ความรู้เกี่ยวกับพระสงฆ์

การบรรพชาสามเณร

สามเณร - ภาพจาก Pixabay

การบรรพชาเป็นสามเณรมีมาแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสให้พระสารีบุตรพุทธสาวก ทรงบรรพชาให้กับ สามเณร “ราหุล” ผู้เป็นพุทธบุตร นับเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา และถือเป็นประเพณีนิยมในพระพุทธศาสนาที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่มารดา-บิดานำบุตรหลานที่เป็นชายอายุยังไม่ถึงเบญจเพศ คือ ๒๐ ปีบริบูรณ์ เข้าไปรับการบรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งแต่โบราณกาลมานั้น การที่จะได้เล่าเรียนเขียนอ่านตำรับตำรา ต้องอาศัยวัดเป็นสถานที่เล่าเรียนให้กับกุลบุตร และจำเป็นต้อง บรรพชาเป็นสามเณรก่อน จึงจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของพระเถระ เพื่อที่จะได้ เข้าไปอยู่ในวัดตามธรรมเนียม วัดจึงเป็นทั้งบ้าน โรงเรียน และศูนย์ฝึกหัดฝีมือ ทุกแขนงของ สามเณร

ประวัติความเป็นมา

ในระหว่างพรรษาที่ ๓ ที่พระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ สักกชนบท เมื่อเสด็จไปถึงมีพุทธบิดา คือ พระเจ้าสุทโธทนะ เป็นประธานพร้อมด้วยพระญาติได้ถวายการต้อนรับ และจัดให้ประทับที่อารามของเจ้าสักยะองค์หนึ่ง ชื่อว่า นิโครธ จึงได้เรียกว่า นิโครธาราม

ในวันที่ ๗ ได้เสด็จเข้าไปทรงรับภัตตาหารในพระราชนิเวศน์ พระนางยโสธราพิมพา ซึ่งเป็นพระมารดาของราหุล พระโอรสของพระโพธิสัตว์เมื่อก่อนทรงผนวช ได้ทรงแต่งพระราหุลออกมา ให้กราบทูลพระราชบิดา ทำนองว่ากราบทูลขอพระราชสมบัติ พระราหุลเวลานั้นมีพระชนม์ ๗ ขวบ ออกมากราบทูลขอมรดก พระพุทธเจ้าก็ทรงมีพุทธดำริว่า ทรัพย์ที่เป็น โลกียะนั้น เป็นของที่ไม่ยั่งยืนแต่ว่าอริยทรัพย์เป็นสิ่งยั่งยืนกว่า เพราะฉะนั้น เมื่อมากราบทูลขอมรดก จึงได้ประทานอริยทรัพย์ให้
บรรดาสมบัติใด ๆ ในโลกนี้ก็ตามเมื่อครอบครองแล้วก็ยังไม่พ้นซึ่งความทุกข์ ไม่พ้นจากความเกิด ความแก่ และความตาย ยังต้องวนเวียนอยู่ในวัฏสังสาร สมบัติชนิดเดียวที่พระองค์จะทรงพระราชทานให้ได้ก็คืออริยสมบัติ คือ สมบัติภายในซึ่งเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น คือ พระนิพพาน

พระพุทธเจ้าก็ทรงนำพระราหุลไปนิโครธารามด้วยและเมื่อถึงนิโครธารามแล้วทรงโปรดให้พระสารีบุตร บรรพชาพระราหุล เป็นสามเณรราหุล จึงนับเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา และก็ใช้วิธีบวชด้วยให้ถึงสรณะ ๓ (คือรับไตรสรณคมน์) สืบต่อมาจนทุกวันนี้

วิธีการบวชนั้นก็คือ ให้ผู้จะบวชนั้นปลงผมและหนวด (ปัจจุบันปลงคิ้วด้วย; ซึ่งเห็นจะมีเฉพาะในเมืองไทยซึ่งมีประวัติของการที่ต้องให้ปลงคิ้ว ต้องหาอ่านใน ประวัติศาสตร์ไทย ในยุคของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ผู้จะบวชสามเณร ครองผ้าจีวรเหมือนกับการอุปสมบทแล้วเข้าไปไหว้ (กราบ) ภิกษุผู้เป็นอุปัชฌาย์ แล้วรับไตรสรณคมน์จากท่าน จากนั้นก็รับสิกขาบท คือ รับศีล ๑๐ ข้อ ซึ่งวิธีการก็คือ

ขั้นตอนการบรรพชาสามเณร

รับไตรสรณคมน์

นโม ตสฺส ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส  (ว่า ๓ จบ)

พุทฺธํ  สรณํ  คจฺฉามิ
ธมฺมํ  สรณํ  คจฺฉามิ
สงฺฆํ  สรณํ  คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ  พุทธํ  สรณํ  คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ  ธมฺมํ  สรณํ  คจฺฉามิ
ทุติยมฺปิ  สงฺฆํ  สรณํ  คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ  พุทธํ  สรณํ  คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ  ธมฺมํ  สรณํ  คจฺฉามิ
ตติยมฺปิ  สงฺฆํ  สรณํ  คจฺฉามิ

ส่วนการรับสิขาบท คือ ศีล ๑๐ ข้อ ของสามเณรก็คือ

  1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท เว้นจากการฆ่าสัตว์)
  2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการลักทรัพย์)
  3. อพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการประพฤติล่วงพรหมจรรย์)
  4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการพูดเท็จ)
  5. สุราเมระยะมัชชะป มาทัฏฐานา เวระมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ (เว้นจากการดื่มสุรา)
  6. วิกาละโภชนา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการบริโภคอาหารยามวิกาล)
  7. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ(เว้นจากการดู การรื่นเริง)
  8. มาลาคันธะ วิเลปะนะธาระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฎฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากกานตกแต่งร่างกาย ทัดทรงด้วยเครื่องประดับ และลูบไล้ด้วยของหอม)
  9. อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (เว้นจากการนั่งนอนบนที่นอนสูง)
  10. ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ(เว้นจากการรับเงินทอง)

เพียงเท่านั้นก็เป็นอันเสร็จพิธีบวชเณร ในการบวชนี้จะมีบริขารครบหรือไม่ก็ได้ จะทำพิธีบวชที่ใดก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นพัทธสีมา ไม่ต้องทำเป็นพีธีสงฆ์ไม่ต้องมีการสวดญัตติและอนุสาวนา เพียงแต่รับไตรสรณคมน์กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็ได้ เพียงเท่านี้ก็สำเร็จการบรรพชาเป็น สามเณร

ที่มา

  • ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก วัดบวรนิเวศน์วิหาร
  • การบรรพชาสามเณร วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ www.watthampra.com
แสดงความคิดเห็น
เว็บไซต์พุทธะ
คำว่า “พุทธะ” นอกจากจะหมายถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยังหมายถึง การเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยการปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

แสดงความเห็น