พระเจ้าสิบชาติ - พระเวสสันดร - ภาพจาก Pixabay

เรื่องนี้นับเป็นเรื่องที่ ๑๐ สุดท้ายของพระเจ้าสิบชาติ เป็นเรื่องที่มีผู้รู้จักกันมาก เพราะตั้งแต่โบราณกาลมาทีเดียว มีการเทศน์ที่เรียกกันว่า มหาชาติ ๑๓ กัณฑ์ ซึ่งแต่งเป็นร่ายยาวด้วยท่วงทำนองอันเพราะพริ้ง และแต่ละกัณฑ์ทำนองจะไม่เหมือนกันเลย ซึ่งนักฟังเทศน์มหาชาติทั้งหลายจะรู้จักกันดี มิใช่แต่เท่านั้น สมัยพระบรมโกศกษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยา ก็ได้แต่งมหาชาติคำหลวง อันประกอบไปด้วยร่ายและโคลงเป็นทำนองสำหรับสวดให้ผู้ที่มาจำอุโบสถศีลฟัง ในโรงเรียนก็ใช้มหาชาติเป็นหนังสือเรียน ทั้งกลอนเทศน์และคำหลวง แต่ก็เฉพาะบางกัณฑ์เท่านั้น

ผู้ที่นิยมนับถือเรื่องเวสสันดรกันมากนี้ เพราะมีเรื่องจากหนังสือฎีกามาลัยกล่าวไว้ว่า “หากผู้ใดได้ฟังมหาชาติทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ในวันเดียวและบูชาธูปเทียนดอกไม้ ๑,๐๐๐ เท่าจำนวนคาถาในนั้นแล้ว จะได้พบศาสนาพระศรีอาริย์ และศาสนาพระศรีอารีย์นั้นท่านพรรณนาไว้อย่างวิเศษ เป็นต้นว่าผู้หญิงงดงามเสมอกันหมด จนกระทั่งลงจากเรือนแล้วจำกันไม่ได้ แม่น้ำลำคลองจะมีน้ำไหลขึ้นมาข้างหนึ่ง และไหลลงข้างหนึ่ง จึงทำให้เปี่ยมฝั่งอยู่เสมอ แผ่นดินก็ไม่เป็นหลุมเป็นบ่อเรียบเป็นหน้ากลอง และอะไรต่ออะไรอีกมากมาย เลยทำให้คนอยากพบศาสนาพระศรีอารีย์กันมาก

พวกเด็ก ๆ ถ้าอยากจะพบบ้างก็ไม่ยาก ฟังนิทานพระเจ้าสิบชาติให้จบภายในวันเดียว ตั้งใจให้ดีเหมือนในเรื่องนิทานแล้วก็จะได้พบศาสนาพระศรีอาริย์

ทีนี้จะเริ่มเล่าเรื่องของพระเวสสันดรล่ะ

ในสมัยก่อนมีกษัตริย์พระองค์หนึ่ง พระนามว่าสีพีราช เสวยราชสมบัติในกรุงสีพีราชบุรี มีพระโอรสพระองค์หนึ่งนามว่าสญชัย และได้ให้ครองราชสมบัติ เมื่อมีอายุสมควรแล้ว ได้อภิเษกกับพระนางผุสดีราชธิดากษัตริย์มัททราช

เรื่องของพระนางผุสดีนั้นก็ออกจะยืดยาว โดยกล่าวว่าเมื่อพระวิปัสสีพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกแล้ว พระเจ้าพันธุมราชเสวยราชสมบัติอยู่ในพันธุมดีนคร มีเมืองขึ้นส่งดอกไม้ทอง และแก่นจันทร์มาถวายเป็นเครื่องบรรณการ พระองค์ก็ทรงพระราชทานดอกไม้ทองให้แก่ราชธิดาผู้น้อง ส่วนแก่นจันทร์แดงให้แก่ราชธิดาผู้พี่

ราชธิดาทั้งสองนั้นเลื่อมใสในพุทธศาสนา ผู้น้องก็เอาดอกไม้ทองให้ช่างทำเป็นเครื่องประดับอก ซึ่งสมัยนี้ก็อาจจะทำเป็นจี้ห้อยคอก็เป็นได้ แล้วนำไปถวายพระวิปัสสี พร้อมกับตั้งปรารถนาไว้

“เกิดชาติหน้าฉันใด เมื่อข้าได้เกิดในชาติใดขอให้ดอกไม้ทองนี้จงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าทุกชาติ”

ส่วนราชธิดาผู้พี่นั้น ให้เขาบดจันทร์แดงเป็นผง แล้วนำไปถวายพระวิปัสสีพุทธเจ้า พร้อมกับปรายโปรยไปรอบพระกุฎีที่อาศัยของพระพุทธเจ้า พร้อมกับตั้งความปรารถนาว่า

“หากข้าฯ เกิดในชาติใด ๆ ขอให้ข้าได้เป็นมารดาของพระพุทธเจ้าเถิด”

ทั้งสองได้จุติจากชาตินั้น ผู้น้องได้ไปเกิดเป็นราชธิดาของพระเจ้ากิงกิสราช มีเครื่องประดับอกเกิดพร้อมกับปฏิสนธิ เมื่อเจริญวัยได้ฟังเทศน์ของพระกัสสปพุทธเจ้าก็สำเร็จอรหันต์นิพพานสมัยกาลนั้น

ส่วนนางราชธิดาผู้พี่ ก็ได้มาเกิดเป็นราชธิดาของพระเจ้ากิงกิสราชเหมือนกัน แต่ต่างมารดา จุติจากชาตินั้นแล้วก็ไปบังเกิดในดาวดึงส์สวรรค์ เป็นมเหสีของท้าวอมรินทราธิราช ทรงพระนามว่า ผุสดี

อยู่มาจนกระทั่ง วันหนึ่งท้าวอมรินทร์ได้เห็นว่าพระนางจะจุติลงไปแล้ว จึงพาพระนางลงไปยังสวนนันทวัน เพื่อให้รื่นเริงไม่ระลึกถึงอะไร พอได้โอกาสก็ตรัสว่า

“เจ้าจะลงไปเกิดในมนุษย์โลกแล้ว เราจะให้พรเจ้า ๑๐ ประการ”

“ทำไมกระหม่อมฉันจะต้องลงไปเกิดในมนุษย์โลก”

“เพราะว่าสิ้นบุญของน้องที่จะอยู่ที่นี่แล้ว จงรับเอาพร ๑๐ ประการเถิด”

เมื่อนางได้สดับก็คิดสลดใจ และได้ขอพรแก่ท้าวสหัสนัยดังนี้

  1. ๑. ขอให้ไปเกิดในปราสาทเมืองมัททราช
  2. ๒. ขอให้ตาข้าพเจ้าดำขลับดุจเนื้อทราย
  3. ๓. ขอให้ขนคิ้วข้าพเจ้าเขียวขำ เปรียบดุจสร้อยคอนกยูง
  4. ๔. ขอให้ได้นามว่าผุสดีเหมือนเดิม
  5. ๕. ขอให้มีโอรสที่ยิ่งใหญ่กว่าพระยาทั้งหลายในสกลชมภูทวีป
  6. ๖. เมื่อทรงครรภ์อย่าให้ครรภ์ข้านูนเหมือนหญิงสามัญให้คงปกติราบเรียบเหมือนก่อน
  7. ๗. ถันของข้าพระองค์ยามเมื่อมีโอรสอย่าได้หย่อนยานและสีดำผิดไปจากเดิม
  8. ๘. ขอให้เกศาข้าพเจ้าดำขลับไม่รู้จักหงอก
  9. ๙. ขอให้ผิวกายข้าพเจ้าบริสุทธิ์สะอาด ธุลีหรือผงละอองไม่สามารถจะติดผิวกายอันละเอียดอ่อนนุ่มได้
  10. ๑๐. ขอให้ข้าได้ช่วยชีวิตผู้ที่จะต้องราชอาญาได้

รวมเป็นพร ๑๐ ประการ ที่พระนางทูลขอท้าวอมรินทร์ ซึ่งท้าวเธอก็ประสาทให้ดังประสงค์ พระนางก็จุติลงมาบังเกิดในปราสาทกษัตริย์มัททราช เมื่อประสูติออกมาแล้วพรทั้งปวงก็ปรากฎแก่นางเช่นกัน แต่ยังมีบางข้อซึ่งพระนางยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่สามารถจะมีพระสวามีได้

ครั้นพระชนม์ได้ ๑๖ ปี ก็ได้เป็นมเหสีของพระเจ้าสญชัยกรุงสีพีราช

สมเด็จท้าวอมรินทร์รู้ว่าพระนางผุสดีอภิเษกแล้ว ก็คิดว่าพรทั้ง ๑๐ ยังไม่สมบรูณ์แก่พระนาง จำจะต้องสงเคราะห์ให้ได้พรครบบริบูรณ์ จำจะต้องอารักษ์ทั้งหลายพากันไปทูลเชิญอาราธนาพระโพธิสัตว์จากดุสิตให้จุติลงสู่พระครรภ์ของพระนางเจ้า

เมื่อพระนางทรงครรภ์ถ้วนทศมาสใกล้คลอด เกิดอยากจะเสด็จประพาสพระนคร จึงได้ทูลพระภัสดา ซึ่งท้าวสญชัยก็ตามพระราชหฤทัยให้เสด็จพระพาสโดยขบวน ตราบจนกระทั่งถึงตรอกพ่อค้า ก็เกิดปวดพระอุทรจะประสูติ พนักงานก็จัดที่ถวาย พระนางก็ประสูติพระราชโอรส ณ ที่นั้น

พระโอรสก็เลยได้พระนามว่า เวสสันดร ซึ่งแปลว่าระหว่างพ่อค้า

ในระหว่างที่ประสูติแล้ว พอพระกุมารลืมพระเนตรก็ถามพระมารดาถึงทรัพย์ที่จะทำทาน อันผิดแปลกจากประชาชนสามัญ ซึ่งกว่าจะพูดได้ก็ตั้ง ๓ เดือน ๖ เดือน หรือปีหนึ่ง หรือกว่าปีก็มี พระราชมารดาก็พระราชทานทรัพย์ออกให้ทาน

นางพญาช้างฉัททันต์ อันท่องเที่ยวไปในอากาศได้ นำลูกช้างเผือกบริสุทธิ์มาไว้ในโรงช้างต้น และต่อไปช้างนั้นก็ได้นามว่า ปัจจัยนาเคนทร์ ช้างเกิดสำหรับบุญของพระเวสสันดร

พระชนม์ได้ ๔ – ๕ พรรษา ก็ได้เปลื้องเครื่องประดับ พระราชทานแก่พี่เลี้ยงนางนมหมดด้วยกันถึง ๗ ครั้ง

เมื่อมีพระชนมายุได้ ๑๖ ก็ได้เสวยราชสมบัติ และสู่ขอพระมัทรีตระกูลมาตุลราชวงศ์ มาอภิเษกให้เป็นมเหสีของท้าวเธอ

พระองค์ยินดีในการให้ทาน ได้ตั้งโรงทานถึง ๖ แห่งในพระนคร คือที่ประตูเมืองทั้ง ๔ และกลางเมือง และอีกแห่งหนึ่งก็คือที่ประตูพระราชวัง พระองค์เสด็จออกไปทอดพระเนตรการให้ทานอยู่เป็นเนืองนิจ ตราบจนกระทั่งพระนางมัทรีประสูติโอรส บรรดาพระญาติได้รับด้วยข่ายทอง และถวายพระนามว่าชาลี และต่อมาก็ได้ประสูติพระราชธิดา บรรดาพระญาติก็รับด้วยหนังหมี จึงได้นามสมญาว่ากัญหา

ในวาระนั้นเมืองกาลิงครัฐเกิดข้าวยากหมากแพง เพราะฝนฟ้าแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล ประชาชนก็พากันไปชุมนุมหน้าพระลานร้องทุกข์แก่พระเจ้ากาลิงคราช พระเจ้ากาลิงคราชพิจารณาดูพระองค์ว่าจะประพฤติผิดทศพิธราชธรรมประการใดก็ไม่เห็น จึงรักษาอุโบสถศีลสิ้นเวลาถึง ๗ วัน ฝนก็ยังไม่ตก ความเดือดร้อนก็เพิ่มพูนแก่ประชาชนพลเมืองยิ่งขึ้น เสียงร่ำร้องให้ช่วยเหลือก็เซ็งแซ่ไปทั้งพระนคร

พระเจ้ากาลิงคราชหมดปัญญาที่จะทำให้ฝนตกได้ เพราะแม้ราษฎรประชาชนพลเมืองจะพากันแห่นางแมว และเซ่นสรวงเทพาอารักษ์ขอให้ฝนตก ฝนก็ไม่ตกไปได้ ความร้อนก็แผ่ขยายไปทั่วประเทศ ต้นไม้ใบหญ้าแทบจะกรอบเกรียมไปด้วยความร้อน พระองค์จึงทรงปรึกษากับบรรดาอำมาตย์ราชปุโรหิตว่าจะทำอย่างไรดี จึงจะให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลได้ เพราะทำอะไรมากมายหลายอย่างแล้วฝนก็ไม่ตก

อำมาตย์คนหนึ่งคิดขึ้นมาได้จึงทูลว่า

“ขอเดชะ เมืองสีพีเป็นเมืองบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาธัญญาหารทั้งปวง เพราะพระเวสสันดรกษัตริย์สีพีได้เสด็จขึ้นคอคชสารปัจจัยนาเคนทร์ เสด็จไปทั่วพระนคร ช้างตัวนี้วิเศษจริง ๆ พระเจ้าค่ะ ไปที่ไหนฝนตกที่นั่น”

“ถ้ายังงั้นก็ดีน่ะสิ ทำยังไงจึงจะขอยืมมาใช้ได้”

“เห็นจะยากพระเจ้าค่ะ เพราะเป็นพาหนะประจำพระองค์ของเวสสันดร

อำมาตย์อีกผู้หนึ่งจึงทูลว่า

“ขอเดชะ ถ้าเป็นพระเวสสันดรเห็นจะไม่ยากนัก เพราะพระองค์ทรงยินดีในการบริจาคทาน หากส่งพราหมณาจารย์ที่ฉลาดในเชิงพูดไปทูลขอก็เห็นจะสำเร็จดังประสงค์”

“ถ้าอย่างนั้นก็ดี ประชาชนจะได้หายเดือดร้อน เราเองก็จะสบายใจ เพราะพลเมืองของเราร่มเย็นเป็นสุข ท่านปุโรหิตผู้ใหญ่จงจัดพราหมณ์ไปพร้อมกันรวม ๘ คนด้วยกัน ไปทูลขอมาให้ได้”

เมื่อได้รับคำสั่งมหาพราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิตก็คัดเลือกผู้ที่จะไปได้พร้อมแล้วก็ออกเดินทางไปยังกรุงสีพี เพื่อจะทูลขอช้างเผือกปัจจัยนาเคนทร์

ถึงกรุงสีพีเป็นเวลาที่พระเวสสันดรออกมาให้ทานก็ได้ติดตามไป จนได้โอกาสเหมาะก็ได้ทูลขอช้างปัจจัยนาเคนทร์ ซึ่งพระองค์ก็บริจาคให้โดยดี พราหมณ์ทั้ง ๘ ก็ขับขี่ช้างเพื่อนำกลับไปยังกาลิงครัฐ ผ่านประชาชนพลเมืองเห็นพราหมณ์ขี่ช้างเผือกยอดพาหนะของพระเวสสันดรก็ตะโกนด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคายว่า ไม่รู้จักสำนึกกะลาหัวไปขึ้นขี่พาหนะทรงของในหลวง และยังแถมว่าเป็นผู้ร้ายลักช้างเสียด้วย

พวกพราหมณ์เหล่านั้นก็กล่าวเยาะเย้ยว่าพวกชาวเมืองไม่รู้อะไร ช้างนี้พระเวสสันดรพระราชทานให้ต่างหาก มิฉะนั้นแล้วพวกตนจะไปเอามาได้อย่างไร แล้วก็ขับช้างบ่ายหน้าไปกาลิงครัฐ

เมื่อช้างไปถึงแล้วฟ้าฝนก็ได้ตกลงมาห่าใหญ่ เป็นอันว่าความแล้งอดอยากปากแห้งทั้งหลายก็หายไป เมืองกาลิงครัฐความร้อนก็ค่อยบรรเทาเบาบางลง ความชุ่มชื่นก็ปรากฎขึ้น หญ้าเริ่มแตกระบัด ต้นไม้ผลิดอกออกช่อแตกใบเขียวชอุ่ม มองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียวพรืดไปหมดทั้งประเทศ เพราะอภินิหารของปัจจัยนาเคนทร์ ช้างคู่บุญของพระเวสสันดร

ชาวบ้านชาวเมืองสีพีเห็นพราหมณ์ขับขี่ช้างมงคลประจำเมืองออกไปเสียเช่นนั้นก็พากันโกรธเคือง พากันเดินขบวน ว่าที่จริงครั้งก่อนก็แก่เดินขบวนเหมือนกัน แต่ไม่ได้มีป้ายประณามหรือคำขวัญอย่างสมัยนี้ พากันเดินไปชุมนุมกันที่หน้าพระลานเรียกร้องให้พระเจ้ากรุงสญชัยออกมาพบ

“พวกเราจะพินาศ พวกเราจะเดือดร้อน เพราะเจ้าเวสสันดรให้ช้างเผือกคู่เมืองไปเสียแล้ว อีกหน่อยก็คงจะยกเมืองให้คนอื่นเสียอีก ใครจะขจัดความเดือดร้อนได้ พระเจ้าสญชัยจะจัดการอย่างไร ถ้ามิฉะนั้นประชาชนก็จะจัดการเสียเอง”

เสียงประชาชนโห่ร้องกึกก้อง เรียกร้องจะลงโทษเจ้าเวสสันดร

พระเจ้ากรุงสญชัยเห็นจะไม่เป็นเรื่อง จึงเสด็จออกไปยังพระลานพร้อมกับตรัสว่า

“ประชาชนทั้งหลาย ฉันขอบใจพวกเธอที่มีอะไรก็รีบมาบอกกล่าวกัน เรื่องทั้งหลายฉันจะจัดการให้”

ตรัสยังมิทันขาดคำ พวกประชาชนพากันโห่ร้องกับมีเสียงตะโกน

“ไม่ใช่จะจัดการ ต้องจัดการเดี๋ยวนี้”

“จะให้เราจับเจ้าเวสสันดรประหารหรืออย่างไร?”

เสียงเงียบไปชั่วขณะ แล้วมีเสียงตอบว่า

“ไม่ใช่ประหาร เราต้องการให้ขับเสียจากเมือง เพราะขืนอยู่ต่อไปพวกเราจะเดือดร้อน เดี๋ยวจะเอาอะไรต่อมิอะไรให้คนอื่น ประชาชนนั่นแหละจะแย่ ภาษีอากรแย่อยู่แล้ว ยังซ้ำจะมาแย่เมื่อเอาของแผ่นดินไปเที่ยวยกให้ใครต่อใครอีก”

“เอาล่ะ เมื่อพวกเจ้าต้องการเช่นนั้น เราก็จะจัดการเนรเทศให้ แต่ว่าวันนี้เวลาก็ผ่านมามากแล้ว พรุ่งนี้เราจะจัดการเนรเทศให้”

แล้วประชาชนก็กลับไปยังบ้านเรือนของตน

เป็นยังไงบ้าง ประชามติร้ายแรงขนาดไหน ถ้าเป็นสมัยนี้บางทีคนพูดนั่นเหละ อาจจะถูกเนรเทศแทนเจ้าเวสสันดรก็ได้ใครจะรู้

เมื่อประชาชนกลับไปแล้ว ท้าวสญชัยก็ดำรัสสั่งให้ไปบอกกับพระเวสสันดรว่า ประชาชนต้องการให้ขับไล่เสียจากเมืองเพราะเหตุผลให้ช้างคู่เมืองไป เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้ต้องออกจากเมืองไป

นายนักการไปทูลให้ทราบแล้ว พระเวสสันดรมิได้ตกพระทัยเลย กลับตรัสว่า

“อย่าว่าแต่ช้างซึ่งเป็นของนอกกายเลย แม้ชีวิตร่างกายของเราใครต้องการเราก็จะให้ แต่ว่าก่อนเราจะไปจากเมืองขอให้ทานให้จุใจสักหน่อย สัก ๒ วันเท่านั้นแล้วเราก็จะไป”

เมื่อความที่จะเนรเทศพระเวสสันดรเสียจากเมืองรู้ไปถึงข้างใน สาวสนมกรมในพากันร้องไห้เสียงอื้ออึง

ส่วนพระมัทรีได้รับทราบข่าวภัสดาซึ่งมาบอกก็ติดตามไปด้วย ถึงกับยื่นคำขาดว่า

“จะบุกป่าฝ่าดงไปแห่งใด ข้าพระบาทจะตามเสด็จไปไม่ขออยู่ จะเอาขีวิตและกายนี้สู้สนองพระคุณจนกว่าจะสิ้นบุญข้ามัทรี แม้พระองค์มิทรงอนุญาตให้ตามไป ข้ามัทรีจะก่อกองไฟให้รุ่งโรจน์โดดเข้าตาย ดีกว่าจะอยู่เป็นม่ายให้อายคน”

พระเวสสันดรก็เลยต้องยอมให้นางติดตามไปด้วย และพระนางมัทรีได้พรรนาวงกตคีรีประเทศ ป่าหิมพานต์เหมือนหนึ่งพระนางได้เคยผ่านพบมาแล้วได้อย่างอัศจรรย์ ทั้งพฤกษชาติและสัตว์นานาชนิดอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ ใครฟังแล้วแทบจะคิดว่าเป็นวิมานเมืองแมนในแดนมนุษย์ ถ้าจะเทียบก็คงจะสนุกสนานมโหฬารปานสวนสามพราน หรือทิมแลนด์ ซึ่งเป็นสถานที่ให้ความสุขทั้งกายและใจ

พระนางผุสดีเล่าได้ทราบข่าวก็รีบไปหาเจ้าเวสสันดรและมัทรีปลอบประโลมใจ แล้วเลยไปเฝ้าพระเจ้าสญชัยขอให้ไม่ต้องเนรเทศ แต่ท้าวเธอก็ไม่ยินยอม แม้จะทูลวิงวอนสักเท่าไหร่ ท้าวเธอก็มิได้ทรงอำนวยตาม พระนางก็ต้องโศกากลับมาหาพระเวสสันดรและพระนางมัทรี เล่าความที่ได้กราบทูลให้ฟังทุกประการ ซึ่งพระองค์ก็ได้แต่สลดใจ

เมื่อพนักงานได้จัดสัตตสตกมหาทาน คือให้ทานสิ่งละ ๗๐๐ เรียบร้อยแล้ว ทั้งสองพระองค์ก็เสด็จออกเดินทางไปเขาวงกต ท้าวสญชัยตรัสขอให้พระโอรสและพระธิดา คือชาลีและกัณหาอยู่ในเมืองเพราะกลัวลำบาก แต่พระนางมัทรีกับทูลตอบโต้ว่า

“นับประสาแต่พระโอรสยังถูกชาวเมืองขับ หากเป็นพระเจ้าหลานก็น่ากลัวจะต้องถึงประหาร เพราะฉะนั้นเจ้าทั้งสองอย่าอยู่ในบ้านเมืองเลย ถึงจะตกระกำลำบากด้วยประการใดหม่อมฉันก็จะทนทรมานไป ไม่ทิ้งสองพระหน่อเลย”

เป็นทั้งคำพ้อและแถมต่อว่า ทำเอาท้าวสญชัยพูดไม่ออกได้แต่กลอกหน้า

ก็เลยเป็นอันว่า ต้องยอมให้พระนางมัทรีและชาลีกัณหาติดตามไปด้วย

เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานสัตตสตกมหาทานเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เสด็จออกจากเมือง

ทั้ง ๔ พระองค์ก็ทรงรถมีม้าเทียมออกเดินทางไปยังเขาวงกต

มีพราหมณ์พวกหนึ่งติดตามไปขอม้าที่เทียมราชรถ ท้าวเธอก็พระราชทานให้ดังประสงค์

เมื่อรถไม่มีม้าก็ไม่สามารถจะเดินทางต่อไปได้ ต้องร้อนถึงเทพเจ้าแปลงกายเป็นละมั่งสีเหลืองทองมาเทียมราชรถออกเดินทางต่อไป

ยังไม่หมดเพียงนั้น พราหมณ์พวกหนึ่งได้ยินข่าวว่าพระเวสสันดรให้ทานก็เดินทางมารับทาน แต่ไม่ทันเลยรีบเดินทางติดตามไป พอทันก็ทูลขอราชรถ ซึ่งท้าวเธอก็พระราชทานให้ เทพเจ้าซึ่งแปลงกายเป็นละมั่งก็อันตรธานหายไปจากสถานที่นั้น

ทีนี้หมดทั้งรถทั้งม้าแล้ว แต่ท้าวเธอก็มิได้วิตก เสด็จลงเดินไปบนแผ่นดิน ตามหนทางที่พลเมืองทั่วไปเดินพบใครสวนมาก็ถามถึงเขาวงกต ซึ่งเขาเหล่านั้นก็บอกว่ายังไกลและชี้ทางไปทางหลัง

ทั้ง ๔ พระองค์ก็เสด็จดำเนินไป จนกระทั่งพระโอรสพระธิดาเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจะไปไม่ไหว ก็ช่วยกันอุ้มพระโอรสราชธิดาออกเดินทางต่อไป คือพระเวสสันดรอุ้มพระชาลี ซึ่งค่อนข้างจะโตและมีร่างกายหนักกว่า ส่วนพระนางมัทรีก็อุ้มเจ้ากัณหาซึ่งบอบบางและมีน้ำหนักเบากว่า

การเดินทางของทั้ง ๔ องค์ ก็เป็นไปด้วยประการเช่นกล่าวนี้ จนกระทั่งถึงนครเจตราฐจึงไปพักที่ศาลาแห่งหนึ่ง กษัตริย์ในเจตราฐทราบความก็ออกมาต้อนรับสนทนาปราศรัย จึงได้ทราบว่าพระเวสสันดรถูกเนรเทศ เพราะช้างคู่บ้านคู่เมืองเป็นทานไป จึงได้ขอให้อยู่ครองราชสมบัติในเจตราฐนคร แต่ท้าวเธอกลับค้านว่า

“เพราะว่าเราถูกชาวเมืองสีพีเขารังเกียจ ถึงกับให้ขับไล่ เมื่อพวกท่านมารับเราไว้ ชาวเมืองก็จะเดือดร้อน อาจจะเกิดสงครามขึ้นก็เป็นได้ เหตุเพราะชาวชาวสีพีก็จะพลอยโกรธเคืองมายังพวกท่านทั้งหลายด้วย และอนึ่ง เราก็อยากจะบำเพ็ญเพียร สงบจิตใจสักพักหนึ่งก่อน”

เมื่อได้ตรัสเช่นนี้แล้ว กษัตริย์เจตราฐาก็ต้องยินยอมจึงบอกหนทาง และได้ตั้งเจตบุตรให้เป็นนายด่านคอยตรวจคนที่ผ่านเข้าไปยังวงกต เพื่อป้องกันมิให้คนเหล่าอื่นเข้าไปรบกวนท้าวเธอได้

รุ่งขึ้นทั้ง ๔ องค์ ก็ได้เสด็จด้วยพระบาทต่อไปตามที่เขาชี้บอก ก็บรรลุถึงเขาวงกต เเละก็ได้บวชเป็นฤาษีอยู่ที่นั้นหมดด้วยกัน

ในเวลานั้นในแคว้นกาลิงคราช มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อชูชกประกอบด้วยโทษของบุรุษ ๑๘ ประการ ดำเนินชีวิตในทางขอทานอยู่เป็นประจำ แกขอทานมารวบรวมไว้ได้ถึง ๑๐๐ กสาปณ์ ถ้าจะคิดเป็นตัวเงินก็ ๔๐๐ บาทนั่นเอง

“เอ๊ะ! นี่เราก็มีเงินเยอะแยะ จะเอาไว้กับตัวน่ากลัวจะถูกบีบคอเสียแน่แท้ สมัยนี้การฉกชิงวิ่งราวและการจี้มีอยู่ดกดื่น คล้าย ๆ กับแมลงวัน ซึ่งเต็มไปทั้งนั้น”

แกคิดรำพึง และก็คิดได้ถึงสหายคนหนึ่งซึ่งเป็นคนเชื่อถือได้ มีสัจจะวาจาน่าเคารพเลื่อมใส ต้องเอาเงินไปฝากตะแกไว้เห็นจะดีทีเดียว

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ตาชูชกก็ออกเดินทางไปยังบ้านของสหายผู้นั้น

ครั้นถึงแล้วก็อวดมั่งอวดมี พร้อมกับหยิบเงินร้อยกสาปณ์ออกมา

“นี่เงินของเราจริง ๆ นะ ไม่ใช่เงินของใครอื่น ตั้งร้อยแน่ะเกลอ ครั้นจะเก็บไว้กับตัวหรือก็กลัวไอ้คนรู้เค้าเข้ามันจะดักจี้ตีชิงวิ่งราวเอาเราแย่ไปด้วย เพราะเราไม่ใช่หนุ่มเหมือนแต่ก่อน ถ้าเหมือนแต่ก่อนล่ะก็สหายไม่ใช่คุย เราก็หนึ่งในกลิงค์เหมือนกัน เรื่องตีรันฟันแทงยกไว้ พอเอ่ยชื่อชูชกใคร ๆ ก็สั่นหน้า เพราะเขาไม่รู้จัก จริง ๆ นะ”

พูดไปหัวเราะไป สหายนั้นทั้งผัวทั้งเมียก็พลอยไปด้วย ผู้ผัวจึงถามว่า

“แล้วเกลอเอาเงินออกมาน่ะ จะทำอะไร!”

“อ้าว! แล้วกัน ก็ฉันบอกแล้วว่าเงินมันเป็นจำนวนมากมายก่ายกองอย่างนี้ จะเอาไว้กับตัวก็กลัวจะเกิดภัย จึงคิดจะเอามาฝากสหายไว้”

“ได้ จะเป็นไรมี ว่าแต่สหายจะมาเอากลับคืนไปเมื่อไรล่ะ”

“ยังก่อน เราจะต้องเดินทางไปอีกร้อยเอ็ดเจ็ดพระนคร รวบรวมเงินได้พอใจเมื่อไหร่ ก็จะกลับมาขอคืน ว่าแต่สหายอย่าเล่นสกปรก ยักย้ายถ่ายเทเอาของเราไปใช้เสียหมดนะ ได้เล่นงานกันทีเดียว”

“เออน่ะ! ไม่เชื่อกันหรือไง จะมาเอาเมื่อไหร่ก็มาเอาเถอะ เราน่ะอยู่เสมอ การยักย้ายถ่ายเทของสหาย ก็รู้อยู่แล้วว่าเราเป็นคนยังไง ขอบใจนะที่ยังเชื่อเราอยู่” ตาชูชกเมื่อตะแกฝากเงินเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางขอทานมันเรื่อยไป ไปจนไกลเกิดคิดถึงบ้าน

“กลับเสียทีเห็นจะดีเป็นแน่”

เมื่อตะแกคิดเช่นนั้นแล้วก็เดินทางกลับ

ในขณะที่ชูชกกำลังเดินทางไปขอทานอยู่นั้น ครอบครัวที่รับฝากเงินของตาชูชกไว้ก็เกิดหยิบเงินไปใช้ทีละเล็กละน้อยจนในที่สุดเงิน ๑๐๐ กสาปณ์ก็หมด โดยที่เห็นว่าตาชูชกแกไปนาน คงจะไปล้มหายตายสูญเสียแล้วเป็นแน่ แต่ความคิดเหล่านี้ใช้ไม่ได้ เพราะชูชกแกกลับมา ไม่กลับเปล่าเสียด้วย แถมไปทวงเงินที่ฝากไว้เสียด้วย

พอเดินทางมาถึงเมือง ตาชูชกใจจดจ่ออยู่กับเงินที่ฝากไว้จึงเร่งรีบไปยังบ้านที่รับฝากไว้เพื่อจะขอคืน

เห็นบ้านปิดสนิท จึงตะโกนเรียก

พอสองผัวเมียรู้ว่าชูชกมา ตาผัวก็ว่า

“ตายแล้ว ไอ้ชูชกมาเอาเงินของมันแล้ว”

ยายเมียก็เสริมขึ้นว่า

“แล้วเราจะเอาที่ไหนให้ล่ะ”

“ทำใจดี ๆ ไว้ก็แล้วกัน พี่จัดการเอง” ผู้ผัวว่า

“ถ้างั้นพี่รับหน้าแกก็แล้วกัน” ยายเมียว่าแล้วก็หลบไปเสีย

เมื่อรู้ว่าเป็นชูชกแน่ จึงออกมาเปิดประตูแล้วเชื้อเชิญให้ขึ้นไปบนเรือน

“เงินของตูรีบเอามาไว ๆ”

“อย่าเพิ่งยุ่งอะไรเลยน่ะ กำลังเหนื่อย ๆ นั่งพักผ่อนเสียก่อน”

“ยังนั่งไม่ลงหรอกเพื่อน เงิน ๆ ของเรารีบเอามาเสียก่อนแล้วค่อยนั่ง”

“มาถึงบ้านแล้วกลัวอะไรนะ เงินทองมันก็อยู่ แต่ดูเพื่อนออกจะรีบร้อนเกินไปสักหน่อย”

“ไม่รีบยังไงได้ เรื่องเงินเรื่องทองของสำคัญ ใครทำมือห่างตีนห่างเป็นได้ความลำบากล่ะ”

“แต่ว่าเพื่อนจะไม่นั่งก่อนรึ?”

“ถ้าไม่มีเงินยังนั่งไม่ได้”

“เงิน อ้า...อ้า...”

“ทำไม เงินอ้า...ทำไม?”

“ไม่ทำไมหรอก แต่มันหมดแล้วน่ะสิ”

“หมด” ตาชูชกร้องออกมาอย่างหมดหวัง “ตายแล้ว ตายจริง ๆ”

“ไม่ตายน่ะ ยังพอพูดกันได้”

“พูดอะไร เงิน ๆ ของตูรีบเอามาเสียเถอะ อย่าให้ต้องผิดใจกันเลยนะ”

“ค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จากันก็ได้นี่นะ เราเป็นคนอื่นที่ไหน คนรักชอบกันทั้งนั้น เรื่องเงินของท่านไม่สูญแน่ เรามีหนทางที่จะใช้ได้”

ชูชกค่อยหย่อนกายลงนั่งพลางกล่าวว่า

“ว่ากันให้ดีหน่อยนะเกลอ ม่ายงั้นเป็นเรื่องใหญ่แก่ทางเจ้าหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนะเกลอ เสียหายหมดเลย”

“ใจเย็น ๆ หน่อย เอาล่ะ เราเองรับว่าได้เอาเงินของท่านไปใช้จ่ายคิดว่าจะหมุนมาใช้ทัน แต่มันผิดคาดหมายไปเสีย เงินก็เลยขัดข้องไปหน่อย”

ไม่เพียงแต่พูดเท่านั้น เขาหันไปตะโกนเรียกลูกสาว

“อมิตดาเอ๊ย เอาน้ำท่าออกมาให้อาหน่อยซิ”

เสียงขาน จ๋า ดัง เล่นเอาชูชกสะดุ้ง

แล้วเจ้าของเสียงก็โผล่ออกมา ในมือมีภาชนะใส่น้ำมาด้วย

“อุแม่เอ๋ย” ชูชกคิด “ลูกสาวเกลอเราคนนี้มันสวยจริง”

“เออ! เกลอกินน้ำกินท่าเสียก่อนค่อยพูดกัน”

พอตกถึงตอนนี้ ชูชกชักจะเสียงไม่ค่อยแข็งนัก และเมื่อได้ยินเพื่อนเกลอปรับทุกข์ปรับร้อน และแถมท้ายว่า

“หากไม่รังเกียจแล้ว เราอยากจะยกลูกคนนี้ให้ท่านไปใช้สอยเป็นการขัดดอกไปก่อน เกลอจะว่าอย่างไร”

“หา! เกลอว่าไงนะ!” ชูชกรีบถาม

“เราว่า หากสหายไม่รังเกียจแล้ว เราจะยกแม่อมิตดาให้แก่ท่านเป็นการขัดดอกไปก่อน”

“เฮอะ! เฮอะ! เหอ”

ตาชูชกส่งเสียงหัวเราะลั่น

“เออ! พูดยังงี้ค่อยน่าฟังหน่อย เออ! สหายนี้ยุติธรรมพอใช้ เงินทองน่ะมันของหายาก เมื่อเอาของเขาใช้แล้วก็หาทางทดแทนเขาเสียมันก็สิ้นเรื่อง อย่าพูดเรื่องรังเกียจเลย แม่นี่ก็ไม่ใช่ลูกคนอื่น เป็นลูกของเพื่อนแท้ ๆ”

“ก็เป็นอันว่าเกลอตกลงนะ”

“เออ! ตกลง”

เรื่องก็เป็นอันตกลงกันได้อย่างดีเสียด้วย พ่อแม่ที่คิดเอาแต่เรื่องเงินทองของคนอื่น ก็ต้องยกลูกสาวให้ตาเฒ่าขอทานไป

ส่วนอมิตดาสาวเจ้านั้น เพราะอยู่ในโอวาทของบิดามารดา เมื่อท่านทั้งสองยินยอมยกให้แก่เฒ่าชูชกสาวเจ้าก็ไปแต่โดยดี เพราะคิดเสียว่าเป็นการทดแทนพระคุณท่าน

ตาชูชกก็พาอมิตดาสาวน้อยไปเป็นคู่เรียงเคียงหมอนยังบ้านเดิมของแก

เรื่องมันก็น่าจะจบลงด้วยดี ถ้าไม่มีบรรดานารีที่เห็นคนอื่นดีกว่าตนไม่ได้เข้ามาพัวพัน เรื่องนั้นมีอยู่ว่า

อมิตดาเจ้าคิดเสียว่าเป็นข้าทาสของตาเฒ่า มิได้คิดอย่างอื่น จะใช้สอยอย่างไรก็ปฎิบัติตามทุกประการ การใช้คำพูดคำจาก็พูดจาไพเราะน่าฟัง ไม่มึงวาพาโวยเช่นกับเมียบางคน การงานทั้งหลายสาวเจ้าก็เฝ้าปฏิบัติทำโดยไม่รังเกียจเลยแม้แต่น้อย

การกระทำของสาวเจ้ากับตาชูชกอยู่ในสายตาของคนในละแวกนั้น

“แหม! เมียตาชูชกนี่สวยจริง ๆ”

บางคนถึงกับออกปาก

“ไม่ใช่แต่สวย กิริยามารยาทก็นิ่มนวลแช่มช้อย จะลุกจะนั่งจะเดินจะเหินดูมันดีไปทั้งนั้น”

อีกคนสนับสนุน

“ระวังอย่าพูดให้อีตาชูชกแกได้ยิน เดี๋ยวแกจะเอาไม้เท้าแพ่นกบาลเอา”

“พูดจริง ๆ นี่นา”

“ก็ใครว่าไม่จริง”

“ก็งั้นน่ะสิ เดี๋ยวแกจะหาว่าเกี้ยวเมียแก”

“เกี้ยวหรือไม่เกี้ยวก็ไม่รู้ล่ะ”

“แต่เมียพวกเราสิเต็มที พูดจาก็มีแต่มึงอย่างนั้น กูอย่างนี้ จะหาไพเราะสักคำไม่มี ถ้าจะพูดถึงด่าล่ะก็ เมียกันน่ะด่าใส่คะแนนไม่ทันเลย”

“ยังสู้ของกันไม่ได้ เวลาแม่ด่าแล้วล่ะก็เกลอเอ๋ย โคตรเง่าเหล่ากอมีแค่ไหนแม่ขุดมาด่ากันหมดเลย วาจาก็สำรากอย่างกับสุนัขหวงก้าง”

“ของกันสิวิเศษ เห็นกันเป็นลูกชายหล่อนไปเลย ทั้งโขกทั้งสับ เห็นแม่อมิตดาแล้ว แหม! มันตรงกันข้ามยังกับฟ้ากับดิน หรือนรกกับสวรรค์นั้นเชียว”

อีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้นบ้างว่า

“บรรดาเมียใครทั้งหมดเห็นจะสู้ของกันได้ยาก หล่อนเก่งทุกอย่าง นินทาเอย มารยาทก็ไม่เรียบร้อยเลย เอะอะโครมคราม พูดจาไม่น่าฟัง พูดคำด่าคำติดปากไปเลย ไพ่ก็เล่นเก่ง ถั่วโปทุกอย่างแม่เอาทั้งนั้น การบ้านการเรือนเลี้ยงลูกเลี้ยงเต้าปล่อยให้กันคนเดียว แม่คุณเอ๋ย ของกันเก่งจริง ๆ”

สหายหลายคนต่างร้องอือไปตาม ๆ กัน

แต่อีกคนเอ่ยขึ้นว่า

“ของพวกเราน่ะมันพอ ๆ กันทั้งนั้น การบ้านการเรือนไม่เอาอะไรเสียเลย ดีแต่นินทาคนนั้นคนนี้แล้วก็เข้าบ่อน ลงได้เข้าบ่อนล่ะก็เป็นอันใจเย็นเสียเถอะว่าผัวต้องเข้าครัวเอง แม้แต่มุ้งและที่นอนแม่ก็ไม่ยอมปูและกางให้ ดูเมียตาชูชกสิ สาวสวยสิบห้าหยก ๆ สิบหกหย่อน ๆ แท้ๆ ๆ หล่อนปฎิบัติพัดวีตาเฒ่า การบ้านการเรือนหล่อนไม่ต้องให้ตักเตือน”

แล้วก็ชี้ให้พวกเพื่อน ๆ ดูว่า

“แกดูนั่นสิ หล่อนเอาหม้อน้ำไปตักน้ำอีกแล้ว”

ทุกคนลงความเห็นต้องจัดการสังคยนาทางบ้านเสียทีเป็นดีแน่ ๆ

เมื่อตกลงกันแล้วต่างคนก็กลับไปบ้าน

บ้านหนึ่งพอโผล่ขึ้นบ้าน แม่เมียซึ่งกำลังนั่งเล่นไพ่อยู่กับเพื่อน ๆ ก็แหวขึ้นมา

“แกหายหัวไปไหนมา เมื่อกี้เรียกหาจะใช้ซื้ออะไรมากินสักหน่อย ดีแต่หลบมุม”

พอพูดได้เท่านั้นพ่อผัวซึ่งฮึดมาจากที่ประชุมอยู่แล้วก็ตรงรี่เข้ามา พร้อมกับกล่าวว่า

“ไม่หายหัวไปไหนหรอก แต่อยากจะดัดนิสัยคนสักหน่อย”

“อ๋อ! ดัดหรือ เดี๋ยวแม่...”

ยังไม่ทันขาดคำพ่อผัวก็เตะพลั่กเข้าให้ เล่นเอาแม่เมียลงไปเค้เก้ วงไพ่แตกกระจาย เสียงร้องวี้ดว้ายอย่างไม่เป็นส่ำ

ยายเมียพยายามลุกจะสู้ แต่เจ้าผัวไม่ยอมให้ลุก ทั้งเตะ ทั้งเข่า ทนไม่ไหวต้องยอมหย่าศึก

“พอแล้วพ่อคุณ ฉันกลัวแล้ว”

“กลัวแล้วหรือ เอาอีก” แล้วก็ใส่เข่าพลั่ก ๆ เข้าให้อีก

“จ้ะ ๆ ฉันเจ็บแลัว กลัวแล้วจริง ๆ”

“กิจการบ้านเรือนไม่เอาเรื่อง ดีแต่เข้าบ่อนแล้วก็นินทากัน”

“เลิกแล้วจ้ะ ฉันเลิกแล้วจริง ๆ โอย...”

พ่อผัวรำมะนาต่อไป พร้อมกับสั่งสอน

“ตัวอย่างดี ๆ อย่างอมิตดาเมียตาชูชก ทำไมแกไม่เอาเยี่ยงอย่าง”

“จ้า...จ้า...ฉันจะเอาอย่างแล้ว” ตาผัวก็เลยหยุด เมียก็ได้แต่นั่งร้องให้ฮือ ๆ

อีกบ้านหนึ่ง บ่อนแตกจากบ้านที่แล้ววิ่งกลับบ้านพอดี พอมาถึง อีกฝ่ายหนึ่งไม่ฟังอะไรเลย กดตูมเข้าให้ที่สีข้างเอียงกะเท่เร่

“ต๊าย...ไอ้บ้าเตะกู”

“เออ เตะสิวะ วันนี้จะเอาให้ตาย”

“มึงบ้าอะไรล่ะ?”

“บ้าเรอะ” แล้วเสียงพลั่ก ๆ ติด ๆ กัน

“อุ๊ย จะตายแล้ว ไอ้บ้ามันตีฉันจะตายแล้ว เพื่อนบ้านช่วยฉันที”

“เรียกใครช่วยอีคนชั่ว การบ้านการเรือนไม่เอา ต้องสั่งสอนกันเสียบ้าง”

แล้วเสียงตบตีก็ดังต่อไป จนกระทั่งมีเสียงยอมกลัวนั่นแหละ เสียงจึงสงบ

ทุก ๆ บ้านในละแวกนั้นมีแต่ฮืด ๆ ฮือ ๆ ของเมีย ซึ่งถูกสามีลงทัณฑ์เข้าให้อย่างสมรัก และต่างก็ได้รับคำสั่งสอนให้เอาอย่างอมิตดาทั้งนั้น

เมื่อสั่งสอนพอหอมปากหอมคอแล้ว เรื่องก็สงบลง เงียบจริง ๆ เสียงดุด่าอย่างทุก ๆ วันไม่ปรากฎเลย พรรคผัวธิปไตยกำลังจัดการพรรคภริยาธิปไตยลงอย่างราบคาบอย่างไม่มีเงื่อนไข

รุ่งขึ้น หลังจากฝ่ายผัวออกเดินทางไปปฎิบัติการงานแล้ว แม่ภรรยาคนดีก็มาชุมนุมกัน คนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า

“เมื่อวานนี้หลังจากบ่อนแตกแล้ว ฉันก็กลับไปบ้าน ไปเห็นพ่อเจ้าประคุณผัวยืนคอยอยู่ เรานึกว่าจะแหวสักหน่อยแก้กลุ้มที่บ่อนแตกไป พ่อไม่ยอมให้พูด ตรงรี่เข้ามาซัดตุ้บเข้าให้ที่สีข้าง เล่นเอาหน้าอกหน้าใจแทบพังแน่ะ ปากก็ร้องว่า ดีแต่เข้าบ่อน การบ้านการเรือนไม่เอา ไม่ดูเยี่ยงอย่างแม่อมิตดาเขาเลย” ไอ้เราจะสู้รึก็สู้ไม่ไหว พ่อเล่นทั้งถีบทั้งเตะ ลูกแปลูกไขว้พร้อมไปหมดเลย แทบน่วมไปทั้งตัว”

อีกคนก็เอ่ยขึ้นว่า

“ของฉันก็เหมือนกันแหละย่ะ พ่อทั้งเตะทั้งถีบไม่ให้เราตั้งตัวได้เลย พอเงื้อมือว่าจะตบ ที่ไหนได้พ่อถีบเสียแอ่นไปเสีย ต้องบอกว่ายอมนั่นแหละจึงหยุด ยังแถมสั่งสอนให้เอาอย่างอีอมิตดาเมียไอ้แก่ขอทานชูชกเสียด้วย”

“ของฉันก็พอ ๆ กัน พอเจอหน้าก็กรากเข้าใส่ยังกับมวยคู่อาฆาต เราไม่ทันจะตั้งตัวสักหน่อยพ่อซัดเปรี้ยง ๆ ยังกับฟ้าผ่า เห็นดาวกลางวันแสก ๆ ไปหมด เราจะสู้รึก็ไม่ไหว ต้องยอมให้ซ้อม ถามว่าเรื่องอะไรก็ไม่บอก แถมหมัดเอย ศอกเอย จนเราถามไม่ออก ลงไปนอนหมอบนั่นแหละ พ่อจึงเอ่ยให้เอาอย่างเมียไอ้ขอทาน อพิโธ่เอ๋ย... ก็นั่นเมียขอทาน เราเป็นเมียมันเสียเมื่อไหร่ จะได้ทำอย่างนั้น”

“พวกเรานี่น่าเห็นใจนะ แต่ก่อนแต่ไรมาผัวของเราไม่เคยจะฮึดสู้ แม้จะถูกเฆี่ยนตีอย่างลูกยังยอมให้เฆี่ยนเลย ให้นอนนอกมุ้งก็ยอม แถมอ้อนวอนท่าโน้นท่านี้จนกว่าเราจะใจอ่อน แต่เดี๋ยวนี้สิไม่ได้ ถนัดศอกถนัดมวย เท้าอย่างไรพ่อใส่ไม่เลือก เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะมือที่สามใช่ไหม?”

อีกคนเอ่ยขึ้นอย่างผู้จัดเจนทางการเมือง

“เฮ้ย! มือที่สามที่สี่อะไรกัน มันใช้ทั้งมือทั้งตีน”

“พวกเราควรจะสอบถามดูว่า เป็นเพราะอะไรจึงได้เป็นเช่นนี้”

“เรื่องไม่เห็นจะยากเลย ก็พ่อเจ้าประคุณของเราน่ะ ตบตีพวกเราไม่พอ ยังแถมให้เอาอย่างเมียไอ้แก่ขอทาน อีนางนั่นแหละตัวการสำคัญที่ทำให้ผัวเล่นงานเราล่ะ”

“เออ! จริงสินะ เมียไอ้แก่นั่นแหละตัวสำคัญ ตั้งแต่มันเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านเรานี้ เหมือนความไม่ดีทั้งหลายจะไหลตามมันมาด้วย แต่มาแล้วไม่ยักจะอยู่กับมัน ผ่ามาอยู่กับพวกเราเสียฉิบ”

อีกคนเอ่ยขึ้นบ้าง

“แล้วเราจะทำอย่างไรพวกเราจึงจะปลอดภัยล่ะ?”

“ถ้าเมียตาขอทานอยู่ พวกเราไม่มีวันจะปลอดภัยเลย บางทีอาจได้กินอย่างอื่นทั้งเช้าทั้งเย็นแทนข้าวก็ได้”

“เช่นนั้นล่ะก็เราต้องกำจัดไม่ให้มันอยู่ได้”

“ตบเลยดีใหม?”

“ไม่พอ ต้องกระทืบด้วย”

“เอ๊ะ! ไม่ได้ ๆ บ้านเมืองยังมีขื่อมีแป พวกเราจะมาใช้กฎหมายเถื่อนไม่ได้”

“ทำไมจะไม่ได้ ใครจะมาว่า”

“ไม่มีใครว่าหรอก แต่เจ้าหน้าที่เขาจะเอาตัวไปคุมขังในฐานะทำร้ายร่างกายคนอื่นน่ะสิ”

“งั้นทำไงดีล่ะ?”

“พวกเราต้องช่วยกัน เจอมันที่ไหนก็เสียดสีด่าว่ากระแนะกระแหนมันเรื่อยไป มันอายขึ้นมาก็ต้องหนีไปเอง”

“เออ! อย่างนี้ค่อยยังชั่ว เป็นอันว่าที่ประชุมตกลงนะ”

อีกคนรีบเสริมและพูดเองเออเองเสร็จ

เมื่อที่ประชุมของภริยาพราหมณ์ทั้งหลายตกลงกันแล้ว พอถึงเวลาไปตักน้ำทุก ๆ คนต่างพากันไปคอยที่ท่าน้ำ คอยที่จะพบกับผู้ที่ทำให้ตนต้องทนเจ็บช้ำ เพราะน้ำมือสามีของตัวเอง

เข้าแบบโบราณแท้ที่ว่า “รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง” ตัวเองไม่ดีสิโทษเขาผู้นั้นผู้นี้ อนิจจา...อย่างนี้มีมาแล้วชั่วกัปชั่วกัลป์

พอได้เวลาตักน้ำ อมิตดาสาวน้อยผู้น่าสงสารก็ยกหม้อน้ำขึ้นแบก ตรงมาหมายจะอาบน้ำชำระร่างกายและตักน้ำไปใช้สอยในกิจอื่น

“เมียอ้ายขอทานมาแล้ว”

เสียงเขาบอกกัน และเสียงฮาป่า และจากนั้นเสียงใส่คะแนนไม่ทันก็เริ่มจากแม่พวกนั้น

“รูปร่างก็สะสวย ไม่น่าจะมาอยู่กับไอ้คนขอทานเลย หรือแกจะเก็บมาจากสำนักไหนล่ะกระมัง”

“โอ๊ย รูปนี้ล่ะร้อยทั้งร้อย เป็นนางกลางเมืองแน่ ๆ ทีเดียว”

“อยากทำตัวเป็นคุณนาย ที่แท้ก็เดนเขาเลือกแล้ว จึงตกมาถึงตาแก่”

“หนุ่ม ๆ ไม่มีหรือยังไงแม่เอ๊ย หน้าด้านมาอยู่กับอ้ายแก่คราวพ่อได้”

“แม่ดูอ้ายสารรูปขอทานหรือเปล่า อุตส่าห์ยอมให้มันก่ายเกย แต่ฉันยังงี้อดขยะแขยงมิได้เลย”

“ตาแก่มันมีอะไรดีกระมัง แม่ยังเป็นสาวจึงยอม”

“ไม่มีพ่อหรือยังไง จึงมาเอาอ้ายคนชนิดนี้”

เรื่องการด่าก็เป็นที่รู้กันแล้วว่าผู้หญิงน่ะเวลาจะด่าไม่รู้ว่าไปสรรหามาจากไหน ปทานุกรมเล่มใหญ่ ๆ น่ะอย่าไปเปิดหาเลยไม่พบหรอก ที่ลับที่แจ้งที่ไหน ๆ ก็เอามาไขหมด

อมิตดาถูกด่าเข้าเช่นนั้น ชะงักไม่กล้าลงไปตักน้ำ มองไปทางไหนล้วนแต่ยื่นหน้ายื่นปากเป็นชักใยไปตาม ๆ กัน บางคนแถมขยับไม้ขยับมือจะเล่นงานเอาเสียด้วย

“ตบเอาฟันทำลูกเต๋าเสียปะไร”

“เอาซี่โครงไปเหน็บฝาเรือนบ้านฉันดีกว่า”

และอะไรต่อมิอะไรอีกร้อยแปดพันประการ เห็นไม่เป็นการ จะพูดออกไปก็ไม่ทันเขา ทางที่ดีน้ำตาไหลออกมาเอง

“เป่าปี่แล้วพวกเรา แม่สาวน้อยเขาเก่งอย่างนี้ อ้ายเฒ่าจะไม่หลงไงได้”

“เอ้า พวกเราเชิดหน่อย” ปากก็ทำเสียงต่าง ๆ เท่าที่จะทำได้

หันหลังกลับไป อมิตดาน้ำตาไหลอาบหน้าสะอึกสะอื้น กลับขึ้นเรือนปิดประตูเงียบ จนเสียงแม่ค้าปากตลาดเหล่านั้นกลับไปแล้ว ก็ได้แต่นั่งนึกถึงตัวเอง

พอดีในขณะนั้นชูชกก็กลับจากการปฎิบัติภารกิจประจำวัน คือการขอทาน พอเห็นหน้าสาวน้อยก็สะอึกสะอื้นเพราะเหลือทน

“หนูเป็นอะไร ร้องไห้ทำไม ใครทำอะไรบอกมา อ้ายเฒ่าจะจัดการให้”

ถามทีไรสาวน้อยก็เอาแต่นิ่ง จนที่สุดเสียมิได้ก็บอกออกมาว่า

“ต่อไปฉันจะไม่ออกไปตักน้ำอีกล่ะ เพราะแม่พวกชาวบ้านพากันไปด่าว่าฉันที่ท่าน้ำ แม้จะอาบน้ำฉันก็จะไม่ลงไป จะอาบมันบนเรือนนี่ล่ะ”

“ไม่เป็นไรหนู พี่เฒ่าจะจัดการให้เสร็จ อย่าไปฟังยายปากปลาร้าเหล่านั้น หัวเสียเปล่า ๆ พี่เฒ่าจะทำให้ทั้งตักน้ำ ปูที่หลับ ปัดที่นอนด้วยประการทั้งปวง”

“ไม่เอา ตระกูลฉันไม่เคยใช้ผัว”

“อ้าว! แล้วจะทำยังไง เราอยู่กันสองคนเท่านั้นนี่นะ”

“ไม่รู้ล่ะ แกต้องไปหาคนใช้มา ม่ายยังงั้นฉันกลับบ้าน”

“เบา ๆ แม่อย่าเพิ่งพูดว่าจะกลับบ้าน จะทำให้พี่เฒ่าเป็นลมตายเสียก่อน”

จะพูดอย่างไรก็ตาม อมิตดาสาวเจ้าก็ไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม แม้จะอ้างว่าไม่มีเงินทองที่จะไปซื้อทาสและทาสีมาใช้สอย แต่อมิตดาก็กลับบอกว่า

“จะต้องเงินทองอะไรเล่า พระเวสสันดรออกไปจำศีลอยู่ที่เขาวงกต พระราชโอรสและธิดาก็ออกไปด้วย ก็ไปขอพระโอรสธิดาเหล่านั้นมาใช้สอยสิ เรื่องมันง่ายจะตายไป”

“โอ้ย! ตายแล้วแม่ เขาวงกตน่ะไม่ใช่ทางใกล้ ๆ เดินกันเป็นเดือนทีเดียว แล้วตามทางเล่ายังเต็มไปด้วยภยันตรายนานาชนิดเสียด้วย ถ้าพี่เฒ่าไปก็คงไม่มีหวังจะได้กลับมา คงจะตายเสียแน่ทีเดียว”

“ฉันไม่รู้ด้วย ถ้าไม่หาคนใช้มาให้ฉันก็ต่างคนต่างอยู่เถอะ อย่าอยู่ร่วมกันเลย ฉันลำบากใจเหลือเกิน” “เอาก็เอา จะตายหรือเป็นก็ช่าง เพราะเห็นแก่ความรักต่อแม่อมิตดา พี่เฒ่าจะพยายามเดินทางไปจนกว่าจะได้กลับมา”

เมื่อตกลงว่าจะไปแล้ว ชูชกก็จัดแจงเรือนชานเตรียมเสบียงอาหารทุกชนิด ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเขาวงกต

ดูเอาเถอะ เรื่องการมุ้งกับการเมืองมักจะแยกกันไม่ออกอย่างนี้แหละ ถูกด่าข้างนอกก็มาไล่เบี้ยเอากับตาแก่ และเรื่องมันก็สำเร็จด้วย

ตาเฒ่าจอมขอก็ดั้นด้นเดินมุ่งหน้าไปยังเขาวงกต พบใครก็ถามถึงเขาวงกต แทนที่จะได้รับคำตอบ กลับได้รับทั้งคำพูดให้เจ็บใจและแถมศอกเข่าก้อนดินก้อนอิฐพอหอมปากหอมคอ แต่แกก็ไม่ยอมท้อ ถูกทุบตีก็หลบก็หลีกพอพ้นไปเฉพาะหน้า

“อ้ายพราหมณ์ขอทาน เพราะพวกมึงขอไม่เลือก จึงทำให้เจ้านายกูต้องถูกเนรเทศ ไป ๆ ให้พ้น เดี๋ยวพ่อ...” แล้วมีอะไรต่อมิอะไรตามมาด้วย เล่นเอาตาพราหมณ์เฒ่าต้องรีบแจวต่อไปข้างหน้า ตราบจนกระทั่งเข้าเขตป่าที่เจตบุตรรักษา

นึกว่าจะหมดอุปสรรคหรือ ยังก่อนหรอก เพราะพอย่างเข้าไปยังไม่ทันไร เสียงหมูหมาเห่าหอนมาแต่ไกล ตาแกก็เป็นคนช่างหัวดี หลบก่อนดีกว่า แต่หลบหน้าจะไปทางไหนดีเล่า ขึ้นต้นไม้สิ แล้วแกก็ตะเกียกตะกายขึ้นไป ยังไม่ทันจะถึงคบเลย เสียงโฮ่ง ๆ ดังขึ้นใกล้ ๆ ตาแก่เหลียวไปดู โอ้โฮ! หมาขนาดใหญ่ตั้ง ๔ – ๕ ตัว โดดขึ้นจะกัดแก เล่นเอามือเท้าอ่อนแทบจะพลัดตกลงไปให้ได้ แต่ก็ต้องพยายามม่ายงั้นเป็นตายเด็ด

โล่งใจเมื่อขึ้นไปถึงคบที่หมาโดดไม่ถึง แกหันหน้าลงมาตวาดไล่มัน แต่มันไม่ยอมไปยังคงนอนเฝ้าต้นไม้นั้น บางตัวเดินวน ๆ เวียน ๆ ตะกียกตะกายจะปีนขึ้นไปเล่นงานแกให้ได้ บางตัวก็เห่าเสียงขรม

ตายจริง ทำไงถึงจะเดินทางไปได้ล่ะ อดไม่ได้ถึงกับรำพึงออกนามพระเวสสันดรออกมาดัง ๆ ถ้าพบพระองค์เป็นรอดแน่ ๆ

เสียงคนย่างเหยียบมาตามทาง พอโผล่โอ้โฮอ้ายเจ้าของหมาพวกนี้ล่ะสิ หน้าตาขมึงทึงท่าทางดุร้าย มือกุมธนู เพ่งจ้องมาที่แก พร้อมกับยกธนูขึ้นเล็งตรงมายังแก

“ช้า ๆ พ่อเอ๊ย ช้าก่อน”

“อ้ายตาเฒ่ามาทำไมที่นี้ ออกตามเจ้านายจะเบียดเบียนอีกหรือ ไม่ได้ ไอ้พวกนี้ต้องให้หมากินก่อน”

“อย่าทำใจเร็วใจร้อนไปหน่อยเลยหลานชาย หลานน่ะยังไม่รู้อะไร ตานี่แหละเป็นราชทูตจะไปเฝ้าพระเวสสันดรล่ะ”

“ขี้ทูตน่ะสิ”

“อย่าพูดอย่างนั้นหลานชาย ตาน่ะเป็นปุโรหิตเชียวนะ”

“มีอะไรเป็นเครื่องหมายราชทูตบ้างล่ะ?”

“อ๋อ มีสิ” แล้วแกก็ล้วงลงไปในย่ามอันเต็มไปด้วยเสบียงกรัง คว้าเอากระบอกใส่น้ำพริกออกมาชูขึ้น พลางร้องว่า

“อ้ายหลานชาย นี่กลักพระราชสาส์นซึ่งจะต้องถวายต่อพระองค์”

พอเห็นเจตบุตรลดหน้าไม้ลง แกก็เริ่มวัธยายต่อไป

“เดี๋ยวนี้น่ะในเมืองเขาหายโกรธพระองค์แล้ว จึงส่งตามาให้ไปทูลเชิญ เมื่อตกลงกันแล้วจะได้แต่งขบวนเกียรติยศออกมารับ”

“งั้นลงมาคุยกันข้างล่างดีกว่าตา”

เจตบุตรบอก แล้วจัดการผูกหมาเรียบร้อยแล้วก็รับตาชูชกลงจากต้นไม้

ด้วยความที่ตนเป็นชาวป่า จึงได้ถูกตาชูชกซึ่งจัดเจนโลกกว่า หลอกเสียจนหลงเชื่อว่าเป็นทูตจะมาทูลเชิญเสด็จพระเวสสันดรกลับไปครองราชสมบัติดังเดิม จึงได้จัดแจงเสบียงกรังมอบให้ตาชูชก พร้อมกับนำทางผ่านไปในป่าอันเป็นบริเวณที่ตนตระเวนรักษา เมื่อถึงแดนป่าใหญ่ก็ชี้ทางให้ตาชูชกผ่านเข้าไปในป่า และจะได้พบกับฤาษีผู้บำเพ็ญฌาณอยู่ แล้วถามทางจากท่านก็จะเดินไปอย่างถูกทาง แล้วอำลาตาชูชกกลับมายังสำนักของตน

ตาชูชกแกก็ออกเดินทางไปตามที่เจตบุตรชี้ให้ทราบ จนกระทั่งพบกับอจุตฤาษี ซึ่งก็ถูกตาแกหลอกให้หลงเชื่อ อจุตฤาษีก็นำไปชี้ทางให้

“โน่น ที่เห็นเป็นทิวแถวอยู่นั่นแหละ เขาคันธมาทน์ ต่อจากนั้นจะมีทางเดินอย่างสะดวกสบายไปสู่เขาวงกต ซึ่งพระเวสสันดรบำเพ็ญพรตอยู่ ไม่ต้องกลัวหลง เพราะมีทางเส้นทางเดียวเท่านั้น” แล้วอจุตฤาษีก็กลับสำนัก

ตาแกก็มุ่งเดินไปทางที่อจุตฤาษีชี้ให้ ตราบจนผ่านเข้าเขตเขาวงกตเป็นเวลาจวนพลบ ตาแกจึงคิดว่า “ถ้าเราเข้าไปขอสองกุมารในตอนนี้ ซึ่งพระนางมัทรีกลับจากป่าเรื่องก็ไม่สำเร็จแน่ เพราะธรรมดาสตรีน่ะเลือดในอกยากที่จะยกให้ใครไปได้ ต้องรอให้พรุ่งนี้พอมัทรีเข้าป่าไปเสียก่อนจึงเข้าไปขอดีกว่า” เมื่อแกคิดเช่นนี้ก็หาที่พักอาศัยหลับนอน

และในคืนที่ตาเฒ่าแกเข้ามานอนใกล้ ๆ บริเวรอาศรมนั่นเอง เวลาดึกสงัดพระนางมัทรีก็เกิดฝันประหลาดพิศดารแสนจะน่ากลัวสยดสยองยิ่งนัก ในฝันนั้นว่ามีบุรุษผู้หนึ่งรูปร่างกำยำล่ำสัน ทัดดอกไม้แดงทั้งสองหู ถือดาบอันคมกริบวิ่งวู่วามเข้ามาที่พระนาง จิกพระเกศาพร้อมกับเอาดาบผ่าพระอุระของพระนาง หยิบเอาหัวใจของพระนางไป แม้พระนางจะร่ำร้องสักเพียงไร บุรุษผู้นั้นก็ไม่สงสารเวทนา ได้หัวใจแล้วก็ปล่อยพระนางให้เป็นอิสระแล้วก็หันไป พระนางก็ได้แต่ร้อง ๆ จนตกใจตื่นเหงื่อชุ่มไปทั้งสรีระกาย ใจยังเต้นไม่รู้หาย ไม่รู้ว่าเป็นอะไร คิดอะไรก็ไม่ออก ต้องไปถามพระฤาษีเจ้าดูจึงจะรู้เห็น พระนางมัทรีก็ค่อย ๆ เดินไปยังอาศรมของพระเวสสันดร เคาะประตูพระอาศรม ในขณะนั้นพระเวสสันดรก็ตื่นบรรทมแล้วเช่นกัน เมื่อได้ยินเสียงเคาะก็ร้องถามออกมาว่า

“ใครนั่นน่ะ?”

“หม่อมฉันเอง”

“มัทรีเรอะ?”

“เจ้าข้า กระหม่อมฉัน”

“เอ๊ะ! ก็เราเคยสัญญากันไว้ยังไงล่ะ ว่ากลางค่ำกลางคืนเราจะไม่ไปหากัน เจ้าลืมสัญญาหรือไง?”

“มิได้พระเจ้าข้า ที่กระหม่อมฉันมาเพราะมีเรื่องร้อน”

“เรื่องอะไรล่ะ นั่งอยู่แต่นอกเถอะ แล้วเล่ามาดูหรือ”

“คือว่าหม่อมฉันฝันไป”

“ฝันว่ายังไง?”

“ฝันว่ามีบุรุษกำยำล่ำสัน ทัดดอกไม้แดงทั้งสองหู ถือดาบอันคมกล้า วิ่งเข้ามาแหวะหทัยหม่อมฉัน แล้วควักเอาดวงใจหนีไป กระหม่อมฉันจึงต้องมาขอให้พระฤาษีเจ้าช่วยทำนายทายทักด้วย ว่าจะเป็นอย่างไร ใจของหม่อมฉันยังเต้นไม่หายเลย”

พระเวสสันดรได้สดับฟังพระสุบินที่พระนางมัทรีเล่า ก็ทราบได้ทันทีว่าพรุ่งนี้จะมียาจกมาขอพระลูกเจ้าทั้งสอง แต่จะบอกไปตามตรงก็กลัวมัทรีจะไม่ไปป่า จะเป็นอันตรายแก่พระโพธิญาณที่พระองค์ประสงค์ จึงเบี่ยงบ่ายเสียว่า

“ไม่มีอะไรดอกพระนาง ธาตุวิปริตจึงทำให้ฝันร้าย เธอเคยอยู่แต่ในที่อันมีความสุข มาอยู่ในอาศรมอันกระด้าง อาหารก็มีแต่เผือกมันผลไม้ ธาตุของเธอจึงวิปริตไป อย่าตกใจอะไรเลย”

พระมัทรีไม่อยากจะเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ เพราะผู้ที่จะทำนายได้ในที่นี้ก็ไม่มีใครนอกจากพระเวสสันดรเท่านั้น จึงทูลลากลับไปยังอาศรมบทของพระนาง

เวลารุ่งเช้าพระนางไม่อยากออกไปป่าเลย ให้ห่วงพระโอรสและธิดาทั้งสอง แต่ก็ไม่สามารถจะอยู่ได้ เพราะผลไม้เผือกมันทั้งหลายก็ดูจะเหลือเพียงเล็กน้อย จึงตระเตรียมเสียมและไม้ขอไม้คาน และกระเช้าเสร็จเรียบร้อยก็จูงมือสองกุมารเข้าไปฝากพระเวสสันดรไว้

ถึงอย่างนั้นก็ยังเฝ้ากลับไปกลับมาหลายหน ดูจะเป็นลางสังหรณ์หรืออย่างไรแน่ ก่อนจะไปเฝ้าฝากแล้วฝากเล่า เพราะพระนางยังนึกถึงนิมิตร้ายอันนั้นไม่หาย

หลังจากพระนางออกไปแล้ว พระเวสสันดรทราบดีว่าวันนี้จะมียาจกมาถึงสำนัก จึงตรัสให้พระชาลีและกัณหาไปคอยดูต้นทางที่จะมีใครไปมา

ตาชูชกเล่า พอตื่นล้างหน้าล้างตาแล้วคะเนว่าพระมัทรีคงจะออกไปแล้ว ตาแกก็ดุ่มเดินตรงเข้ามายังอาศรมบท ซึ่งขณะนั้นเองพระเวสสันดรก็ทอดพระเนตรเห็น จึงบอกให้เจ้าชาลีไปต้อนรับ แต่ก็ถูกตาชูชกตะเพิดกลับเพราะเข้าลักษณะตวาดป่าให้ว่าเสือกลัวไว้ก่อน

เมื่อเข้ามาถึงก็ทักทายปราศรัยกันเรียบร้อยแล้ว ตาแกก็เริ่มอารัมภบท ชักแม่น้ำทั้ง ๕ มาปรารภว่าเป็นแดนแห่งความสุขของประชาชน และเป็นต้นแห่งเกษตรกรรม และไม่รู้จักจะเหือดแห้งแล้วแกก็วกเข้าหาพระเวสสันดรว่า น้ำพระทัยของท้าวเธอไม่รู้จักจะเหือดแห้งในการทำทาน เสมือนแม่น้ำทั้ง ๕ อำนวยความสุขแก่พลเมืองฉะนั้น และที่แกมานี่ก็เพื่อจะขอพระชาลีกัณหาไปเป็นทาสทาสี ซึ่งพระเวสสันดรก็อำนวยให้ด้วยใจโสมนัสอย่างยิ่ง

แต่ว่าในขณะนั้นเอง พอพระชาลีและกัณหารู้ว่าพระบิดายกตนให้แก่พราหมณ์ผู้ร้ายกาจ บังเกิดความหวาดกลัว ก็หลบลี้หนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในสระบัว เอาใบบัวบังศรีษะไว้

ตาชูชกพอขอได้เหลียวไปดูไม่เห็นสองกุมารเสียแล้ว ก็เริ่มบริภาษพระเวสสันดรเป็นการใหญ่

“ทำเป็นคนใจดี พอขอปุ๊บก็ยกให้ปั๊บ แต่พอจะเอาจริงสิขายหน้า เด็กสองคนก็ร้ายเหลือ พอพยักหน้าหมับก็โดดผลับหายไปเลย เขาว่าพระเวสสันดรใจดี เห็นจะไม่จริงเสียล่ะกระมัง”

พระเวสสันดรก็มิได้โกรธเคือง ทรงพิจารณาเห็นว่าสองกุมารคงจะกลัวจึงไปหลบซ่อนกายอยู่ภายนอก จึงพูดปลอบใจชูชกแล้วออกติดตามสองกุมาร เพื่อนำมามอบให้ตาชูชก

เสด็จออกไปเที่ยวค้นหา ตราบจนกระทั่งถึงสระบัวเห็นรอยเท้าขึ้นแต่ไม่มีรอยเท้าลง ก็รู้แน่ว่าสองกุมารอยู่ในสระ จึงตรัสเรียกชาลี เตือนให้รู้ว่าเป็นลูกกษัตริย์และจะช่วยให้พระบิดาได้บำเพ็ญบารมีเพื่อพระโพธิญาณ โดยเปรียบ พระชาลีเหมือนเรือ ซึ่งจะขี่ข้ามห้วงน้ำให้สำเร็จประโยชน์

พระชาลีได้คิดก็เปิดใบบัว แล้วขึ้นมากราบกับพระบาท ทรงถามถึงกัณหา ซึ่งพระชาลีก็บอกโดยนัย พระเวสสันดรก็ตรัสเรียกโดยนัยเดียวกับชาลี พระกัณหาก็ได้ขึ้นมากราบพระบาท ทรงนำสองกุมารไปมอบให้ตาชูชก ซึ่งตาแกก็รีบพาไปเพราะกลัวจะพบพระมัทรี

พระมัทรีที่อยู่ในป่า วันนี้ดูวิปริตผิดไปทุกอย่างทุกประการ เดี๋ยวเสียมหลุดมือ เดี๋ยวกระเช้าหล่น เดี๋ยวไม้ขอไม้คานพลัด อะไรต่ออะไรวุ่นวายไปหมด ที่ ๆ เคยมีผลไม้เผือกมันก็บังเอิญไม่มี ซึ่งพระนางก็ต้องบุกไกลออกไปกว่าที่เคย ได้มาบ้างพอสมควรแล้วก็รีบกลับมาอาศรม เพราะห่วงสองกุมาร แต่พอมาถึงกลางทางซึ่งเป็นทางแคบเดินได้เฉพาะตัว ก็พบสัตว์ ๓ ตัวคือ ราชสีห์ เสือเหลือง และเสือโคร่ง นอนขวางทางอยู่ นางไม่สามารถจะไปได้ ก็วางสิ่งของยกมือวอนไหว้ขอทาง แต่ทั้งสามสัตว์ซึ่งเทวดาแปลงมาเพื่อสกัดนางไม่ให้พระมัทรีไปทันสองกุมาร ก็แกล้งนอนขวางหนทางอยู่เฉย ๆ จนกระทั่งเวลาจวนพลบ ตาชูชกและสองกุมารพ้นประตูป่าไปแล้ว ทั้งสามสัตว์ก็หลีกทางหายไป

พระมัทรีก็ดุ่มเดินกลับบรรณศาลา

อะไรต่อมิอะไรมันผิดแปลกไปเสียหมดทุกอย่าง ทุก ๆ วันทั้งสองเคยมาดักหน้า

“แม่ขา แม่ได้อะไรมา” กัณหาจะฉะอ้อนถาม ส่วนพ่อชาลีก็จะรับเสียมบ้าง ไม้ขอบ้าง ไปตามต้องการ

แต่มาวันนี้เงียบเสียจริง ๆ คงจะเล่นเพลินอยู่ที่พระบิดาก็เป็นได้ พระนางก็รีบด่วนเดินเข้าไปยังบรรณศาลาของพระเวสสันดร ก็ไม่เห็นพระลูกทั้งสองก็ใจหายวาบ ตายจริงนี่อะไรกัน สอบถามพระเวสสันดรก็ไม่ตรัสด้วย ยิ่งทำให้กลุ้มมากขึ้น พระนางออกตามหาสองกุมารทุก ๆ สถานที่ที่สองกุมารเคยไปเล่น ตะโกนเรียกสักเท่าใดก็ไม่มีเสียงขาน จึงต้องกลับมายังบรรณศาลา

จะถามสักเท่าใดพระเวสสันดรก็นิ่งเฉย แต่พอพูดขึ้นมาก็ยิ่งทำให้กลุ้ม

“ทุก ๆ วันเคยกลับแต่วัน วันนี้คงไปชมดงชมป่าเพลินไปนะ จึงกลับเอามืดค่ำ ในป่าไม่ใช่มีแต่สัตว์ วิชาธรณ์คนธรรพ์ตลอดจนพรานป่าก็มีมากมาย เห็นจะสมใจแล้วสินะ”

พระนางถึงกับสะอึก แต่ความทุกข์เรื่องลูกทั้งสองมีมากกว่า ก็คร้านจะต่อปากคำ ก็วนเวียนค้นหาไปเรื่อยไป พร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้น

ทุกข์อะไรเล่าจะมีล้นไปกว่าทุกข์ของแม่ที่ลูกหาย ไม่ทราบว่าจะตายหรือเป็น หาแล้วหาอีก ร้องไห้ตะโกนไป เรียกไปเสียงแหบเสียงแห้ง จนกระทั่งจวนสว่างพระนางก็หมดกำลัง พอกลับมาถึงหน้าพระอาศรมก็สลบหมดสติแน่นิ่งไป

พระเวสสันดรแสนจะตกใจ เพราะเกรงว่านางจะตายเสีย จึงตรงเข้าไปจับต้องตัวนางก็เห็นว่าร่างยังอบอุ่นอยู่ ก็สงสารเห็นความทุกข์ของนาง ลืมตัวว่าเป็นฤาษีก็ยกเศียรนางขึ้นพาดตัก แล้วนวดเฟ้นเท่าที่จะทำได้

เป็นครู่ใหญ่ พระนางมัทรีก็รู้สึกตัว

พระเวสสันดรก็บอกเรื่อง ให้ลูกเป็นทานไปแล้ว เพราะเห็นว่านางเหนื่อยมาแต่ป่าจึงยังไม่บอก และขอให้นางอนุโมทนา ซึ่งพระนางก็ได้อนุโมทนาบุตรทานด้วยความยินดี

ทีนี้ก็ถึงเรื่องจะกล่าวบทไปถึงท้าวสหัสนัยไตรตรึงสาทิพย์อาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมา กลับกระด้างดังศิลาประหลาดใจ จะมีเหตุมั่นแม่นในแผ่นดิน อมรินทร์เร่งคิดสงสัย จึงสอดส่องทิพย์เนตรดูเหตุภัย ก็แจ้งใจ...เป็นองค์เวสสันดร ถ้าไม่ไปช่วยเห็นจะแย่เสียกระมัง เพราะถ้าใครรู้แกวแอบมาขอพระมัทรีไปเสีย พระองค์จะเหลือเพียงองค์เดียว การบำเพ็ญพรตภาวนาก็คงไม่สะดวกไปได้ ต้องลงไปช่วยเห็นจะดีเป็นแน่ พระอินทร์ซึ่งมีชื่อเยอะแยะก็ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องเหาะลงไป แต่แทนที่จะไปอย่างพระอินทร์ พอลงมาถึงโลกมนุษย์ก็แปลงตัวเป็นพราหมณ์แก่เดินกระย่องกระแย่งเข้าไปหาพระเวสสันดร ซึ่งนั่งอยู่หน้าพระอาศรมมีพระมัทรีเฝ้าสนทนาอยู่ด้วย

พอเข้าไปถึงก็ขอพระมัทรี โดยอ้างเหตุผลอย่างที่พูดกันว่า “ลุงแก่แล้ว ขอลุงก่อนเถอะ” ซึ่งพระเวสสันดรก็อำนวยให้ทันอกทันใจเลยทีเดียว พร้อมกับจูงมือพระมัทรีมามอบให้เดี๋ยวนั้น

พราหมณ์เห็นได้ดังประสงค์ แลดูหน้าพระเวสสันดรและพระมัทรีก็เห็นยิ้มแย้ม เต็มอกเต็มใจในการบริจาค จึงได้ทูลว่า

“ข้าแต่พระเวสสันดร ข้าพเจ้ามิใช่พราหมณ์ขอทาน”

“ท่านเป็นอะไรล่ะ?”

“ข้าพเจ้าเป็นพระอินทร์ ผู้เป็นใหญ่ในดาวดึงส์สวรรค์”

“ท่านลงมาทำไมล่ะ?”

“เพื่อให้พระบารมีของพระองค์บริบูรณ์เนื่องด้วยการบริจาคภรรยาร่วมใจ” และได้ตรัสต่อไปว่า “พระมัทรีนี้พระองค์ได้ให้ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอฝากไว้ก่อน พระองค์จะให้ใครอีกไม่ได้”

“ทำไมไม่เอาไปล่ะ?”

“ฝากปฏิบัติพระองค์ก่อน และที่ข้าพเจ้าลงมานี่พระองค์ประสงค์พรอะไรโปรดบอก ข้าพเจ้าจะประสิทธิ์ให้ดังปรารถนา”

พระเวสสันดรซึ่งมาบำเพ็ญพรตอยู่ป่า ก็คิดจะกลับบ้านเมืองอยู่แล้ว จึงได้ขอพรพระอินทร์ ๘ ประการ คือ

  1. ๑. ขอให้พระบิดาหายโกรธเคือง มารับไปครองสมบัติดังเก่า
  2. ๒. หากจะมีการฆ่าขอให้มีปัญญาที่จะปลดปล่อยไป
  3. ๓. ขอให้ข้ามีเมตตากรุณาแก่ชนทั่วหน้า และประชาชนเหล่านั้นได้อาศัยข้าอยู่เป็นสำราญ
  4. ๔. ขอให้ข้ามีน้ำใจอยู่ในภริยาแต่ผู้เดียว ไม่เกาะเกี่ยวด้วยหญิงอื่น
  5. ๕. ขอให้ข้าได้มีโอกาสสืบสันติวงศ์ และปรากฏชื่อเสียงเลื่องลือแก่คนทั่วไป
  6. ๖. เมื่อข้าได้เข้าเสวยราชย์แล้ว พอรุ่งเช้าให้มีอาหารพอที่ข้าจะให้ทานได้โดยสะดวก
  7. ๗. เมื่อข้าได้ให้ทานมากน้อยเท่าใด ๆ ก็ตาม ของสิ่งนั้นอย่าได้รู้จักหมดสิ้นไปเลย
  8. ๘. เมื่อแตกกายสลายชีพขอข้าได้ไปสู่สวรรค์

รวมเป็นพร ๘ ประการ ซึ่งท้าวมัฆวานก็ประสิทธิ์ให้ดังใจปรารถนา แล้วท้าวอมรินทร์ก็เลื่อนลอยคืนสู่ยังนิวาสสถานของพระองค์

สองกษัตริย์ก็โสมนัสในพระทัย และตั้งใจอยู่ว่าเมื่อใดจะได้พบสองกุมารที่ท้าวเธอได้ให้ทานไป และเมื่อใดพระพรทั้ง ๘ นี้ จะอำนวยผลให้ตามท้าวสหัสนัยประสิทธิ์

ฝ่ายว่าเฒ่าชราตาชูชกแกได้สองกุมารแล้ว ก็พาทั้งสองกุมารเดินทางมา ตาแกเอาเถาวัลย์ผูกข้อมือ ๒ กุมารแล้วจูงเรื่อยมา

บางครั้งก็เดินสะดุดตอไม้ เถาวัลย์หลุดจากมือ สองกุมารก็วิ่งตื๋อกลับอาศรม แกตามมาทันก็โบยตีเรื่อยไป ฟาดพระชาลี ตีพระกัณหา เสียงร้องเอ็ดอึงไปด้วยกัน ครั้นตกค่ำแกกลัวภัยจากสัตว์ร้าย ตนเองก็ปีนป่ายต้นไม้ขึ้นไปผูกเปลนอนข้างบน ข้างล่างแกก็ล่ามสองกุมารไว้โคนต้นไม้ จะประสบอันตรายอะไรก็ช่าง ธุระไม่ใช่ นี่แหละจิตใจของผู้ที่อยากแต่จะได้ ฉันได้เป็นดี คนอื่นยังไงก็ช่าง ทาสทาสีตายเสียได้ก็ดีไม่ต้องเสียค่าข้าว ว่าไปนั่น

เอาเป็นว่าตาชูชกแกเห็นแก่ตัวเองโดยประการดังนี้ รุ่งขึ้นก็เดินทางต่อไป จนกระทั่งถึงทางแยกอีกทางหนึ่งไปกลิงครัฐ ส่วนอีกทางหนึ่งนั้นไปพิชัยเชตุอุดรแกจำได้คลับคล้ายคลับคลา เพราะผ่านมาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ผลที่สุดก็เลยเสี่ยงทายผิดถูก ไม่เป็นไรน่ะมีปากมีตีนจะกลัวอะไรกับหลงทาง

แกก็เลยหลงจริง ๆ พาสองกุมารเดินเรื่อยมาตราบจนกระทั่งถึงกรุงพิชัยเชตุอุดร

ในคืนนั้นเอง ลางสังหรณ์ก็ปรากฎกับท้าวสญชัยผู้เป็นพระอัยกา ในขณะที่บรรทมหลับก็เผอิญฝันเห็นว่ามีผู้เอาดอกบัว ๒ ดอกมาถวาย ก็ตกพระทัยตื่น จึงตรัสเรียกให้โหรมาทำนาย โหรก็ทำนายว่าจะได้ลาภจะพบญาติวงศ์ที่สนิทชิดเชื้อกลับคืนมา

ได้เวลาออกว่าราชการท้าวเธอก็เสด็จออกว่าราชการ มองไปที่หน้าพระลาน ก็ปรากฏร่างของชายชราจูงสองกุมารผ่านมา ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นก็สงสัย จึงตรัสสั่งอำมาตย์

“เฮ้ย! อำมาตย์ ไปดูทีหรือว่าใครจูงใครผ่านไปนั่น?”

อำมาตย์รับพระบัญชาก็ออกไปถามตาพราหมณ์ดู ก็ได้ความจากพราหมณ์เฒ่าว่า ขอสองกุมารจากพระเวสสันดรมา จะกลับไปบ้านเมือง

พระเจ้ากรุงสญชัยทราบเรื่อง ก็ขอไถ่สองกุมารตามที่พระเวสสันดรได้กำหนดไว้ ให้ชูชกเป็นมหาเศรษฐีขึ้นทันที มีปราสาทข้าทาสบริวารทั้งหลายอย่างเต็มภาคภูมิ เป็นเศรษฐีทางลัดโดยที่พระเจ้ากรุงสญชัยไถ่ค่าตัวกัณหาชาลี

ในความเป็นเศรษฐีของแก ด้วยตาเฒ่าชูชกแกไม่เคยกินของอร่อยที่วิเศษอย่างนี้มาก่อน แกก็เลยกิน ๆ จนเกินกระเพาะที่จะรับได้ จนท้องแตกตาย

พระเจ้ากรุงสญชัยก็เลยทำศพให้ แล้วป่าวร้องให้ญาติของแกมารับทรัพย์สมบัติไป แต่ก็ไม่มีใคร เพราะแกไม่ใช่คนในแคว้นนั้นเป็นคนมาแต่ที่อื่น ถ้าเป็นสมัยนี้จะน่าคิดทีเดียว ขนาดคนรุ่นมหาเศรษฐีอย่างชูชก ไม่มีญาติมีหรือ คงจะมีคนมาอ้างเป็นญาติข้างพ่อบ้าง ข้างแม่บ้าง ตั้งร้อยตั้งพันแจกกันไม่หวาดไหวแน่ นี่ดีแต่เป็นสมัยก่อน เลยไม่มีคนมารับสมอ้าง ทรัพย์สมบัติทั้งหลายก็เลยคืนเข้าท้องพระคลังอย่างเดิม

ตาชูชกก็ตายไปแล้วหมดเรื่องปิดฉากเสียที ยังเหลือแต่ชาลีกัณหา ซึ่งพระเจ้าปู่ได้ไถ่ออกมาจากการเป็นทาสทาสี ตอนนั้นพระเจ้ากรุงสญชัยคิดถึงพระเวสสันดรมากแล้ว คิดดูง่าย ๆ สมัยพระเวสสันดรยังอยู่ราชการงานเมืองทั้งหลายพระเวสสันดรรับภาระไปทั้งนั้น เดี๋ยวนี้สิพระองค์ต้องโดดเข้ามาทั้งร้องทั้งรำเองเสร็จ เหนื่อยทั้งกายทั้งใจ พอเห็นสองกุมารก็ดีพระทัย ข้อโกรธเคืองทั้งหลายก็หายไปหมด เมื่อไถ่สองกุมารเสร็จเรียบร้อย ก็ให้จัดการรับมิ่งสู่ขวัญ มีการสมโภชเฉลิมฉลองต้อนรับสองกุมารเป็นการใหญ่

ซึ่งเรื่องทั้งหลายก็เป็นไปอย่างสมเกียรติของกษัตริย์ที่จัดทุกประการ แล้วสั่งให้เตรียมพล โยธาออกไปรับพระเวสสันดรคืนพระนคร โดยจัดให้พระชาลีเป็นทัพหน้ายกไปก่อน

พระเวสสันดรได้ยินเสียงไพร่พลช้างม้าอื้ออึงก็ตกพระทัย แต่พระมัทรีทูลเตือนให้สตินึกถึงพรที่ขอพระอินทร์ไว้ ก็ค่อยพินิจดูก็รู้ชัดว่าเป็นไพร่พลของพระบิดาของพระองค์เอง เมื่อตั้งสติได้ก็คอยต้อนรับอยู่ที่หน้าบรรณศาลา

พอกษัตริย์ทั้ง ๖ ไปพบกันพร้อมหน้า คือพระเจ้ากรุงสญชัย พระนางผุสดี พระชาลี กัณหา พระเวสสันดร และพระมัทรีก็เศร้าโศกโศกา เพราะพลัดพรากกันมาหลายเดือน ได้รับความลำบากต่าง ๆ ถึงกับสลบลงทั้ง ๖ กษัตริย์ ไพร่พลก็พากันร่ำร้องไห้ไปหมดทั้งกองทัพ ถึงกับสลบไสลไปหมดด้วยกัน

พระอินทร์เห็นว่าจะไม่เป็นการแน่ ต้องช่วยอีกแล้ว ในเรื่องนี้พระอินทร์บันดาลให้ห่าฝนโบกขรพรรษตกลงมา ฝนนี้ก็แปลกประหลาดเหลือล่ะ เพราะใครอยากไม่ให้เปียกก็ไม่เปียก เขาว่าเหมือนน้ำตกบนใบบอนหรือใบบัว แล้วก็ตกลงพื้นดินไป ต่อเมื่อใครอยากให้เปียกจึงเปียก และแถมมีสีแดงด้วย

กษัตริย์ทั้ง ๖ และไพร่พล ได้รับความชุ่มชื่นก็ฟื้นจากสลบ พระเจ้ากรุงสญชัยก็เชิญให้พระโอรสลาผนวชเข้าไปครองราชสมบัติดังเก่า พระนางผุสดีก็ขอให้พระมัทรีลาเพศดาบสสินี (ฤๅษีผู้หญิง) กลับไปอยู่เวียงวังตามเคย

สุดท้ายของเรื่องก็คือ พระเวสสันดรลาเพศดาบสคืนเข้าไปเสวยราชสมบัติให้ทานต่อไปตามเคย ชาวกลิงคราชซึ่งขอช้างไปจนพระเวสสันดรถูกเนรเทศ หลังจากแว่นแคว้นเข้าสู่สภาพปกติสุข ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลแล้ว ก็นำช้างกลับมาถวายคืนไว้ตามเดิม

เรื่องพระเวสสันดร ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายในพระเจ้าสิบชาติก็สิ้นสุดลง พระเวสสันดรคงทำการให้ทานต่อไปตราบสิ้นพระชนมายุ พระมัทรี ชาลี กัณหา ก็ดำเนินชีวิตบั้นปลายอย่างกษัตริย์ จนกว่าจะสิ้นพระชนมายุ เรื่องก็เป็นอันอวสานเพียงนี้

ในเรื่องนี้เราได้รู้ว่าพระเวสสันดรดีใจในการให้ทาน แม้จะมีอุปสรรคอย่างใดก็มิได้ท้อถอย ยอมทนลำบากบำเพ็ญบารมี คือคุณความดีมิได้เสื่อมคลายลงไป จนกระทั่งสามารถเอาชนะใจชาวเมืองทั้งหมดได้ พระเวสสันดรได้ให้ทานทั้งสิ่งของ บุตรภรรยา อันนับว่าหาได้ยากในโลก