบายใจ

ในที่สุดความพยายามของนายเตี้ยก็สำเร็จผล โดยวิ่งทันคนทั้งสอง เมื่อไปถึงเขาก็ตะคอกถาม

“เฮ้ย.! พี่ชาย เอาเมียเรามาทำไมน่ะ”

นายทีฆปิฏฐิซึ่งถือว่าตนเป็นผู้ได้เปรียบกว่า พูดอย่างคนเล่นไพ่ก็ว่า ถือไพ่เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ทำเป็นหันมาถามว่า

“อะไรกันเจ้าเตี้ย”

“พี่ชายเอาเมียเรามาน่ะสิ”

“เอ้า เมียใครที่ใหน”

“ก็เดินมากับพี่ชายนี่ยังไงล่ะ”

“ฮ้า.! เจ้าเตี้ยเอาอะไรมาพูด นี่มันเมียฉันนะ อย่าโมเมยังงี้เลยน่ะ พับผ่าสิ ไม่ค่อยดีเสียแล้ว”

“โมเมยังไง ก็เมียผมแท้ๆ พี่ชายช่วยพาข้ามน้ำแล้วก็เลยพามาเลยเสียด้วย”

“พูดให้ดีๆ นะเจ้าเตี้ยหมาตื่น พูดไม่ดีจะมีสีที่ปาก”

นายทีฆปิฏฐิวาดลวดลายอันธพาลออกมาทันที

“ก็จะให้พูดยังไง ในเมื่อความจริงมันเป็นอย่างนั้น เมียฉันแท้ๆ พี่ชายว่าเป็นเมียของพี่มันยังไงอยู่นะ”

“แกถามผู้หญิงเขาดูซิว่าเขาเป็นเมียใคร”

นายเตี้ยก็เลยหันไปถามแม่ทีฆตาลา เมียยอดรักผู้มีใจเหมือนน้ำไหลนั่นแหละ พลางถามออกมาอย่างคนบรมโง่ทั้งหลายจะถามออกมาได้ว่า

“น้องจ๋า น้องเป็นเมียพี่เตี้ยใช่ไหม”

“ต๊ายตาย คนบ้า เอาอะไรมาว่า ฉันเป็นเมียแกเมื่อไหร่ อะไรทึกทักเอาง่าย ๆ ยังงี้เอง”

แล้วหันไปหานายทีฆปิฏฐิ พลางพูดว่า

“พี่ขา คนบ้าอะไรที่ไหนก็ไม่รู้ มาตู่ว่าน้องเป็นเมีย อย่ามาพูดให้เสียเวลาเลยรีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะค่ำกลางทางเสีย”

แต่นายเตี้ยไม่ยอมให้ไป เขาลงมือยื้อยุดห่อผ้าจากมือเมีย พร้อมกับอ้อนวอนนางไปด้วย

“เมียจ๋า อย่าเพิ่งตัดความรักของพี่เลย พี่รักเมียมากจริงๆ อย่าเห็นคนอื่นดีกว่าพี่เลย”

แต่แล้วเขาก็ถูกนายทีฆปิฏฐิขัดขวาง โดยผลักไสไล่ส่งเขาแล้วพากันเดินหนีเขาไป แต่นายเตี้ยผู้ถือสุภาษิตตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก แม้จะต้องเจ็บจากการตุ้บตั้บของนายทีฆปิฏฐิบ้างก็ยังคงเดินตามเรื่อยไป จนพบชาวบ้านเดินสวนทางมาหลายคน เขาเห็นกิริยาอาการดังนั้นก็แวะเข้ามาถาม นายเตี้ยก็อ้อนวอนให้เขาช่วยเอาเมียคืนมา ซึ่งเขาเหล่านั้นฟังความแล้วไม่สามารถจะตัดสินได้ จึงพากันบอกว่า

“ไปหามโหสถให้ตัดสินดีกว่า”

“ฉันจะรีบไปบ้านฉัน” นายทีฆปิฏฐิว่า “เดี๋ยวจะเสียเวลา”

แต่เจ้าเตี้ยของเราไม่ยอม และเมื่อเห็นว่านายทีฆปิฏฐิไม่มีทางจะวาดลวดลายอันธพาลได้อีกแล้วก็ยื่นคำขาด

“พี่ชาย ยังจะพาเมียฉันไปไม่ได้ ต้องไปหาพ่อมโหสถให้เขาตัดสินก่อน ถ้าเขาตัดสินให้พี่ชายล่ะก็จะเอาไปทางไหนก็เชิญเลย”

ในเมื่อมีชาวบ้านสนับสนุน นายทีฆปิฏฐิเลยตกกระไดพลอยโจน

“เอ้าไปก็ไป” แล้วเขาก็หันไปหาผู้หญิงที่เห็นเขาดีกว่านายเตี้ย

“ก็ดีเหมือนกันนะน้อง จะได้ไม่โมเมว่าเป็นเมียคนนั้นคนนี้อีก”

และทั้งโจทก์ จำเลย และพยานอาสาเหล่านั้นก็พากันเดินทางไปหามโหสถ

ท่านว่ามโหสถจะตัดสินความว่าอย่างไร จะเปิดพิจารณาลับหรือแจ้งอย่างไร โปรดคอยกันต่อไป

เมื่อคนทั้งหมดเดินทางไปถึงมโหสถ แล้วไต่ถามรู้เรื่องราวกันแล้ว มโหสถก็กำชับในการที่จะให้โจทก์และจำเลยอยู่ในคำของตน แล้วจึงเริ่มพิจารณา โดยแยกคนทั้งสามออกจากกันให้ไปอยู่เสียห่างไกลกัน แล้วมโหสถก็เรียกนายเตี้ยโคฬกาฬเข้ามาก่อน

“เจ้าชื่ออะไร” มโหสถถาม

“ข้าพเจ้าชื่อโคฬกาฬ”

“อยู่บ้านไหน เมืองไหน”

นายเตี้ยก็ตอบไปตามความจริง

“เมียของเจ้าได้กันเอง หรือตบแต่ง มีผู้รู้เห็นเป็นพยาน”

“ของข้าพเจ้าตบแต่งกันที่บ้านที่อยู่ มีผู้รู้เห็นเป็นพยานมากมาย”

“เมียของเจ้าชื่ออะไร เป็นลูกเต้าเหล่าใคร”

นายเตี้ยก็ตอบไปตามความจริง มโหสถจึงให้ออกไปแล้วเรียกนายทีฆปิฏฐิเข้ามา ถามเช่นเดียวกับถามนายเตี้ย ทำเอานายทีฆปิฏฐิเหงื่อแตก ตอบอย่างขอไปที เพราะไม่ได้เตรียมซักซ้อมกันมาก่อน และก็ไม่ได้ถามนางทีฆตาลาเสียด้วยว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เลยตัดบทเอาดื้อๆ ว่า

“ข้าพเจ้าได้กันเอง ไม่ทราบเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ชอบพอกันก็ได้กัน ไม่มีพยานที่ไหนเลย”

มโหสถก็บอกให้นายทีฆปิฏฐิออกไป แล้วเรียกนางทีฆตาลามาถาม

“สามีของเธอชื่ออะไร”

“ชื่อทีฆปิฏฐิ”

“เป็นลูกเต้าเหล่าใคร”

“ไม่ทราบ”

“ทำไมจึงไม่ทราบล่ะ”

“เพราะเขาไม่บอกให้รู้”

“เรากับเขาน่ะเป็นผัวเมียกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครรู้เห็นเป็นพยาน”

เท่านั้นเองนางทีฆตาลาก็เหงื่อแตก จำใจต้องรับกับมโหสถตรงๆ ว่าตนเป็นเมียของนายเตี้ย แต่ถูกนายทีฆปิฏฐิล่อลวงจะปล่อยให้จมน้ำตาย เลยต้องยอมเป็นเมียเขาด้วยจำใจ

มโหสถจึงหันไปถามประชาชน บรรดาเหล่ามุงมองทั้งหลายว่า

“เรื่องนี้จะยังให้ข้าพจ้าตัดสินด้วยหรือ ท่านทั้งหลายก็คงทราบแล้วว่าใครเป็นคนผิดคนถูก ใครเป็นผัวเป็นเมีย”

ประชาชนก็พากันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“เพราะท่านทำให้มองเห็นความจริงเช่นนั้น ท่านต้องตัดสินความเรื่องนี้ให้เด็ดขาดลงไป”

มโหสถก็ให้คืนเมียให้แก่นายเตี้ย พร้อมกับนายทีฆปิฏฐิถูกประชาทัณฑ์พอหอมปากหอมคอ

“ทีหลังอย่าทำ ทีหลังอย่าทำ”

ถึงจะไม่คางเหลือง ไม่ถึงหยอดน้ำข้าวต้ม แต่นายทีฆปิฏฐิก็คงจำได้อย่างไม่ลืม เพราะจำไม่ได้ว่ามือหรือเท้าใครบ้างที่รวมมาอยู่ที่ตนคนเดียว

ราชบุรุษที่คอยสังเกตความเคลื่อนไหว ก็ได้รายงานให้พระเจ้าวิเทหราชทรงทราบ

“ควรนำเข้ามาได้หรือยังท่านอาจารย์”

ทรงตรัสถามเสนกะ

“เรื่องขี้ปะติ๋วพรรค์นี้ใครๆ ก็ตัดสินได้ ถ้าจะถือว่าเรื่องเท่านี้เป็นบัณฑิตล่ะก็ จะมากไปหน่อยพระเจ้าข้า รอไปก่อนพระเจ้าข้า”

“เอ้า รอก็รอ”

ตรัสอย่างไม่ค่อยพอพระทัย

เรื่องรถ

ชายคนหนึ่งขับรถม้าผ่านมาทางวิเทหะรัฐ ที่เรียกว่ารถม้าก็เพราะมันเทียมด้วยม้า หรือจะเรียกง่ายๆ ก็ว่าเพราะม้ามันลากไปจึงไปได้ เขาใช้ม้าลากเจ้ารถเก่าๆ คันนั้นของเขามาตามทาง ซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่นและกรวดทราย บางแห่งก็เรียบบางแห่งรถก็โคลงเคลงไปตามรูปของถนนในสมัยครั้งกระโน้น

เขาขับผ่านมาทางศาลาของเจ้ามโหสถ ก็มีอันเกิดเป็นเรื่องขึ้น พิกลล่ะท่านเขาเกิดกระหายน้ำ พอเห็นสระก็หยุดรถโดดลงไปที่สระเพื่อจะดื่มน้ำ พระอินทร์หรือท้าวสักกเทวราชเทพผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ แต่กลับมาแพ้ยักษ์เล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามอันใด คือแพ้รณพักตรลูกทศกัณฐ์ ตอนนั้นยังไม่เก่งกล้าเท่าไหร่นัก ถึงกับลืมตัวโดดหนีจากรถทรง ทิ้งจักรอันทรงศักดาให้กับเจ้ารณพักตรยักษ์ตัวนั้น ซึ่งมันก็รีบตะครุบเอาจักรไปเป็นเครื่องบำเหน็จมือเลย เสด็จพ่อทศกัณฐ์เลยตั้งชื่อให้เสียใหม่ว่า อินทรชิต ซึ่งเเปลว่าชนะพระอินทร์

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ทำให้เรานึกไปถึงพ่อขุนรามคำแหงมหาราชของไทย ซึ่งก็ได้พระนามโดยลักษณะอย่างเดียวกันนี้ พ่อขุนรามคำแหงซึ่งเป็นมหาราชของไทยพระองค์หนึ่ง ผู้สร้างแบบอย่างอักษรไทยขึ้นใช้ เดิมจะมีพระนามว่าอย่างไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะหลักฐานไม่ปรากฏชัด อาจจะได้นามว่ารามก็ได้ เพราะคำว่ารามนั้นแปลได้ว่าน้อย เช่นในคำว่า วิหารใหญ่วิหารอันราม หรือคำว่าผู้ใหญ่ราม ดังนั้นเป็นต้น เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าศรีอินทราทิตย์ ซึ่งเป็นผู้ปลดแอกของชาวไทยจากขอมในเวลานั้น กับนางเสือง พระรามคำแหงเป็นองค์เล็ก ก็คงจะเรียกกันในภาษาชาวบ้านว่าเจ้าเล็ก

เมื่ออายุได้ ๑๙ ปี ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด ยกทัพมารบกับพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ซึ่งก็ได้ยกทัพออกไปประจันหน้ากันในสมรภูมิ ซึ่งเจ้าเล็กก็ขี่ช้างเชือกหนึ่งตามออกไปดูด้วย

ขุนสามชนได้ขับช้างตะลุยเข้ามา ไพร่พลของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์แตกพ่ายกระจัดกระจาย คือแตกหนีไม่เป็นกระบวน และก่อนที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จะขับช้างเข้าไปเผอิญกับขุนสามชน พระรามหรือเจ้าเล็กยืนช้างอยู่เบื้องหลังพ่อ ก็ขับช้างพรวดเข้าไปผจญกับขุนสามชน ยุทธหัตถีพระหว่างเจ้าหนุ่มน้อยกับขุนสามชนก็เกิดขึ้น

ผลเล่าคืออะไรจะเกิดขึ้น ช้างขุนสามชนตัวชื่อชนะเมืองทอง เสียเชิงก็เลยต้องพ่ายแก่ช้างของพระรามคำแหง โดยเหตุที่ชนะขุนสามชนนั่นแหละ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์เลยเรียกว่า รามคำแหง ซึ่งถ้าจะพูดเป็นคำสมัยปัจจุบันก็ว่า “เจ้าเล็กเก่ง” จึงได้นามว่า “รามคำแหง” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

พระอินทร์ซึ่งแพ้รณพักตรนั้น ประสงค์จะแสดงภูมิปัญญาของเจ้ามโหสถให้ปรากฏ เมื่อเห็นชายเจ้าของรถลงไปกินน้ำในสระก็ขึ้นบนรถ เตือนม้าให้ออกเดิน

ชายเจ้าของรถได้ยินเสียงม้าเดินก็หันมาดู ชะช้าเอากันต่อหน้าต่อตาเชียวนะ แถมกลางวันแสกๆ เสียด้วย

เขารีบวิ่งขึ้นมาจากสระ พร้อมกันตะโกน

“ขโมย ขโมย”

คนที่ผ่านไปมาก็ถามเขาว่า

“ขโมยอะไรกันล่ะ”

“ขโมยขับรถของข้าพเจ้าไป ยังขับอยู่นั่นไงล่ะ”

เมื่อเจ้าของรถวิ่งตามไปถึง ก็ยึดบังเหียนม้าให้หยุดอยู่พร้อมกับถามว่า

“เจ้าจะขโมยรถของเราไปไหน”

พระอินทร์ทำหน้าตาตื่น พร้อมกับถามว่า

“ท่านว่าอะไรนะ”

“ท่านจะขโมยรถของข้าพเจ้าไปไหน” ชายเจ้าของรถทวนคำ

“อะไร ท่านว่าใครขโมย นี่รถของข้าพเจ้า ๆ ยังขับมาท่านก็วิ่งมายึดรถพร้อมกับกล่าวหาว่าข้าพเจ้าเป็นขโมย ระวังท่านจะถูกหาว่าหมิ่นประมาท”

ชายเจ้าของรถพยายามอ้างเหตุผลต่างๆ นานา แต่พระอินทร์ผู้เป็นขโมยสมัครเล่นก็หายินยอมไม่ แม้แต่ประชาชนที่มุงๆ มองๆ ทั้งหลายก็ตัดสินใจไม่ได้ว่าของใคร เพราะทั้งเจ้าของรถและพระอินทร์ไม่มีใครรู้จักเลย เรื่องมันก็ต้องถึงมโหสถเด็กเจ้าปัญญา

“เรื่องนี้ต้องให้มโหสถตัดสิน” ประชาชนคนหนึ่งที่ยืนฟังเหตุการณ์กล่าวขึ้น

ทั้งสองฝ่ายก็ยอมตกลงที่จะให้มโหสถเป็นผู้ตัดสิน แล้วต่างก็พากันห้อมล้อมโจทก์และจำเลยไปสู่สำนักของมโหสถ

เมื่อไปถึงเขาก็เข้าไปบอกแก่มโหสถถึงความเป็นมาของเรื่อง มโหสถออกมาดูก็รู้ทันทีว่าใครเป็นเจ้าของรถและพระอินทร์ เพราะสภาพของพระอินทร์แตกต่างจากคนธรรมดา อย่างน้อยก็ประกอบด้วยธรรม มีการเลี้ยงดูบิดามารดา ตลอดจนกระทั่งระงับความโกรธ จึงผิดแปลกจากบุคคลทั่ว ๆ ไป แต่เพื่อจะให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่วๆ ไปจึงทำเป็นไม่รู้เสีย และสอบถามโจทก์จำเลย ซึ่งต่างก็อ้างว่ารถเป็นของตน

ถ้าเป็นท่านล่ะจะตัดสินใจได้อย่างไร ลองดูภูมิมโหสภต่อไปก็แล้วกัน

“ท่านทั้งสองมีพยานบ้างไหม?”

“ไม่มี”

“เพราะอะไร?”

“เพราะข้าพเจ้าไม่ใช่คนใกล้เคียงที่นี่ ข้าพเจ้ามาจากเมืองไกล”

“ท่านยอมให้ข้าพเจ้าตัดสินแน่ล่ะหรือ”

“แน่ พวกข้าพเจ้ายอม”

“เอ้า ถ้าเช่นนั้นท่านทั้งสองจับท้ายรถคนละข้าง แล้วตีม้าให้วิ่ง ถ้าคนไหนวิ่งติดตามรถไปได้คนนั้นจะชนะ”

แล้วให้คนทั้งสองจับท้ายรถ ข้างซ้ายคนหนึ่ง ข้างขวาคนหนึ่ง แล้วเตือนให้ม้าวิ่ง

ม้าก็เริ่มออกวิ่งช้าๆ คนทั้งสองก็ยังคงจับท้ายรถวิ่งตามรถไปได้ ต่อเมื่อม้าวิ่งเร็วขึ้น ๆ ชายเจ้าของรถทนวิ่งไปไม่ไหวอ้าปากหายใจหอบด้วยความเหนื่อย ต้องปล่อยรถยืนละห้อยละเหี่ยด้วยความเสียดายที่ต้องให้รถแก่ผู้ชนะไป

ม้าจะวิ่งได้เร็วสักเท่าไร พระอินทร์ก็วิ่งตามได้ทันเสมอ คนทั้งปวงเฮโลกันใหญ่ ถ้ามีแข่งกีฬาทางวิ่งพระอินทร์คงกินดิบแน่ๆ เพราะวิ่งทันม้าเทียมรถ

มโหสถจึงให้คนไปเรียกกลับมา พระอินทร์ก็วิ่งติดรถกลับมา ส่วนชายคนเจ้าของรถคงได้แต่เดินโซเซมาด้วยความเหนื่อยหอบแทบจะอ้าปากพูดไม่ไหว

เมื่อคนทั้งสองมาถึง มโหสถจึงชี้ท้าวสักกะพลางถามว่า

“ท่านมาทำอะไร?”

“ข้าพเจ้าเป็นคนเดินทาง”

“อย่าทำไก๋หน่อยเลยน่า บอกข้าพเจ้าตรงๆ ดีกว่าว่าท่านมาทำอะไร รถคันนี้มีประโยชน์อะไรกับท่าน”

“ท่านว่าเราเป็นใคร?”

“ท่านเป็นพวกเทพ”

“ทำไมท่านจึงรู้?”

“ท่านสังเกตหรือเปล่า ว่าท่านน่ะวิ่งไปตั้งครึ่งค่อนโยชน์เชียวนะ ดูแต่ม้าที่เทียมรถเถิดเหงื่อออกเป็นมันระยับไปทั้งตัว แต่ท่านปกติทุกอย่าง เหงื่อแม้แต่สักหยดก็ไม่มี และนัยน์ตาของท่านน่ะไม่เคยกระพริบเลย เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงแน่ใจว่า ท่านเป็นพวกเทพแน่ๆ”

“เมื่อท่านมีข้อสังเกตอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็ยอมรับว่าข้าพเจ้าเป็นพวกเทพ แต่ใหญ่กว่าเทพเพราะข้าพเจ้าเป็นท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่ในชั้นดาวดึงส์”

“ท่านมาทำอะไร”

“เพื่อจะแสดงปัญญาของท่านให้ปรากฏ เพราะเรื่องเช่นนี้ใครๆ ไม่สามารถจะวินิจฉัยได้ นอกจากท่านผู้เดียว ขอให้ท่านมีความสุขความเจริญเถิด ข้าพเจ้าไปล่ะ” แล้วเทพมเหศักดิ์ก็จากที่นั้นไปยังเทวโลก

รถคันนั้นมโหสถก็มอบให้เจ้าของรถไป

พวกราชบุรุษได้ส่งข้อความเหล่านี้ไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหราช

“ควรจะรับเข้ามาได้หรือยังท่านอาจารย์”

พระเจ้าวิเทหราชทรงตรัสถามนักปราชญ์ทั้ง ๔ ท่าน

“จวนแล้วพระเจ้าค่ะ เด็กคนนี้ดูมีปัญญามากจริง ๆ แต่จะด่วนรับเข้ามาจะไม่สมศักดิ์ศรีของนักปราชญ์สักหน่อย รอดูไปก่อนพระเจ้าค่ะ อย่าให้พลาดได้เลยจะดีกว่า เพราะบางคนท่าดีแต่ทีเหลวเสียมากพระเจ้าค่ะ”

“เอ! แต่เจ้ามโหสถทำอะไรไม่ผิดพลาด ผิดกว่าพวกที่ดีแต่พูด แต่ไม่เห็นจัดการอะไรเลย พูด พูด อีกหน่อยเห็นจะต้องเลี้ยงแพะเสียบ้างเห็นจะดีกระมัง”

ทรงตรัสเป็นเชิงบ่นกับพระองค์เองดังๆ แล้วก็หันไปตรัสถามเสนกะว่า

“หรืออย่างไรท่านอาจารย์ ควรจะเลี้ยงแพะเสียทีดีกระมัง”

“เลี้ยงไว้ทำอะไรพระเจ้าค่ะ”

เสนกะชักสงสัย

“เลี้ยงไว้แก้รำคาญ บางทีขี้ของมันอาจจะเป็นยาบ้างกระมัง” แล้วรับสั่งต่อไปอีกว่า

“รอไปอีกก็ดีเหมือนกัน”

ท่อนไม้

พระเจ้าวิเทหราชทรงรอดูไม่เห็นว่าราชบุรุษที่ส่งสังเกตการณ์เจ้ามโหสถจะกลับมา จึงเลยจะทรงทดลองปัญญากับเจ้ามโหสถเสียเอง โดยพระองค์ได้สั่งให้ช่างกลึงๆ ไม้ตะเคียนเข้าท่อนหนึ่ง เห็นจะขนาดเท่าไม้กระบองตำรวจ เพระายาวราว ๗ คืบเท่านั้น ให้กลมเสมอกัน แล้วพระองค์ก็สั่งให้นักปราชญ์ ๔ ท่านดู พร้อมกับตรัสถามว่า

“ท่านอาจารย์ลองสังเกตดูทีว่า ทางไหนเป็นทางต้น ทางไหนเป็นทางปลาย”

นักปราชญ์ทั้ง ๔ ท่านพิจารณาดูแล้ว ก็ทูลตอบไม่ได้ว่าทางไหนต้นทางไหนปลาย ต่างคนก็ต่างเงียบ ลูบคลำท่อนไม้ตะเคียนแล้วก็ส่งให้คนดน้นๆ ส่งให้คนนี้วนเวียนกันไปเช่นนี้ จนพระเจ้าวิเทหราชตรัสว่า

“ไม้ท่อนนี้แหละจะส่งไปทดลองเจ้ามโหสถ

“แต่พวกข้าพระองค์ยังตอบไม่ได้ เจ้ามโหสถจะตอบได้อย่างไร เห็นเหลือวิสัยพระเจ้าค่ะ แต่จะลองส่งไปดูก็ดีเหมือนกันพระเจ้าค่ะ เผื่อแกจะมีลูกไม้อะไรบ้างก็ได้”

ไม้ท่อนนี้ก็ได้ถูกส่งไปยังท่านเศรษฐีศิริวัฒกะ พร้อมกับคำคาดคั้นว่า

“หากชาวบ้านตะวันออกไม่สามารถจะบอกได้ว่าทางไหนเป็นทางต้น ทางไหนเป็นทางปลาย จะต้องถูกลงโทษ อาจจะทั้งปรับทั้งจำก็ได้”

ท่านเศรษฐีเมื่อได้รับก็พิศวงใจ ใครจะไปรู้ว่าทางต้นหรือปลาย เพราะช่างกลึงมาเสียเสมอกัน ถามผู้เฒ่าผู้แก่ก็บอกกันไม่ได้ทั้งนั้น เรื่องจึงต้องถึงเจ้ามโหสถอีกเช่นเคย

พอเจ้ามโหสถเห็นก็หัวเราะ

“พ่อ ของเด็กเล่นน่ะ”

“เจ้าอย่าพูดเป็นเล่น ความเป็นความตายของพวกชาวบ้านทีเดียวนะ”

“ฉันจะทำให้พ่อดู แล้วพ่อก็จะบอกได้เองว่าทางไหนต้นทางไหนปลาย”

“เอ้า ลองทำดู พ่อจะดูแล้วจะได้รู้”

เจ้ามโหสถจึงให้เอาอ่างใหญ่ๆ ใส่น้ำมาตั้งเข้าที่ตรงหน้าเศรษฐี พร้อมกับให้เอาเชือกเล็กๆมาเส้นหนึ่งผูกเข้าตรงกลางของไม้ท่อนนั้น แล้วบอกให้พ่อดูพร้อมกับเจ้ามโหสถก็ถือเชือกเส้นนั้นไว้

พอท่อนไม้กระทบพื้นน้ำ อีกทางหนึ่งก็จมลงไปก่อน อีกทางหนึ่งจมลงไปทีหลัง

มโหสถจึงถามว่า

“พ่อเห็นหรือยัง”

“เห็น”

“ทางต้นหนักหรือทางปลายหนัก”

“ต้นสิหนัก ทางปลายต้องเบากว่า”

“ถ้าเช่นนั้นพ่อคงจะรู้แล้วว่าทางไหนต้น ทางไหนปลาย”

แล้วท่านเศรษฐีก็ทำเครื่องหมายที่ไม้ท่อนนั้น ว่าทางนั้นเป็นต้น ทางนั้นเป็นปลาย ส่งไำปถวายพระเจ้าวิเทหราช

พระเจ้าวิเทหราช ได้สดับการแก้ปัญหาของท่านเศรษฐีก็รับว่าจริง และสอบถามชาวบ้านว่าเป็นความคิดของใครจึงแก้ปัญหานี้ได้

พวกชาวบ้านก็กราบทูลว่า

“เป็นความคิดของเจ้ามโหสถบุตรชายของท่านเศรษฐีนั่นเอง”

พระเจ้าวิเทหราชจึงตรัสถามเสนกะว่า

“ท่านอาจารย์ สมควรจะรับเจ้ามโหสถเข้ามาหรือยัง”

อาจารย์เสนกะ เพราะความกลัวว่ารัศมีของตนจะด้อยไป เพราะมีคนฉลาดกว่าอย่างเจ้ามโหสถเป็นต้น ก็คิดจะถ่วงไว้ก่อนจึงกราบทูลว่า

“ขอเดชะ ธรรมดาสกาหรือหมากรุกหากได้ผู้ที่มีฝีมือทัดเทียมกันจะเล่นอะไรดูมันสนุกไปทุกอย่าง ถ้าหากพบคนไม่มีฝีมือหรือฝีมือด้อยกว่ากันแล้ว การเล่นนั้นจะสนุกไม่ได้เลยฉันใด การที่ให้เจ้ามโหสถแสดงถึงปัญญาให้ปรากฏนั้นเป็นเครื่องรื่นเริงบันเทิงใจของเหล่านักปราชญ์เช่นข้าพระองค์ เพราะเหตุนี้เกล้ากระหม่อมจึงขอทดลองเจ้ามโหสถอีกต่อไปอีกหน่อยพระเจ้าค่ะ สนุกจริง สนุกเหลือเกิน”

แล้วเสนกะก็หัวเราะอย่างปลื้มใจ

พระวิเทหราชก็ได้แต่นิ่งอึ้ง

“เอ้า! อย่างนั้นก็รอไปก่อน”

กระโหลกศรีษะ

หลังจากเรื่องนั้นผ่านไปไม่นาน พระเจ้าวิเทหราชก็คิดจะทดลองเจ้ามโหสถดูอีกว่า จะเป็นคนฉลาดทรงความรู้จริงหรือไม่ จึงให้ส่งกะโหลกศรีษะไปให้ชาวบ้านทางตะวันออก พร้อมกับบังคับว่า

“ถ้าชาวบ้านบอกว่ากระโหลกศรีษะอันไหนเป็นหญิงและเป็นชายไม่ได้ จะต้องถูกปรับพันกหาปณะ” ซึ่งจะเทียบในสมัยนี้ก็เท่ากับ ๔,๐๐๐ บาท ซึ่งก็นับว่าไม่น้อยเหมือนกัน

พอท่านเศรษฐีได้รับคำสั่งก็เรียกประชุมผู้เฒ่าผู้แก่ทันที ลองสอบถามกันดูว่าใครทราบบ้าง แต่ก็หาคนทราบไม่ได้ เรื่องก็ต้องถึงมโหสถอีกนั่นแหละ

เพียงแต่มองเห็นคราวแรกเท่านั้น มโหสถก็กล่าวว่า

“พุทโธ่! นึกว่าจะเป็นปัญหาที่ยากเย็นแสนเข็ญเพียงไร ที่แท้ก็เป็นปัญหาของเด็กๆ นั่นเอง”

“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นหน้าที่ของพ่อที่จะแก้ปัญหานี้”

ท่านเศรษฐีกล่าว

เหมือนกับว่ามโหสถได้เคยศึกษากายวิภาคมาหรืออย่างไร เขาได้หยิบกะโหลกขึ้นมากะโหลกหนึ่งพร้อมกับชี้แจง

“กะโหลกนี้เป็นกะโหลกศรีษะของชาย”

“เพราะอะไร?”

“เพราะรอยประสานของกะโหลกที่เป็นทาง ๆ หรือที่เรียกว่าแสกตรง จึงรู้ได้ว่าเป็นกะโหลกของชาย”

“ส่วนของผู้หญิงล่ะ”

“ก็ดูโดยตรงกันข้ามน่ะสิ คือแสกในกะโหลกศรีษะของหญิงคด ไม่ตรงเหมือนอย่างของชาย เพราะฉะนั้นท่านบิดาบอกไปได้เลยว่า กะโหลกที่มีแสกตรงเป็นกะโหลกชาย และกะโหลกที่มีแสกคดเป็นกะโหลกหญิง”

ท่านเศรษฐีก็ได้บอกไปเช่นนั้น

เมื่อพระเจ้าวิเทหราชทรงสอบถามว่า เป็นความคิดของใครก็ได้รับทราบว่าเป็นความคิดของมโหสถ ก็มีพระทัยเต็มตื้นไปด้วยความปราโมทย์ แต่ก็ยังมิได้รับเข้ามาในพระราชสำนักเพราะท่านเสนกะยังจะต้องทดลองอีกต่อไป

เรื่องของงู

คราวนี้พระเจ้าวิเทหราชส่งงูไปให้ชาวบ้านแจ้งมาว่าเป็นงูตัวผู้หรือตัวเมีย ถ้าไม่ได้ก็จะต้องถูกปรับเป็นราคาเงินตั้ง ๔,๐๐๐ บาท ชาวบ้านก็ต้องหมดปัญญาตามเดิม เรื่องมันก็ถึงมโหสถ

มโหสถก็ได้แก้ปัญหานี้โดยแสดงว่า ลักษณะของงูตัวผู้หางและหัวใหญ่ นัยน์ตาใหญ่ ลวดลายที่ลำตัวติดต่อกัน ส่วนลักษณะของตัวเมียนั้นมีว่าหางงูตัวเมียเรียวและหัวก็เรียวยาว นัยน์ตาเล็ก ลวดลายตามตัวขาดไม่ค่อยจะติดกัน และก็ชี้ให้ชาวบ้านเห็นว่างูที่ส่งมานั้นตัวไหนเป็นตัวผู้ และตัวไหนเป็นตัวเมีย

ชาวบ้านก็นำเอาปัญหานี้ไปแก้ให้พระเจ้าวิเทหราชฟัง เมื่อพระเจ้าวิเทหราชทราบว่าเจ้ามโหสถเป็นคนแก้ก็ยิ่งโสมนัส แต่ยังไม่สามารถจะรับเข้าในพระราชสำนักได้ เพราะนักปราชญ์ที่ดีแต่พูดคือเสนกะ ยังไม่ยอมให้รับเข้ามา เพราะกลัวอะไรต่ออะไรหลายอย่าง และที่กลัวที่สุดก็เห็นจะกลัวมโหสถจะดีกว่านั่นเอง

พระเจ้าวิเทหราช แม้จะไม่พอพระทัยนักก็จำต้องยอมและทำการทดลองต่อไป

เรื่องไก่

พระเจ้าวิเทหราชทรงส่งคำไปว่า ให้ชาวบ้านแถบตะวันออกของเมืองส่งวัวตัวผู้ที่มีกายขาวทั้งตัว มีเขาที่เท้า มีโหนกที่ศรีษะ ร้องเพียง ๓ เวลา ถ้าส่งมาไม่ได้ ๔,๐๐๐ บาท ต้องเสียตามเคย

เรื่องนี้เป็นเรื่องอึกทึกครึกโครมกันในที่ประชุมของชาวบ้านกันมาก บางคนถึงกับว่า

“ออกจะไม่ยุติธรรมสักหน่อย ที่พวกชาวบ้านเราถูกกะเกณฑ์ให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ ถ้าไม่ได้ก็ถูกปรับไหม ถ้าเราไม่มีเจ้ามโหสถอยู่แล้ว ป่านนี้เราคงจะเหลือแต่กางเกงในแล้วก็ได้”

อีกคนค้านว่า

“คนไม่ใช่อย่างนั้นหรอกน่า เพราะพ่อมโหสถมาอยู่ที่บ้านนี้น่ะสิจึงทำให้เราต้องมีภาวะอย่างนี้ และเจ้ามโหสถก็แก้ได้ทุกครั้งเสียด้วย ถ้าไม่มีอย่าว่าแต่กางเกงในเลยน่า ไม่เหลือเลย จะเหลือก็แต่ตัวในชุดวันเกิดเท่านั้น เราน่ะมันช้างเท้าหลัง เขาสั่งมาก็ทำไปก็แล้วกัน ไม่ชอบใจก็กระทืบส่งใครจะไปว่า”

“อย่างนั้นมันจะถูกรึ”

“ถูกหรือไม่ถูกก็ดูเอาเอง”

“เลิกพูดกันดีกว่า”

“เลิกน่ะเลิกได้ แต่คำสั่งของพระเจ้าแผ่นดินนี่น่ะ เลิกได้หรือ”

“เออ! จริงสินะ ใครจะเป็นคนเลิก ขืนเลิกก็มีหวัง”

“แล้วก็จะตกลงกันว่าจะเอาวัวบ้าวัวบอที่ไหน ที่มีรูปร่างลักษณะอย่างนี้ส่งไปถวายเล่า”

“ตามที่เห็นๆมาก็ไม่เคยพบวัวลักษณะบ้าๆบอๆอย่างนี้สักที เกิดมาตั้ง ๖๐ - ๗๐ ปีแล้ว ยังไม่เคยเจอะเจอหรือเคยพบ”

ไม่พูดเปล่า ยังแถมหันมาแว้งเอาเพื่อนเข้าอีก

“ข้าก็ไม่เคยเห็น ลองถามท่านเศรษฐีดูดีกว่า”

ท่านเศรษฐีผู้เป็นประธานของที่ประชุมก็อ้อมแอ้มอุบอิบออกมาว่า ก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน

“เอ! ถ้างั้นเราจะเอาวัวชนิดนี้มาจากไหนเล่า”

“เขียนรูปดีไหมท่านเศรษฐี เราจะเขียนให้ประหลาดพิสดารอย่างไรก็ได้”

“แต่ว่ารูปเขียนมันร้องไม่ได้เสียด้วยน่ะสิ ถ้ามันร้องได้ก็ค่อยยังชั่ว”

“ลองป่าวประกาศชาวบ้านเราดูทีหรือว่า ใครมีวัวรูปร่างลักษณะอย่างนี้บ้าง ถ้ามีจะได้เอาส่งไปและเราก็จะให้รางวัลแก่เจ้าของด้วย”

“ก่อนจะประกาศ ลองถามเจ้ามโหสถดูก่อนเห็นจะดีเป็นแน่”

“เออดี” ทุกคนรีบรับคำ

เมอื่เศรษฐีไปถามมโหสถๆ ก็พูดว่า

“วัวเวออะไรพ่อท่าน ไม่ใช่วัวหรอก”

“ถ้างั้นเป็นอะไรล่ะ”

“พ่อก็ พระเจ้าแผ่นดินท่านให้พวกบ้านเราส่งไก่ขาวไปให้พระองค์ เพราะอะไรพ่อท่านลองคิดดูก็จะเห็นได้ว่าวัวตัวไหนล่ะจะมีเขาที่เท้า ถ้ามันมีจริงเห็นจะเป็นวัวที่เขาเอาไปออกงานวัดเป็นแน่”

“แล้วทำไมเจ้าจึงว่าเป็นไก่ล่ะ”

“ก็คือว่า ไก่ขาวน่ะชื่อว่ามีเขาที่เท้า เพราะมีเดือยที่เท้าทั้งสอง มีโหนกที่ศรีษะ ก็คือหงอนไก่นั้นเอง ร้องไม่ล่วง ๓ เวลา พ่อท่านลองคิดดูไก่ที่ดีจะขันเป็นยามเป็นเวลาเท่านั้น และไก่ขาวก็ขันเพียง ๓ เวลาเท่านั้น ฉันจึงว่าพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้ประสงค์วัวหรอก แต่ประสงค์ไก่ขาวต่างหาก”

“เออ! เข้าใจอย่างนี้พ่อก็โล่งใจ”

ท่านเศรษฐีจึงได้ส่งไก่ขาวไปถวายพระเจ้าแผ่นดินทำให้ชาวบ้านไม่ต้องเสียค่าปรับไปได้อีกครั้งหนึ่ง

พระเจ้าวิเทหราชก็ตรัสถามชาวบ้านที่นำไปอีก ถามว่าใครเป็นคนตอบปัญหานี้ ก็ได้รับคำตอบว่าเป็นความคิดของมโหสถ ซึ่งพระองค์ตรัสถามก็ได้รับคำคัดค้านจากเสนกะจอมปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ตามเคย พระองค์ก็ต้องคล้อยตาม

“รอดูไปก่อนพระเจ้าค่ะ ช้าก็เป็นการนานก็เป็นกิจพระเจ้าค่ะ เราจะได้คนดีก็เพราะเขามีความอดทนพระเจ้าค่ะ”

เรื่องแก้วมณี

หลังจากที่ได้สั่งให้ส่งโคที่มีรูปร่างวิปริตผิดพิกลมาราชสำนัก ตราบจนกระทั่งมโหสถได้ส่งไก่ขาวมาให้แล้ว พระเจ้าวิเทหราชก็คิดจะส่งอะไรไปทดลองปัญญามโหสถอีก

ในราชสำนักมีแก้วมณีอยู่ดวงหนึ่ง ข้างในมีคดถึง ๘ แห่ง และเชือกที่ร้อยแก้วมณีนั้นนานเข้าก็จะเก่าและขาดออกไป เลยใช้อะไรไม่ได้ต้องเก็บไว้เฉยๆ

“เออ! ถ้าจะเข้าที ส่งไปลองปัญญาเจ้ามโหสถดูที ถ้าแก้ได้ก็จะได้ประโยชน์ด้วย”

เมื่อทรงดำริเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าวิเทหราชก็จัดส่งแก้วมณีดวงนั้นไปยังเศรษฐีผู้บิดาของเจ้ามโหสถ พร้อมกับคำสั่งว่า

“ถ้าชาวบ้านตะวันออกร้อยแก้วมณีดวงนี้ไม่ได้ จะต้องถูกปรับ ๔,๐๐๐ บาท และอาจจะถูกลงโทษอย่างอื่นอีกด้วย”

คำสั่งนี้ไปถึงปาจีนวยมัชฌคาม ชาวบ้านก็บ่นกันพึม

“รายการซวยมาอีกแล้ว นี่ถ้าบ้านเราไม่มีมโหสถ พวกเรามิต้องขายตัว แล้วเอาไปให้เป็นค่าปรับของพระเจ้าแผ่นดินแล้วหรือ”

“ถ้าไม่มีมโหสถเสียคนเดียว บ้านเราก็คงจะไม่ยุ่งเพราะปัญหาต่างๆเหล่านี้ พระเจ้าแผ่นดินส่งมาเพื่อเจ้ามโหสถคนเดียวเท่านั้น”

“พูดยังงั้นก็ไม่ถูก บ้านเรามีชื่อเสียงติดริมฝีปากใครต่อใครมาจนบัดนี้ไม่เพราะเจ้ามโหสถหรือ ควรจะนับว่าเป็นกุศลอย่างมากที่บ้านเรามีคนอย่างมโหสถมาเกิด”

“ก็จริงของเกลอ แต่ถ้าเราไม่ต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ เราจะไม่มีความสุขหรือ”

“เราจะต้องกังวลอะไรล่ะ พอมีปัญหามาเจ้ามโหสถก็แก้ไปส่ง เราไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนอะไร ยังแถมได้ชื่อเสียงด้วยว่า ชาวบ้านเราแก้ปัญหาเหล่านี้ได้”

“จริงของเกลอแฮะ เป็นอันว่าเราน่ะดูจะคอยแต่จะได้รับความดีความชอบเท่านั้น เจ้ามโหสถเกิดมาสร้างประโยชน์ให้บ้านเรา และชาวบ้านทั้งหมดมีชื่อเสียงเลื่องลือไปตลอดวิเทหรัฐ”

เมื่อแก้วมณีได้ถูกส่งมาแล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่ประจำหมู่บ้านพิจารณาดูแล้วก็สั่นหัว

“ใครจะไปร้อยได้ แก้วอะไรมีคดตั้งเยอะแยะ จะเอาด้ายอะไรร้อยเข้าไปได้ ยังมีด้ายเก่าขาดอยู่ข้างในก็เถอะใครจะเอาออกได้บ้าง เรื่องนี้ชักสงสัยเสียแล้วว่าเจ้ามโหสถจะทำได้หรือไม่ พวกเราน่ะเห็นจะไม่มีปัญญาทำล่ะ”

“คราวนี้เห็นจะต้องเสียเงินค่าปรับให้แก่พระเจ้าแผ่นดินเสียกระมัง”

“ถ้าจ่ายก็คงเป็นท่านเศรษฐีจ่าย พวกเราจะไปมีอัฐฬสที่ไหนมาจ่าย”

“พูดยังงั้นดูจะไม่เข้าที” ท่านเศรษฐีพูดยิ้มๆ “เวลาได้ๆ ด้วยกัน เวลาเสียสิจะมาเหมาให้ข้าพเจ้าเสียคนเดียวจะเข้าทีหรือ”

“ไปเรียกเจ้ามโหสถมาดูดีกว่า พวกเราน่ะมันแก่จนปัญญาก็เก่าตามไปด้วย ไม่ได้ความสักอย่าง”

เศรษฐีก็ให้คนไปตามเจ้ามโหสถมาจากสนามเด็กเล่นพร้อมกับส่งแก้วมณีให้ดูแล้วถามว่า

“พ่อพอจะเอาด้ายเก่าออก แล้วร้อยด้ายใหม่เข้าไปได้ไหม”

“พวกผู้เฒ่าว่ายังไงกันล่ะ” เจ้ามโหสถถาม

“อย่าถามคนแก่เลยพ่อคุณ ปัญญามันเหี่ยวแห้งตามสังขารร่างกายไปนานแล้ว” ผู้เฒ่าผู้หนึ่งกล่าวยิ้มๆ

“พ่อพิจารณาให้ดี จะได้ประดับสติปัญญาคนแก่บ้าง”

มโหสถพลิกแก้วไปๆ มาๆ พร้อมกับกล่าวว่า

“ท่านพ่อให้ใครไปเอาน้ำผึ้งมาสักหน่อย”

“จะเอามาแช่หรือดองแก้วหรือ” คนแก่คนหนึ่งถาม

“เอามาก็แล้วกัน แล้วพ่อลุงจงคอยดูว่าหลานน่ะจะเอาด้ายเก่าออกได้หรือไม่”

เมื่อคนเอาน้ำผึ้งมาให้แล้ว เจ้ามโหสถก็หยดลงไปในรูแก้วมณี

น้ำผึ้งค่อยๆ ไหลเข้าไปตามคดจนเปียกชุ่มด้ายที่อยู่ข้างใน แล้วเจ้ามโหสถก็เอาไปวางที่ปากรูมด

พักเดียวเท่านั้นเจ้ามดทั้งหลายก็กรูเกรียวกันเข้ามากินน้ำผึ้งพร้อมกับฉุดลากเอาด้ายออกมาด้วย

ผู้เฒ่าบางคนที่ได้เห็นถึงกับจุ๊ปาก

“ชะ ๆ ปัญญาเจ้าเด็กน้อยนี่มันดีจริง... เป็นเราก็ส่ง ๔,๐๐๐ บาท ไปแทนแน่ ๆ”

“เป็นไงพ่อลุงทั้งหลายเห็นแล้วหรือยัง พอจะทำได้ไหม”

“พ่อทำให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว คนแก่ก็ทำได้ ว่าแต่ด้ายใหม่เถอะ จะร้อยเข้าไปได้อย่างไร”

“คอยดูต่อไปก็แล้วกัน”

มโหสถจึงเอาด้ายใหม่มาทาทางปลายด้ายด้วยน้ำผึ้งแล้วใส่เข้าไปในรู ซึ่งก็เข้าไปได้เพียงนิดเดียวก็คดแล้วให้เอาน้ำผึ้งใส่เข้าไปอีกทาง แล้วเอาไปวางที่ปากรูมดล่อให้มดออกมากินน้ำผึ้ง มดก็เข้าไปกินน้ำผึ้ง พร้อมกับไปลากเอาด้ายนั้นออกมาอีกทางหนึ่งได้

เจ้ามโหสถจึงบอกกับท่านเศรษฐีว่าสำเร็จแล้ว และให้คนนำไปถวายพระเจ้าวิเทหราช

เมื่อพระเจ้าวิเทหราชได้ทอดพระเนตรเห็น แทบไม่เชื่อว่าชาวบ้านจะทำได้ เพราะช่างหลวงทั้งปวงก็จนปัญญา ไม่สามารถจะร้อยได้ จนต้องทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่มีประโยชน์ ที่ส่งไปก็เพื่อทดลองปัญญาเจ้ามโหสถเท่านั้น แต่ผลที่ได้เอกอุยิ่งนัก

จึงสอบถามว่าชาวบ้านทำอย่างไรกันจึงร้อยได้ ชาวบ้านก็ได้กราบทูลให้ทรงทราบทุกประการ ทรงทราบว่าเป็นปัญญาของเจ้ามโหสถ ก็เต็มตื้นไปด้วยความปราโมทย์ยิ่งนัก อยากจะรับเข้ามาในพระราชสำนัก แต่ขัดด้วยท่านอาจารย์ทั้ง ๔ ยังไม่ยินยอม เกรงจะเกิดเป็นเรื่องอันตรายแก่เจ้ามโหสถ จึงคิดจะต้องทำให้นักปราชญ์ทั้ง ๔ ยินยอมให้จงได้ พระองค์จึงตรัสกับอาจารย์ทั้ง ๔ อย่างยิ้มๆ ว่า

“เป็นอย่างไรท่านอาจารย์ ควรจะรอต่อไปอีกไหม”

“ควรรอต่อไปพระเจ้าค่ะ”

เรื่องวัวออกลูก

เมื่อทรงรออยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง พระองค์ก็จัดให้เอาวัวตัวที่มีรูปร่างอ้วนท้วน เอาอาหารและน้ำกรอกปากโคเข้าไปจนพุงกางคล้ายๆ กับแม่วัวมีท้อง และให้อาบน้ำชำระกายทาขมิ้นเป็นอย่างดี แล้วส่งไปให้ชาวบ้านทิศตะวันออกตามเคย

“ถ้าชาวบ้านทำให้วัวตัวนี้ออกลูกไม่ได้ จะต้องถูกปรับเป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท”

ชาวบ้านพอได้เห็นก็หัวเราะด้วยความขบขัน

“โลกจะแตก” บางคนว่า “ก็มันเป็นวัวตัวผู้จะให้มันออกลูกได้ยังไงกันนะ ถ้าขืนออกเป็นอันว่าหมาต้องมีขา เต่าต้องมีหนวดแน่”

บางคนก็ว่า “พิจารณาดูให้ดีก่อนนะเกลอ อาจจะมีอะไรแฝงอยู่ก็ได้ ถ้ามิเช่นนั้นพระเจ้าแผ่นดินท่านไม่ส่งมาให้พวกเราจัดการหรอก”

“อกอีแป้นจะพัง” หญิงบางคนว่า “บางทีเรื่องนี้อาจจะมีคนไม่ค่อยเต็มเต็งอยู่ในวังบ้างก็ได้นะ อาจจะแนะนำบ้าๆ บอๆ อะไรก็ได้”

“อย่าไปคิดอย่างนั้น การที่ทำสิ่งเหลือวิสัยนั้นพระเจ้าอยู่หัวท่านไม่ทำแน่ คงจะมีอะไรบางอย่างที่พวกเราไม่รู้ แต่มโหสถของพวกเรารู้ก็เป็นได้ เรื่องนี้ต้องให้มโหสถจัดการจึงจะแน่”

ท่านเศรษฐีจึงให้ตามมโหสถมา แล้วชี้แจงคำสั่งให้ฟัง

มโหสถพิจารณาวัวแล้วก็หัวเราะ แล้วว่า

“เรื่องนี้เป็นธุระที่ข้าพเจ้าจะจัดการให้เรียบร้อย แต่ต้องการคนกล้าสักหน่อย พ่อท่านลองหาตัวคนดูทีหรือว่าจะมีใครกล้าหาญพอจะตอบโต้กับพระเจ้าแผ่นดินได้”

ท่านเศรษฐีก็ได้จัดหาคนตามที่ต้องการ แล้วก็นำเข้ามาให้มโหสถ

“ท่านกล้าหาญพอจะโต้ตอบกับพระราชา โดยไม่ประหม่าครั่นคร้ามได้หรือ”

“ได้ พ่อมโหสถ ข้าพเจ้าทำได้”

มโหสถจึงแนะว่า

“ท่านไม่ต้องกลัวหรือประหม่าอะไรทั้งหมด ท่านต้องนึกเสมอว่าท่านเป็นตัวแทนของชาวบ้านเรา เป็นตัวแทนข้าพเจ้า ซึ่งจะต้องรักษาชื่อเสียงให้ดีด้วย แล้วปล่อยผมเผ้าให้รุงรัง เดินร้องให้คร่ำครวญเรื่อยไป ใครถามอย่าตอบ จะตอบก็เฉพาะพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น” แล้วก็ส่งไป

ชายผู้นั้นพร้อมกับพรรคพวก ๓ – ๔ คน พอเป็นเพื่อนเดินทาง ก็ทำตามคำแนะนำของเจ้ามโหสถ แม้จะมีอำมาตย์ข้าราชบริพารถามอย่างไรเขาก็ไม่ตอบ คงร้องให้คร่ำครวญเรื่อยไป จนกระทั่งถึงพระเจ้าแผ่นดิน

“ขอได้โปรดเป็นที่พึ่งด้วยเถิดพระเจ้าค่ะ”

ชายผู้นั้นกราบทูลขึ้น

“เรื่องอะไรวะ ใครข่มเหงให้เดือดร้อน หรือมีอะไรก็บอกมา เราจะจัดการให้”

“มิได้พระเจ้าค่ะ ไม่มีใครทำให้เดือดร้อนหรอกพระเจ้าค่ะ แต่เรื่องเดือดร้อนเกิดขึ้นภายในเรือนของกระหม่อมฉันเองพระเจ้าค่ะ”

“มีอะไรล่ะ”

“คือว่าท่านบิดาของกระหม่อมฉันเจ็บท้องมาได้ ๗ วันแล้วพระเจ้าค่ะ แต่ลูกไม่ออกมา หมอหมดปัญญาพระเจ้าค่ะ กระหม่อมฉันจึงต้องมาขอพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม ช่วยให้ท่านบิดาของกระหม่อมฉันได้คลอดโดยสวัสดิภาพหน่อยเถิดพระเจ้าค่ะ”

พระเจ้าวิเทหราชทรงพระสรวลลั่นไปทั่วพระโรงพร้อมทั้งหมู่อำมาตย์ราชบริพารซึ่งอดกลั้นไว้ไม่ได้ ก็พลอยหัวเราะออกไปบ้าง

“ฮ่ะ! ฮ่ะ! เจ้าน่ะมีสติดีอยู่หรือเปล่าวะ ดูท่าจะต้องส่งให้หมอเขาพิจารณาเสียแล้ว” แล้วก็ทรงพระสรวลต่อไปอีก

“มิได้พระเจ้าค่ะ กระหม่อมฉันปกติดีทุกอย่าง แต่ได้โปรดเถิดพระเจ้าค่ะ บิดากระหม่อมฉันทนทุกข์มาได้หลายวันแล้ว”

“ก็ผู้ชายมันจะออกลูกได้ยังไงวะ ขืนออกโลกมันก็จะแตกเท่านั้นเอง” แล้วก็ทรงพระสรวลต่อไปอีก

“ได้โปรดพระเจ้าค่ะ ถ้าท่านบิดาของกระหม่อมฉันเป็นผู้ชายออกลูกไม่ได้ แล้วโคตัวผู้ที่พระองค์ส่งไปบังคับให้ชาวบ้านทิศตะวันออกให้ออกลูกให้ได้ ถ้าไม่ได้จะปรับนั้น จะออกได้อย่างไรพระเจ้าค่ะ”

เงียบเสียงทรงพระสรวลทันที พร้อมกับตรัสถาม

“ว่าไงนะ ว่าใหม่อีกที”

ชายผู้นั้นก็ย้ำคำเดิม

“เจ้ามาจากบ้านมโหสถรึ”

“สำคัญ! สำคัญ! ข้าก็ลืมไปว่าได้ส่งปัญหาข้อหนึ่งไปให้มโหสถคิด กลับถูกมันซ้อนปัญหาเข้าให้”

“เจ้าได้ความคิดนี่มาจากใคร”

“จากมโหสถพระเจ้าค่ะ”

“เอาล่ะ เจ้ากลับไปได้แล้ว ส่งวัวคืนมา แล้วบอกท่านเศรษฐีว่าข้าพอใจแล้ว” พร้อมกับพระราชทานรางวัลให้ชายคนนั้นพร้อมกับพรรคพวก แล้วก็ส่งกลับไป

เสร็จแล้วทรงหันไปจะถามนักปราชญ์ทั้งสี่ซึ่งหมอบเฝ้าอยู่ไม่ห่าง แต่ไม่ถามกลับตรัสเสียเองว่า

“รอไปก่อน ทดลองดูอีกก่อน”

พวกอำมาตย์ข้าราชบริพารก็ยิ้มๆ ไปตามๆ กัน

แต่นักปราชญ์ทั้งสี่ทำหน้าพิกล

เรื่องหุงข้าว

พระเจ้าวิเทหราชทรงทดลองมโหสถทั้งความรู้และเชาว์ไหวพริบหลายประการมาแล้ว มโหสถก็แก้ได้สมกับคำว่าปราชญ์ทีเดียว ถึงเช่นนั้นนักปราชญ์ประจำราชสำนักทั้ง ๔ ท่าน ก็ยังยืนยันคำอยู่ว่า ขอให้ทดลองดูไปก่อน หม้อจะดีต้องค่อย ๆ ตีกล่อมเกลาไปทีละน้อย จึงได้หม้อดี

แต่จะอ้างเหตุผลอย่างไรก็ตาม แม้จะไม่พอพระทัยพระเจ้าวิเทหราชก็ตาม ก็ทรงยินยอมคือรอ และส่งปัญหาไปให้แก้

คราวนี้ก็เช่นกัน ทรงส่งราชบุรุษไปกำชับชาวบ้านปาจีนวยมัชฌคาม จงหุงข้าวเปรี้ยวประกอบด้วยองค์ ๘ ประการมาให้ คือ

  1. ๑. ไม่ให้หุงด้วยข้าวสาร
  2. ๒. ไม่ให้หุงด้วยน้ำ
  3. ๓. ไม่ให้หุงข้าวด้วยหม้อข้าว
  4. ๔. ไม่ให้หุงด้วยเตาหุงข้าว
  5. ๕. ไม่ให้หุงด้วยไฟ
  6. ๖. ไม่ให้หุงด้วยฟืน
  7. ๗. ไม่ให้หญิงหรือชายยกมา
  8. ๘. ไม่ให้นำมาในทาง

ถ้าไม่ได้ ๔,๐๐๐ บาท จ่ายมาเสียดี ๆ

ชาวบ้านพอได้รับคำสั่ง เออ.! อกอีปุกจะแตก มีอะไรประหลาดพิศดารมาเรื่อยๆ ดูคนตั้งปัญหาเหล่านี้คงจะมาจากมหาวิทยาลัยบ้านสมเด็จ หรือศรีธัญญาเสียเป็นแน่ ถ้าเป็นคนเมืองเราก็คงจะไม่คิดอย่างนี้ แต่ถึงเช่นนั้นก็ต้องพยายามแก้

ทุกคนส่ายหัว “อย่าคิดบ้าๆบอๆหน่อยเลยวะ คนอย่างเรามัวแต่ทำไร่ไถนาไปวันหนึ่ง แล้วจะมีหัวมาคิดแก้ปริศนารึ”

“ชาวนาไม่มีหัวคิดบ้างหรือไง?”

อีกคนค้าน

“เกลอจะคิดยังไงเป็นเรื่องของเกลอ แต่ปัญหานี้ต้องพ่อมโหสถเท่านั้นที่จะคิดออก เพราะเกลอเห็นไหมว่าปัญหาทุกข้อส่งมาเพื่อให้พ่อมโหสถคิดคนเดียวเท่านั้น คนอื่นไม่ได้เกี่ยว”

“จริงอย่างเกลอว่า เพราะคนอื่นคิดไม่ได้ ทำไมจึงจะต้องเป็นพ่อมโหสถทุกที เรื่องนี้ไม่ต้องเถียงหรือออกความเห็นกันหรอก ส่งไปให้มโหสถจัดการเป็นดีที่สุด”

ปัญหานี้ก็ถูกส่งไปให้เจ้ามโหสถแก้ และมโหสถจะแก้อย่างไร

เจ้ามโหสถพิจารณาปัญหาแล้วก็ยิ้ม ๆ

“เรื่องเล็ก” เขาว่า

“พ่ออย่าว่าเป็นเรื่องเล็ก ถ้าทำไม่ได้ชาวบ้านจะถูกปรับตั้ง ๔,๐๐๐ บาท จะเอาที่ไหนไปให้ท่านเล่า”

“ไม่เป็นไร ถ้าแก้ไม่ได้ก็เอาที่ท่านพ่อ เพราะท่านเป็นเศรษฐีและเป็นหัวหน้าหมู่บ้านนี้”

“พ่ออย่าพูดเป็นเล่นไปเลย” ท่านเศรษฐีว่า

“จะแก้อย่างไรก็จัดการเข้าเถอะ”

“แหม! มีข้อบังคับถึง ๘ ข้อ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็จะแก้ให้ได้ ๑. ท่านไม่ให้หุงข้าวสาร เราก็ต้องจัดการหุงด้วยข้าวป่นหรือปลายข้าว เพราะไม่ได้ชื่อว่าข้าวสาร ๒. ไม่ให้หุงด้วยน้ำ ข้อนี้ลำบากหน่อย ต้องให้คนไปรวบรวมน้ำค้างมาให้พอจึงจะหุงได้ เพราะน้ำค้างไม่ใช่น้ำตามปกติ ๓. ไม่ให้หุงด้วยหม้อข้าว เราก็หุงด้วยภาชนะอื่น เช่น กะทะก็ได้ ๔. ไม่ให้หุงด้วยเตา เราก็ตอกหลักเอาก้อนหินวางเป็นสามเส้าก็ใช้ได้ ๕. ไม่ให้หุงด้วยไฟ เราก็จัดแจงเอาแว่นส่องจากแสงพระอาทิตย์ลงมาจุดไฟ หรือมิฉะนั้นเราก็จัดการสีเอาไฟมาใช้ก็เป็นอันสำเร็จ ๖. ไม่ให้หุงด้วยฟืน เราก็หุงด้วยถ่าน หรือมิฉะนั้นก็เอาใบไม้ก็ได้เช่นกัน ๗. ไม่ให้หญิงหรือชายยกมา ข้อนี้ไม่ยาก เอากระเทยยกไปก็สิ้นเรื่อง ๘. ไม่ให้นำมาในทาง ที่ใดเป็นทางคนเดินเราก็ไม่เดิน เดินเสียนอกทาง ก็เป็นอันแก้ได้ครบทั้ง ๘ ข้อ ท่านพ่อว่าสำเร็จไหม”

“ความคิดของพ่อวิเศษจริง เป็นอันว่าชาวบ้านไม่ต้องจ่ายทรัพย์เป็นค่าปรับให้แก่พระเจ้าแผ่นดิน”

ท่านเศรษฐีได้ทำตามความคิดมโหสถเช่นนั้น แล้วให้กระเทยนำเอาข้าวเปรี้ยวที่หุงสุกแล้ว ใส่ในภาชนะผูกด้ายตีตราแล้วนำไปถวายพระเจ้าแผ่นดิน

เมื่อพระเจ้าวิเทหราชได้เห็น และได้ทราบว่าสิ่งทั้งปวงนี้สำเร็จด้วยความคิดของมโหสถก็ทรงพระโสมนัสเป็นยิ่งนัก ทรงหันไปทางนักปราชญ์ทั้ง ๔ ซึ่งต่างก็ก้มหน้าไม่ยอมสบพระเนตรด้วยทรงตรัสขึ้นมาลอยๆ

“รอไปก่อน ทดลองดูอีกก่อน”

นักปราชญ์ทั้ง ๔ ท่าน ถือว่าไม่ใช่พระราชดำรัสถาม ก็เลยถือความดุษณีภาพเป็นสมบัติเสียเลย

ชิงช้าห้อยด้วยเชือกทราย

เมื่อทรงทดลองด้วยความจริงแล้ว คราวนี้ต้องการจะทดลองไหวพริบดูบ้าง มโหสถจะคงแก่เรียนประกอบด้วยเชาว์ไหวพริบสมบูรณ์หรือไม่ จึงดำรัสสั่งให้ราชบุรุษไปแจ้งแก่ท่านเศรษฐีบิดามโหสถว่า

“ภายในพระราชสำนักมีชิงช้าห้อยด้วยเชือกทรายอยู่ชิงช้าหนึ่ง เดี๋ยวนี้เชือกทรายนั้นขาดลงไป จงฟั่นเชือกส่งมาให้โดยด่วน จะใช้ห้อยชิงช้านั้น ถ้าไม่ได้ ๔,๐๐๐ บาท จะต้องเสียค่าปรับ”

พอปัญหานี้ไปถึงท่านเศรษฐี

“เอาอีกแล้ว ปัญหาบ้าบอคอแตกทั้งนั้น เราเองรึก็แก้ไม่ได้สักที คนเฒ่าคนแก่ปัญญาเหี่ยวแห้งหัวโตไปด้วยกันทั้งนั้น ต้องพึ่งเจ้ามโหสถลูกเล็กเสียเรื่อย ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าละอาย เสียแรงเป็นวัยวุฒิ แก่แต่ตัวเท่านั้นเอง”

เศรษฐีรำพึงออกมาดังๆ

“แต่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะไม่มีใครเลยที่จะฟั่นทรายให้เป็นเชือกขึ้นมาได้

“เออ! กลุ้มจริงๆ ปัญหาแต่ละข้อหนักสมองพิลึก ลองดูเจ้ามโหสถก่อน ดูว่ามันจะฟั่นได้ไหม”

แล้วท่านเศรษฐีก็ให้คนไปตามมโหสถมาจากสถานที่เล่นของเด็ก พอมาถึงก็บอกปัญหาให้ฟังพร้อมกับเสริมว่า

“ตั้งแต่พ่อเกิดมาก็เพิ่งเคยได้ยินนี่เหละว่าเขาเอาทรายมาฟั่นเป็นเชือกก็ได้ อย่าว่าแต่เชือกทรายเลย เพียงแต่ได้ยินก็ยังไม่เคย เจ้าน่ะคิดอย่างไร”

“ฉันเองก็เหมือนกัน เพิ่งเคยได้ยินนี่เหละ”

“งั้นก็แย่ล่ะว้า เห็นจะต้องเสียเงิน ๔,๐๐๐ เสียแล้ว”

“ไม่เป็นไรน่ะพ่อ ขอให้ลูกพิจารณาเรื่องนี้ดูก่อน”

“เอ้า! เจ้าจะคิดก็คิดเสีย จะเอาอย่างไรก็เอา”

มโหสถพิจราณาดูก็แล้วก็กล่าวว่า

“พ่อ เรื่องนี้เห็นจะต้องหนามบ่งหนามเสียแล้ว”

“บ่งก็บ่งสิ ทำอย่างไรก็ทำไปเลย”

“พ่อ ช่วยหาคนที่กล้าหาญไม่ประหม่าให้ฉันสัก ๒ - ๓ คนเถอะ”

ท่านเศรษฐีก็จัดให้

มโหสถจึงชี้แจงให้คนเหล่านี้ทราบวิธีการกราบทูลต่อพระเจ้าแผ่นดิน และกิริยาอาการที่จะประพฤติทั้งปวงแล้วส่งไป

พวกชาวบ้านเดินทางไปยังพระราชวังของพระเจ้าวิเทหราช ขออนุญาตจากเจ้าพนักงานเข้าไปเฝ้า พอได้รับอนุญาตแล้ว เขาเหล่านั้นก็พากันเข้าไปยังท้องพระโรง ซึ่งพระเจ้าวิเทหราชกำลังเสด็จออกว่าราชการอยู่

พอเข้าไปถึงชาวบ้านกราบถวายบังคม พระเจ้าวิเทหราชจึงตรัสถามว่า

“พวกเจ้ามาจากบ้านปาจีนวยมัชฌคามหรือ”

“พระเจ้าค่ะ พวกข้าพระบาทมาจากหมู่บ้านปาจีนวยมัชฌคาม”

“เชือกที่สั่งให้ฟั่นได้มาหรือยัง?”

“พวกข้าพระองค์กำลังจะมาทูลถามพระองค์พระเจ้าค่ะ”

“ถามเรื่องอะไรกันล่ะ?”

“คือเรื่องเชือกทรายพระเจ้าค่ะ ที่ทรงสั่งไปนั้นไม่ได้บอกกำหนดว่าจะให้ฟั่นกี่เกลียว ตามธรรมชาติเชือกป่านที่เขาใช้ผูกว่าวนั้น บางคนชอบใช้สองเกลียวแต่ใหญ่หน่อย บางคนก็ใช้สี่เกลียวแต่ให้เส้นเล็กหน่อย เส้นหนึ่งอาจจะฟั่น ๒ - ๓ - ๔ เกลียวก็ได้ และอีกอย่างหนึ่งขนาดเล็กใหญ่แค่ไหนพระองค์ก็มิได้ตรัสบอกไปด้วย พวกข้าพระองค์จึงขอรับทราบ และอยากจะขอตัวอย่างไป เพื่อที่จะเทียบกับเชือกที่จะฟั่นใหม่พระเจ้าค่ะ”

“อุวะ! ข้าจะไปมีตัวอย่างให้พวกเจ้าได้อย่างไร ที่ในวังของข้ายังไม่เคยมีเชือกทรายสักเส้นเดียว”

“ทรงพระกรุณาโปรด ถ้าเช่นนั้นข้าพระบาทก็ไม่สามารถจะฟั่นได้ เพราะไม่มีตัวอย่างพระเจ้าค่ะ”

“ใครส่งพวกเจ้าเข้ามาขอตัวอย่างล่ะ?”

“พ่อมโหสถเป็นคนจัดการพระเจ้าค่ะ”

“เออ! พวกเจ้าไปบอกมโหสถเถอะว่าข้าพอใจแล้ว”

แล้วก็พระราชทานรางวัลให้คนเหล่านั้นตามสมควรแล้วก็ส่งกลับไป

แล้วหันไปทางนักปราชญ์เอกอุทั้ง ๔ ซึ่งหมอบเฝ้าอยู่ตรงพระพักตร์ ยิ้มแล้วตรัสว่า

“รอไปก่อน ทดลองดูอีกก่อน”

ทั้ง ๔ ไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากออกปากรับว่า

“พระเจ้าค่ะ”

เรื่องก็เป็นอันว่าพระเจ้าวิเทหราชต้องรอต่อไป เพราะความอิจฉาริษยาที่ฝังแฝงอยู่ในดวงใจของนักปราชญ์ที่ด้อยศีลธรรมเหล่านั้น

เรื่องสระ

เมื่อเรื่องเชือกผ่านไปแล้วไม่นานนัก ราชบุรุษที่ทรงส่งไปสังเกตการณ์ ณ หมู่บ้านของมโหสถไม่เห็นส่งข่าวคราวมา พระเจ้าวิเทหราชจึงส่งปริศนาไปเพื่อทดลองเจ้ามโหสถอีกข้อหนึ่งว่า

“พระเจ้าแผ่นดินประสงค์จะเล่นน้ำในสระที่มีบัว ๕ ชนิดขึ้นอยู่เต็มไป ให้ประกอบด้วยดอกนานาชนิด ให้ชาวบ้านปาจีนวยมัชฌคาม ส่งสระดังกล่าวนี้ไปยังพระราชวังภายใน ๗ วัน ถ้าไม่ส่งจะต้องถูกปรับ ๔,๐๐๐ บาท”

ท่านเศรษฐีได้รับคำสั่ง อดที่จะพึมพำออกมาไม่ได้

“ปัญหามีมาเสียเรื่อย แต่ละอย่างชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้าทั้งนั้น ถ้าไม่มีมโหสถเห็นจะต้องอพยพบ้านหนีไปอยู่เมืองอื่นทีเดียว” แล้วก็ใช้คนให้ไปตามมโหสถมาดังเคย

เมื่อมโหสถมาถึงก็บอกความทั้งปวงให้ฟัง

มโหสถได้ฟังก็บอกกับท่านเศรษฐี

“พ่อหาคนที่คล่องแคล่วรูปร่างกำยำล่ำสัน และกล้าหาญในการที่จะตอบโต้ข้อความให้ฉันสัก ๕ – ๖ คน”

ท่านเศรษฐีออกไปจัดแจงมาให้ พอคนเหล่านั้นเข้ามาถึงมโหสถก็เรียกมาชี้แจงว่า

“เมื่อพวกท่านไปถึงพระราชวังแล้ว จงพยายามโต้ตอบกับพระเจ้าแผ่นดินให้ดี และพูดจนเห็นว่าพระองค์ยอมแล้วท่านจงกลับมา แต่ก่อนที่จะไปท่านจงพากันเล่นน้ำเสียให้โชกโชนจนตาแดงผมเผ้าเปียกปอนแล้วถือเชือกเส้นใหญ่ไปด้วย”

คนเหล่านั้นก็พากันปฏิบัติตามคำชี้แจง มองดูสภาพของคนเหล่านั้นที่พากันเดินทางไปพระราชวังของพระเจ้าวิเทหราช เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มโชกไปด้วยน้ำ ผมเผ้าเปียกปอน แถมยังถือเชือกเส้นใหญ่ไว้ในมือด้วยแล้ว คล้ายกับว่าคนวิกลจริต ใครจะสอบถามอย่างไรคนเหล่านั้นก็นิ่งไม่ยอมตอบ แม้นายประตูจะถามก็บอกแต่เพียงว่า

“มาจากหมู่บ้านปาจีนวยมัชฌคาม จะไปเฝ้าพระเจ้าวิเทหราช”

คำว่าปาจีนวยมัชฌคามเหมือนเป็นคำสั่งผ่าน เพราะบรรดานายประตูทั้งหลายย่อมได้รับคำสั่งว่าถ้าชาวบ้านนี้มา ก็ให้ปล่อยเข้ามาเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินได้เลย ไม่ต้องหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ นายประตูจึงยอมให้ผ่านได้พร้อมกับกล่าวอย่างทีเล่นทีจริงว่า

“ได้รางวัลแล้วอย่าลืมกันเสียล่ะ”

“เอาเถอะน่ะ ถ้าได้รับหวายแล้วจะเอามาแบ่งให้”

นายประตูชักสงสัย “ว่ายังไงนะ”

ผู้เป็นหัวหน้าชาวบ้านตอบยิ้มๆ

“ถ้าได้รับหวายจะเอามาแบ่งให้บ้าง”

“ทำไมถึงจะได้รับหวายล่ะ และหวายน่ะจะเอาไปทำอะไรได้ เห็นแต่เขาเอาไปเย็บจากบ้าง ทำราวตากผ้าบ้าง”

“ไม่ใช่เช่นนั้น ที่พูดนี่เป็นเรื่องหวายตะค้าที่สำหรับเฆี่ยนนักโทษน่ะ”

“แล้วจะเอาไปทำอะไรล่ะ”

“ก็เฆี่ยนหลังน่ะสิ”

“อาจจะอย่างนั้น เพราะถ้าพวกข้าพเจ้าพูดทูลไม่ต้องพระราชประสงค์ อาจจะถูกเฆี่ยนก็ได้ ถ้าได้จริงก็จะให้ท่านได้รับส่วนแบ่งด้วย ถ้าพวกข้าพเจ้าได้คนละ ๓๐ ก็จะแบ่งให้ท่านคนละ ๑๕ ดีไหม?”

นายประตูทำคอย่น

“พ่อคุณ ส่วนแบ่งนี้ของดเถอะไม่เอาล่ะ ดีไม่ดีจะให้แบ่งหวายมาลงหลังเสียแล้ว ไปเถอะ รีบไปไวๆ เถอะ แล้วไม่ต้องเอามาแบ่งให้หรอกนะ”

พวกชาวบ้านก็พากันมาเฝ้าพระเจ้าวิเทหราช ณ ที่พระโรงวินิจฉัย

“พวกเจ้ามาจากบ้านปาจีนวยมัชฌคามหรือ?”

“พระเจ้าค่ะ พวกข้าพระองค์มาจากบ้านปาจันวยมัชคาม”

“เจ้ามโหสถยังอยู่ดีหรือ?”

“พระเจ้าค่ะ มโหสถตลอดตนบิดามารดาสบายดีพระเจ้าค่ะ”

“แล้วพวกเจ้าที่เปียกมะล่อกมะแล่กมานี่ล่ะ เพราะอะไร?”

“เป็นเพราะคำสั่งของพระองค์พระเจ้าค่ะ”

“ข้าไม่ได้ให้พวกเจ้าเปียกเลยนี่นา”

“มิได้พระเจ้าค่ะ คือคำสั่งที่พระองค์ตรัสบังคับให้ชาวบ้านปาจีนวยมัชฌคามส่งสระมาให้นั่นแหละ ที่ทำให้พวกข้าพระองค์ตกอยู่ในสภาพเปียกปอนเช่นนี้”

พวกชาวบ้านตอบออกมาเท่านั้น ก็ทรงพระสรวลอย่างชอบอกชอบใจ และตรัสว่า

“นึกว่ากูบ้าคนเดียว มโหสถก็บ้าไปกับกูเหมือนกัน แล้วทำไมไม่ส่งมาละ ขัดข้องอะไรรึ หรือจะเอาเงินมาเสียค่าปรับ”

“มิได้พระเจ้าค่ะ พวกข้าพระองค์จะเอาเงินมาเสียค่าปรับไหมก็หามิได้ แต่พวกข้าพระองค์มาขอความกรุณาพระเจ้าค่ะ”

“พวกเจ้าจะมาผัดผ่อนเรื่องเงิน ใช่หรือไม่?”

“มิได้พระเจ้าค่ะ พวกข้าพระองค์มิได้มาขอผัดผ่อน แต่ว่าต้องขอพระราชทานอภัยก่อนพระเจ้าค่ะ”

“เอ้า! มีอะไรก็ว่ามา ข้าให้”

“คือว่า พวกเกล้ากระหม่อมฉันเปียกปอนมาทั้งนี้ก็เพราะสระที่พระองค์ต้องประสงค์นั่นแหละพระเจ้าค่ะ ทำพิษ”

“มันทำพิษอย่างไร ลองว่าไปดูทีหรือ?”

“คือว่า...”

“วะ! แก่คือว่าเสียจริง” ทรงตรัสอย่างชักจะทรงพระพิโรธ

“พวกเกล้ากระหม่อมได้รับคำสั่งจากท่านเศรษฐีให้นำสระใหญ่ที่เต็มไปด้วยบัวนานาชนิดจากหมู่บ้านมายังพระราชวังของพระองค์ พวกข้าพระองค์ก็เอาเชือกเส้นใหญ่ๆ ผูกมัดเป็นอันดีแล้ว คนมากด้วยกันก็ช่วยกันชักชะลอมา แต่พอจวนถึงประตูเมืองก็เกิดเรื่องพระเจ้าค่ะ”

“เกิดเรื่องอะไรล่ะ?”

“เกิดเพราะสระใหญ่นั่นเคยอยู่แต่ในป่าดงพงพี ไม่เคยเห็นพระราชวัง พอมาเห็นประตูเมืองก็เลยตกใจสลัดเชือกหนีไปเสีย พวกข้าพระองค์จะช่วยกันโบยตีอย่างไรก็ไม่กลับพระเจ้าค่ะ”

“เอ๊ะ! เรื่องสนุกดีว่ะ แล้วเจ้าจะให้ข้าช่วยอย่างไร สระมันจึงจะยอมมาล่ะ”

“ข้อนี้ล่ะที่พวกข้าพระองค์ต้องมาขอความกรุณาจากพระองค์”

“จะขออะไรก็บอกมาสิ มัวอมพะนำอยู่ได้”

“คือจะขอให้พระองค์เอาสระน้ำที่มีอยู่ในเมืองออกไปพบกับสระใหญ่สักหน่อยก็คงจะเข้าใจเรื่องกันได้”

ทรงพระสรวลลั่นท้องพระโรง แลัวดำรัสออกมาอย่างขบขันว่า

“ถ้าจะต้องสร้างโรงพยาบาลโรคจิตเพิ่มขึ้นอีกเพราะเรื่องเอาสระไปต่อสระ หน็อย...ยังแถมคุยกันรู้เรื่องเสียด้วย ว่าไงท่านอำมาตย์ อากาศก็ไม่ค่อยร้อนนี่ไหงเป็นงั้นไป”

“ไม่ทราบเกล้าเหมือนกันพระเจ้าค่ะ”

ทรงหันไปทางชาวบ้าน

“ใครบอกกับพวกแกล่ะ ว่าให้เอาสระในพระราชวังไปต่อเอาสระใหญ่ข้างนอกมา อย่าว่าแต่มนุษย์จะทำเลย เทวดาก็ยังทำไม่ได้”

“ได้ทรงพระกรุณาโปรด มโหสถเป็นคนบอกกับพวกข้าพระบาท”

“คนบอกน่ะมันบ้า”

“ขอเดชะ พระองค์รับสั่งให้ชะลอสระเข้ามาในพระราชวัง ถ้าไม่ได้จะปรับชาวบ้านพระเจ้าค่ะ”

“เออ! เอ๊ะงั้นข้าก็บ้าเหมือนกันล่ะสิ” แล้วตรัสกำชับพวกชาวบ้านว่า

“จริงสินะ ข้าก็บ้า พวกแกก็บอพอกันทั้งนั้น ไม่มีใครชะลอสระมาได้หรอก เจ้ามโหสถเข้าใจได้ดีแล้ว ข้าเองก็ลืมไปเหมือนกัน”

แล้วพระราชทานรางวัลให้กับชาวบ้านเหล่านั้นตามสมควรแล้วส่งกลับไป

เมื่อชาวบ้านกลับไปเรียบร้อยแล้ว ทรงหันไปทางนักปราชญ์ทั้ง ๔

“ว่าไง! ท่านอาจารย์คงจะทดลองดูต่อไปอีกสักหน่อยกระมัง”

“ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า ควรเป็นเช่นนั้นพระเจ้าค่ะ”

“เอ้า! รอก็รอ” ทรงตรัสอย่างฝืนๆ

เรื่องสวน

เมื่อมีพายุใหญ่พัดผ่านวิเทหราชมาในวันหนึ่ง ทำให้บ้านเรือนราษฎร ตลอดจนต้นหมากรากไม้ตามไร่ตามสวนหักโค่นเกลื่อนกลาดไปหมด ราษฎรปราศจากที่อยู่เดือดร้อนไปตาม ๆ กัน พระเจ้าวิเทหราชต้องเสด็จออกทรงบรรเทาทุกข์วาตภัยโดยด่วน และก็ได้พบว่าพระราชอุทยานของพระองค์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก คงเป็นอุทยานอยู่เพียงชื่อเท่านั้น

หลังจากที่ได้บรรเทาทุกข์ให้ราษฎรเรียบร้อย แล้วพระองค์ก็ส่งปริศนาไปยังมโหสถอีกข้อหนึ่ง

“เพราะอุทยานของเราหักโค่นหมดสภาพเป็นอุทยาน ให้ชาวปาจีนวยมัชฌคามส่งอุทยานใหม่มาให้เราภายใน ๗ วัน ถ้าไม่ได้จะต้องปรับไหม ๔,๐๐๐ บาทเช่นเคย”

พวกชาวบ้านซึ่งรอดจากวาตภัยเพราะลมผ่านไปเสียทางอื่น พอเจอปัญหานี้เข้าบางคนถึงกับสะอึก

“เอาอีกแล้ว ขี้ไม่ออกเยี่ยวไม่ออกก็ตกเป็นภาระของชาวบ้านเรา ทีบ้านอื่นเขาทำไมไม่ถูกบังคับอย่างพวกเราบ้าง ดูๆ ก็ออกจะไม่ยุติธรรมเสียเลย”

“เฮ้อ! อย่าไปพูดถึงเรื่องยุติธรรมหน่อยเลยน่ะเกลอ ใครมีอำนาจ มีหมัดโต พูดได้ตามใจคือไทยแท้นั่นแหละ เราอย่าพูดอะไรเลย ดีไม่ดีอาจจะถูกเขม่นถึงถูกภัยมืดต่างๆ คุกคามก็ได้เพราะก็รู้อยู่ด้วยกันว่าอะไรเป็นอะไร เราเกิดมาเป็นชาวบ้านก็ปฏิบัติหน้าที่ของชาวบ้านไปก็แล้วกัน”

“ก็แล้วเอะอะจะต้องเสียเงินนี่ล่ะ เกลอจะว่าอย่างไร”

“ฉันน่ะไม่ว่า เพราะรู้ว่าเป็นเพียง...เอ...จะว่ายังไงดีนะ เอ...พูดง่ายๆแล้วกัน มันเป็นเพียงแบบฟอร์มเท่านั้น ถึงว่าจะต้องเสียจริงพวกชาวบ้านก็ไม่ต้องเดือดร้อน เพราะท่านเศรษฐีท่านจะต้องจัดการเสียให้ทั้งหมด แต่ท่านเศรษฐีก็ไม่เสีย เพราะท่านมีมโหสถอยู่ด้วย”

ปัญหาก็ไปถึงมโหสถเช่นเคย เขาได้จัดการอย่างเคย โดยขอพระเจ้าวิเทหราชทรงส่งยานพาหนะไปเพื่อบรรทุกอุทยานเข้ามา ซึ่งพระเจ้าวิเทหราชก็ต้องยอมอีกวาระหนึ่ง

และในครั้งนี้เองที่ทรงตัดสินพระทัยว่าจะรับเจ้ามโหสถเข้ามาในพระราชวัง แม้อาจารย์ทั้ง ๔ จะคัดค้านอย่างไรก็ไม่ฟังเสียง สั่งให้ส่งม้าเสด็จไปรับเจ้ามโหสถ แต่พอเสด็จขึ้นหลังม้าเผอิญให้ม้านั้นมีอันเป็นไปกีบเท้าแตกเดินไม่ได้โดยปกติ เลยเป็นโอกาสของเสนกะปราชญ์จอมโกงไป

“ข้าพระองค์บอกแล้วว่าให้รอก่อน พระองค์ก็ไม่ทรงเชื่อ นี่ดีแต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย เสด็จออกไปข้างนอกแล้วอาจจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกก็ได้ ทรงรอไปก่อนเถิดพระเจ้าค่ะ” ซึ่งด้วยความจำเป็นพระเจ้าวิเทหราชก็ต้องทรงยอมอีกวาระหนึ่ง

เรื่องม้าอาชาไนย

เมื่อพระเจ้าวิเทหราชตกลงพระทัยจะรับมโหสถเข้าไปอยู่ในราชสำนักแล้ว เสนกะเห็นว่าขืนคัดค้านต่อไปตัวเองอาจจะเป็นที่ไม่พอพระทัยขององค์กษัตริย์มากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นการที่จะอยู่ในราชสำนักดูจะไม่ค่อยปลอดภัยนัก

ซึ่งหลังจากนั้นอีก ๒ - ๓ วัน เสนกะจึงกราบทูลว่า

“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้าฯ หากว่าจะทรงรับเจ้ามโหสถเข้ามาอยู่ในพระราชสำนักจริงๆ แล้ว ไม่ต้องเสด็จออกไปด้วยพระองค์เองดอก เพียงแต่ตั้งปัญหาไปเรื่องก็สำเร็จพระเจ้าค่ะ”

“จะตั้งปัญหาอย่างไรล่ะท่านอาจารย์”

“ควรตั้งปัญหาเรื่องม้าอาชาไนยพระเจ้าค่ะ”

“ท่านอาจารย์ลองว่าไปดูทีรึ?”

“ควรตั้งว่า เมื่อวันก่อนพระองค์เสด็จออกมาด้วยม้าเพื่อจะรับเจ้ามโหสถ เผอิญวันนั้นเท้าม้าเจ็บให้เจ้ามโหสถส่งม้าตัวประเสริฐมาให้แทน และเมื่อมาให้บิดามาด้วย”

“แล้วเจ้ามโหสถจะมาหรือ”

“มาพระเจ้าค่ะ พอมโหสถได้ฟังปัญหาก็จะรู้ทันทีว่าพระองค์ต้องการพบ ก็จะให้บิดามาก่อนแล้วตนก็จะตามมาภายหลัง”

พระเจ้าวิเทหราชทรงเห็นชอบด้วย และได้ส่งปัญหาไปดังกล่าว

ท่านเศรษฐีพอได้รับปัญหา ก็สั่งให้คัดเลือกม้าทันที

“เฮ้ย! เจ้าพวกเด็กๆ ลองไปดูตามบ้านต่าง ๆ ดูทีรึว่าใครมีม้าดีบ้าง เกณฑ์มาให้หมดจะได้คัดเลือกส่งไปถวายพระเจ้าแผ่นดิน แทนที่จะเสียเงินเป็นค่าปรับ”

แต่เมื่อเจ้ามโหสถได้รู้ปัญหานี้เข้า กลับพูดกับท่านเศรษฐีว่า

“คุณพ่อ อย่าต้องยุ่งเรื่องจัดการม้าลาอะไรเลย พระเจ้าแผ่นดินทรงพระประสงค์จะพบคุณพ่อและฉัน”

“แล้วเราจะทำอย่างไรกันล่ะ”

“เรื่องนี้ข้าพเจ้าจะจัดการเอง”

“เอ้า! เจ้าบอกมาจะให้พ่อทำอย่างไรบ้าง”

“พ่อพร้อมด้วยบริวารพันหนึ่ง จงเดินทางล่วงหน้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินก่อน แต่ว่าเมื่อไปอย่าไปมือเปล่า ต้องหาของติดมือไปถวายด้วย เพราะคำโบราณเขากล่าวไว้ว่าไปหาเจ้านาย ๑ หาอุปัชฌาย์ ๑ หาบิดามารดา หญิงที่ตนรัก ๑ ต้องหาของติดมือไปด้วย ถ้าพระเจ้าอยู่หัวจะทรงตรัส หรือให้ท่านพ่อนั่งที่ใด ก็จงปฏิบัติตามสมควร แต่เมื่อข้าพเจ้าไปเฝ้าภายหลัง หากพระเจ้าแผ่นดินตรัสให้ข้าพเจ้าหาที่นั่งเอาเอง ข้าพเจ้าจะมองตาท่านพ่อ ท่านพ่อจะต้องลุกขึ้นพร้อมกับพูดว่า “พ่อมโหสถพ่อจงมานั่ง ณ ที่นี้” เท่านี้เองปัญหาต่างๆ ก็จะเสร็จสิ้นกันเสียที”

เมื่อได้ตกลงกับศิริวัฒกะผู้บิดาแล้ว มโหสถก็ส่งให้ท่านพ่อเศรษฐีและบริวารเดินทางไปก่อน แล้วตนเองพร้อมด้วยเด็กที่เป็นบริวารพันคนก็ออกเดินทางตามไปภายหลัง ไปพบลาเข้าตัวหนึ่งก็ให้พวกเด็กจับและเอาเสื่อห่อให้มิดชิดแบกไปด้วย

ครั้นเข้าไปถึงพระราชวัง ได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้าได้แล้ว ก็พร้อมด้วยเด็กผู้เป็นบริวารเข้าไปเฝ้า พอพระเจ้าวิเทหราชตรัสให้นั่งก็แลดูท่านเศรษฐี ๆ ก็เชื้อเชิญให้มโหสถนั่ง ณ ที่ซึ่งตนนั่งอยู่ก่อน ส่วนตนก็ลุกไปนั่งอีกที่หนึ่ง มโหสถก็นั่งที่นั้น

ขณะนั้นบัณฑิตทั้ง ๔ เฝ้าอยู่ที่นั้นด้วย ต่างพากันหัวเราะเยาะเย้ยมโหสถ

“อ้อ คนมีปัญญาเขาทำกันอย่างนี้นะ ที่ของพ่อ แต่ลูกกลับมานั่ง เป็นบัณฑิตแท้ทีเดียวล่ะ”

พวกที่มาประชุมอยู่ที่นั้นทั้งหมดแม้จะไม่พูด แต่ก็มีสีหน้าเย้ยหยันมโหสถทุกคน แม้พระเจ้าวิเทหราชเองพระพักตร์ก็เปลี่ยนไปทันทีทันใดที่เห็นมโหสถไปนั่งที่ๆ ท่านเศรษฐีนั่งอยู่ก่อน และท่านเศรษฐีต้องเลื่อนมานั่งต่ำกว่า

มโหสถมองดูพฤติการณ์ทั้งนั้นด้วยกิริยาปกติ เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าจะประสบเช่นนั้น จึงได้ทูลถามพระเจ้าวิเทหราช

“ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า พระองค์ทรงเสียพระทัยหรือ?”

“เออ ข้าเสียใจ ข้าได้ฟังเกียรติคุณของเจ้าน่าเลื่อมใส ชื่อเสียงก็ดี สติปัญญาก็สามารถ แต่พอมาเห็นพฤติการณ์ของเจ้าที่ให้บิดาของเจ้าเองลุกจากที่ และเจ้านั่งแทนเสียเองข้าก็เสียใจ”

“พระองค์สำคัญพระทัยว่า บิดาประเสริฐกว่าบุตรในทุกสถานหรือ?”

“เออ ข้าเข้าใจอย่างนั้น”

“พระองค์ทรงส่งข่าวไปถึงหม่อมฉันว่า ขอให้ส่งม้าอาชาไนยที่ประเสริฐกว่าม้าสามัญมาให้ พร้อมทั้งเอาพ่อมาด้วย”

ทูลได้เท่านั้นแล้วก็พยักหน้าให้บริวารนำลาที่หุ้มห่อมาเป็นอันดีเข้ามาหาหน้าที่นั่ง ให้มันนอนแทบปลายพระบาทของพระเจ้าวิเทหราชซึ่งกำลังสนพระทัยเต็มที่ว่านี่มันอะไรกัน”

บริวารมโหสถเปิดขึ้นก็ปรากฏว่ามันเป็นลาตัวหนึ่ง

“พระองค์โปรดตีราคาลาตัวนี้เถิดพระเจ้าค่ะ ว่าจะเป็นราคาสักเท่าไหร่?”

“อย่างมากก็ไม่เกิน ๒๐ บาท” ทรงรับสั่งตอบ

“ถ้าเป็นม้าอาชาไนย จะมีราคาสักเท่าไหร่พระเจ้าค่ะ”

“หาค่าไม่ได้น่ะสิเจ้า”

“พระองค์เหตุไฉนจึงตรัสเช่นนั้น เมื่อกี้พระองค์ทรงตรัสว่า บิดาประเสริฐกว่าบุตรในทุกสถานมิใช่หรือ”

“ก็ใช่น่ะสิ”

“ถ้าเช่นนั้นพระองค์โปรดรับลาตัวนี้ไว้เถิด ข้าพระองค์ขอถวาย และมิใช่แต่เท่านั้น ขอพระองค์ได้โปรดรับท่านบิดาของกระหม่อมฉันไว้แทนกระหม่อมฉันด้วยเถิด”

“ทำไมเป็นงั้นล่ะ”

“เพราะเมื่อบิดาประเสริฐกว่าบุตร พระองค์ก็ควรจะรับบิดาไว้ ถ้าบุตรประเสริฐกว่าบิดาจึงควรจะรับบุตรไว้ ดังนี้จึงจะควรพระเจ้าค่ะ”

“ว่าอย่างไรท่านปราชญ์”

ทรงหันไปถามนักปราชญ์ทั้ง ๔

“จริงอย่างมโหสถว่าพระเจ้าค่ะ”

พระวิเทหราชทรงโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง แล้วทรงตรัสเรียกศิริวัฒกะเศรษฐีเข้าไปเฝ้าใกล้ๆ ทรงหยิบพระคณทีทองหลั่งน้ำลงไปในมือของท่านเศรษฐี มอบให้ปกครองบ้านปาจีนวยมัชฌคาม และตรัสสั่งประชาชนทั้งหลายในบ้านนั้นอุปถัมภ์บำรุงท่านเศรษฐี ได้ฝากของไปพระราชทานสุมนาเทวี ผู้มารดาของมโหสถด้วย และทรงรับสั่งว่า

“ท่านเศรษฐี ฉันยินดีมากที่ได้ปัญญาของเจ้ามโหสถ ฉันจะรับเจ้ามโหสถไว้เป็นราชบุตรบำรุงเลี้ยงรักษาต่อไป”

“ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า เจ้ามโหสถยังเล็กเกินไปพระเจ้าค่ะ ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเลย”

“เราพอจะเลี้ยงได้อยู่ ท่านรีบกลับบ้านเสียเถิด”

ท่านเศรษฐีก็จำต้องกลับ แต่ก่อนจะกลับได้สวมกอดเจ้ามโหสถ แล้วให้ข้อเตือนใจว่า

“พ่อมโหสถ เรื่องอะไรทั้งหลายพ่อก็ทราบดีแล้ว ทำอะไรอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด”

(ตรงนี้ต้องขอนำเอาคำกลอนบทหนึ่งของท่าน น.ม.ส. มาเป็นคำเตือนของท่านเศรษฐี คำกลอนนั้นมีดังนี้)

“ใครจะว่าอย่างไรก็ตามเถิด
แต่อย่าเกิดไว้ใจในสิ่งห้า
หนึ่งอย่าไว้ใจทะเลทุกเวลา
สองสัตว์เขี้ยวงาอย่าวางใจ
สามผู้ถืออาวุธสุดจักร้าย
สี่ผู้หญิงทั้งหลายอย่ากรายใกล้
ห้ามหากษัตรย์ทรงฉัตรไชย
ถ้าแม้นใครประมาทอาจตายเอย”

มโหสถก็ปลอบให้บิดาเบาใจ ว่าตนเองจะไม่ประมาท แล้วท่านเศรษฐีก็ลาไป

พระเจ้าวิเทหราชจึงถามเจ้ามโหสถว่า

“พ่อมโหสถ เจ้าจักเป็นข้าหลวงเรือนในหรือเรือนนอก”

“ขอเดชะ บริวารของข้าพระองค์มีมากหน้าหลายตา ขอพระกรุณาเป็นข้าหลวงเรือนนอกพระเจ้าค่ะ”

พระเจ้าวิเทหราช จึงตรัสสั่งให้จัดสถานที่อยู่ให้มโหสถพร้อมกับบริวาร และนับตั้งแต่นั้นมามโหสถก็ต้องมีหน้าที่ไปเฝ้าพระเจ้าวิเทหราชเป็นประจำ

อ่านตอนต่อไป พระเจ้าสิบชาติ - พระมโหสถ (ในราชสำนัก)