ปฐมบทเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

พระโพธิสัตว์และพระอรหันต์

ภาพพุทธประวัติจากวัดพระรามเก้า

พระโพธิสัตว์ ทางอาจาริยวาท อธิบายเป้าหมายของผู้ประพฤติธรรมทั้งนักบวชและชาวบ้าน ว่ามุ่งหมายช่วยเหลือหมู่สัตว์ (หมายถึงมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล แต่พวกถือจัดหมายเอาทั้งเมล็ดทรายหรือก้อนกรวด เป็นต้น) ให้เข้าถึงพุทธภาวะหรือการตรัสรู้ พระโพธิสัตว์แม้ว่าปฏิบัติจนสมบูรณ์เข้านิพพานได้แล้ว ก็ยังไม่เข้า ยินดีเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในโลก เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ไม่เลือกหน้า ให้พ้นทุกข์กันหมดก่อน จึงจะเข้าทีหลัง

พระอรหันต์ ทางเถรวาทอธิบายเป้าหมายของผู้ปฏิบัติว่ามุ่งผลคือหมดกิเลสส่วนตนเองแล้วเข้าสู่นิพพาน ส่วนผู้ที่ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้านั้น จะต้องบำเพ็ญบารมีเหมือนพระพุทธเจ้าของเราคือ เป็นพระโพธิสัตว์มาก่อน

การเปรียบเทียบ ฝ่ายมหายานได้พูดถึงเรื่องข้างต้นเป็นนิทานดังกล่าว

มีชายสี่คนเดิมอยู่ในทะเลทราย เมื่อเดินทางไปพบกำแพงกั้นขวางอยู่ ชายคนแรกกระโดดขึ้นกำแพง มองเห็นสวนมีธารน้ำไหล ป่าไม้หญ้าเขียวขจี เป็นที่น่ารื่นรมย์ จึงกระโดดลงไป คนที่สอง คนที่สามก็โดดลงในสวน แต่คนที่สี่ขึ้นกำแพงมองเห็นเช่นนั้น ไม่กระโดดลงไป ยืนอดกลั้นไว้คิดถึงคนอื่น ๆ ที่เดินทางกลางทะเลทรายอันร้อนจัด กลับลงไปนำคนอื่น ๆ มา รมณียสถานนี้ก่อน สามคนแรก คือ พระอรหันต์ คนที่สี่คือพระโพธิสัตว์ผู้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ละทิ้งสัตว์โลกจนกว่าสัตว์โลกเข้าถึงแดนสุขาวดีทั้งหมดก่อน ตนจึงจะเข้าไป

ภาพพุทธประวัติจากวัดพระรามเก้า
ภาพพุทธประวัติจากวัดพระรามเก้า

พระโพธิสัตว์

คำว่า โพธิสัตว์ หมายถึง ผู้มุ่งความตรัสรู้ คือ ผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อตรัสรู้

นิกายมหายานถือว่าเป็นพระโพธิสัตว์มีความสำคัญกว่าความเป็นพระพุทธเจ้า แต่ฝ่ายหินยาน ถือว่าความเป็นพระพุทธเจ้าสำคัญกว่าความเป็นพระโพธิสัตว์ ฝ่ายเถรวาทได้แสดงเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ เป็นอดีตชาติของพระพุทธเจ้า ก่อนจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอดีตชาตินับเป็นร้อย ๆ ชาติ ได้ประพฤติธรรมหรือบำเพ็ญประโยชน์ ให้แก่สัตว์อื่น คนอื่น เช่นการเป็นช้างก็เป็นพระยาช้าง ให้ความเป็นธรรมแก่ช้าง เช่นเรื่องพระยาฉัตทันต์ เกิดเป็นเนื้อก็เสียสละชีวิตตนให้แก่เนื้ออื่น ยอมตายแทน เช่นเรื่องแม่เนื้อชื่อ นโครธสาขะ เป็นคนเช่นพระเวสสันดรเป็นต้น แสดงถึงชีวิตก่อนเสวยพระชาติสุดท้าย คือ เป็นพระพุทธเจ้า นี่เป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าของเรา ส่วนพระสาวกอื่น เช่นพระโมคคัลลานะ เป็นต้น ได้เป็นพระอรหันต์ ไม่ได้เป็นพระโพธิสัตว์ ทั้งนี้เพราะมิได้เป็นพระพุทธเจ้า กล่าวโดยย่อ ผู้ที่จะเข้าถึงพุทธภูมิต้องบำเพ็ญบารมี เช่น บารมี ๓๐ ทัศในพระพุทธศาสนาให้เต็ม จึงได้เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนผู้ที่ไม่ปรารถนาพุทธภูมิ ก็บำเพ็ญเพื่อความหลุดพ้นโดยตรง คือ ทำลายกิเลส ได้แก่ โลภะ (ราคะ) โทสะ และโมหะ ให้หมดไปก็จะเป็นพระอรหันต์ หมดกิเลส ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด กิเลสจะหมดไปด้วยประพฤติธรรมต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องทำลายกิเลสนั้น ๆ เครื่องทำลายกิเลส ก็คือศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งต้องค่อย ๆ  ทำให้หมดไปจนสามารถทำลายได้สิ้นเชิง เข้าถึงความเป็นอรหันต์

ฝ่ายมหายานหรืออาจาริยวาท มีแนวทางแบบพระพุทธเจ้าไม่มีแนวทางแบบอรหันต์สาวก นิกายนี้สอนว่าไม่ว่าพระหรือชาวบ้านต่างเป็นพระโพธิสัตว์ได้ ถ้าหากว่ามีปณิธาน

ปณิธานของพระโพธิสัตว์ ๔ อย่าง

  1. ช่วยเหลือมวลสัตว์ทั้งปวงให้พ้นทุกข์
  2. ทำลายกิเลสทั้งสิ้นให้หมด
  3. เข้าให้ถึงสัจธรรมและสอนคนอื่นให้ถึง
  4. นำปวงสัตว์เข้าสู่ความเป็นพระพุทธเจ้า

การตั้งปณิธานของพระโพธิสัตว์ หรือผู้ประกาศตัวจะเป็นพระโพธิสัตว์จนกว่าจะสมบูรณ์ หรือก้าวเข้าสู่ความเป็นพุทธนั้นต้องบำเพ็ญอยู่อย่างยาวนานนับเป็นหลาย ๆ ร้อยชาติ เพราะฉะนั้นพระโพธิสัตว์ (จะเป็นนักบวชหรือชาวบ้านได้) ในชาติหนึ่ง ๆ จะสร้างบารมีตามปณิธานได้มากบ้างน้อยบ้างจนกว่าจะเต็มจึงจะเข้าถึงขั้นพุทธภาวะ หรือ สู่การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และทุกคนสามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้

บารมีที่จะสร้างให้เต็ม ในนิกายเถรวาทมี ๑๐ อย่าง คือบารมี ๑๐ ทัศ และบารมี ๓๐ ทัศแบ่งเป็นระดับธรรมดา ระดับกลาง และสูงสุดรวมเป็น ๓๐ ทัศ เมื่อพระโพธิสัตว์บำเพ็ญเต็มแล้วก็จะตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ส่วนนิกายอาจาริยวาท มีบารมี ๑๐ เหมือนกัน บางแห่งเป็น ๗ ความหมายของแต่ละนิกายบางข้อก็คล้ายคลึงกันบางข้อก็ต่างกัน

พระอรหันต์

พระอรหันต์ หรือ พระอริยบุคคล คือ บุคคลผู้ประเสริฐ เป็นผู้ละสังโยชน์ หรือกิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในภพหรือผูกพันสัตว์ทั้งหลายไว้กับทุกข์ได้ ใครละได้น้อยก็เป็นอริยบุคคลชั้นต้น เมื่อละได้มากเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงขึ้น ใครละได้หมดก็เป็นพระอรหันต์

สังโยชน์ ๑๐

  1. สังกายทิฏฐิ ความเห็นว่าร่างกายเป็นของตน
  2. วิจิกิจฉา ความสงสัยในผลกรรม การเวียนว่ายตายเกิด
  3. สีลัพพตปรามาส การเชื่อพิธีกรรมทางไสยศาสตร์
  4. กามราคะความติดใจในกามรมณ์
  5. ปฏิฆะ ความขัดเคืองใจ
  6. รูปราคะ ความติดใจในรูป เช่น สิ่งล้ำค่าสวยงาม
  7. อรูปราคะ ความติดใจในสิ่งไม่มีรูป เช่น คำสรรเสริญ
  8. มานะ ความยึดถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่ ติดในยศศักดิ์
  9. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ไม่สงบใจ
  10. อวิชชา ความไม่รู้อริยสัจ ๔
แสดงความคิดเห็น
เว็บไซต์พุทธะ
คำว่า “พุทธะ” นอกจากจะหมายถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยังหมายถึง การเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยการปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

แสดงความเห็น