สังเขปประวัติพระภิกษุสงฆ์

พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล)

ประวัติพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระเทพโพธิวิเทศ หลวงพ่อ มีชื่อเดิมว่า ทองยอด นามสกุล บุณยเนตร เกิดวันแรม ๗ ค่ำเดือน ๖ ปีมะโรง ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ ณ บ้านพิตเตียน อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โยมบิดา ชื่อไวย บุณยเนตร โยมมารดา ชื่อถมยา บุณยเนตร

พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล)
พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล)

ปฐมวัย

หลวงพ่อ มีชื่อเดิมว่า ทองยอด นามสกุล บุณยเนตร เกิดวันแรม ๗ ค่ำเดือน ๖ ปีมะโรง ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๑ ณ บ้านพิตเตียน อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โยมบิดา ชื่อไวย บุณยเนตร โยมมารดา ชื่อถมยา บุณยเนตร

ชื่อทองยอด เพราะน้าสะใภ้ชอบลิเกคณะ นายทองยอด

หลวงพ่อได้ถามโยมมารดาว่า ทำไมตั้งชื่อให้ท่านว่า “ทองยอด” โยมมารดาบอกว่า คุณน้าสะใภ้ชื่อ ทองคำ เพียงปิ่น ชอบลิเกคณะ ทองยอด มาก มีพระเอกชื่อทองยอด เป็นที่ชื่นชมของประชาชนแถวอยุธยา น้าผู้หญิงชอบพระเอกลิเกคณะนี้มาก เปิดทำการแสดงที่ไหน น้าผู้หญิงต้องไปดูไกลขนาดไหนก็ตาม ถึงขนาดว่าต้องเดินข้ามทุ่งข้ามน้ำ ต้องไปดูไปชมให้ได้ เมื่อหลวงพ่อเกิดมาแล้ว น้าสะใภ้ จึงขอตั้งชื่อหลานว่า “ทองยอด”

หลวงพ่อมีเชื้อสายจีน

โยมบิดาของหลวงพ่อมีเชื่อสายจีนแต้จิ๋ว นามสกุล แซ่ตั้ง คุณปู่มีบรรดาศักดิ์ ที่ ขุนนิวัตร มีทาสรับใช้มากมาย

เมื่อวัยเด็ก หลวงพ่อใช้นามสกุล แซ่ตั้ง เมื่อญาติพี่น้องจะซื้อทองคำ เครื่องประดับ จึงไปซื้อแถวเยาวราชที่ห้างทองตั้งโต๊ะกัง หรือร้านอื่นๆ ที่มีคำว่า ตั้ง นำหน้า เพราะถือว่าเป็นญาติพี่น้องกันทางบรรพบุรุษและสายเลือดจากประเทศจีนแผ่นดิน ใหญ่

หลวงพ่อเล่าให้ฟังอีกว่า ถึงช่วงเทศกาลไหว้เจ้า สารทจีน เช้งเม้งไหว้พระจันทร์ ต้องตามคุณพ่อไปร่วมพิธีด้วย มีญาติที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง เรียกท่านว่า อาเฮีย อาตี๋ บ้าง ตามฐานะของตระกูล แต่เมื่อภายหลังบวชเป็นสามเณรแล้วก็ไม่ได้ไปร่วมในพิธีตามขนบธรรมเนียมจีนอีกเลย

เปลี่ยนนามสกุลเป็น “บุญยเนตร”

เพราะญาติได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ต่อมา ญาติผู้พี่ของคุณพ่อไปเรียนหนังสือที่วัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ และเรียนเก่งสอบได้เป็นผู้พิพากษา เป็นคนดี ซื่อสัตย์ ยุติธรรม ตัดสินคดีความด้วยบริสุทธิ์ เป็นที่รักใคร่ของประชาชนเละข้าราชการทั้งหลาย และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ที่ “พระนนท์ปรีชา” และได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ว่า “บุญยเนตร” แปลว่า ผู้มีตามองเห็นบุญ”

ต่อ มาพระนนท์ปรีชา ได้อัญเชิญนามสกุล “บุญยเนตร” มาเป็นนามสกุลประจำตระกูล ญาติพี่น้องจึงเปลี่ยนนามสกุลจาก แซ่ตั้ง เป็น บุญยเนตร ซึ่งนับเป็นเกียรติประวัติแก่วงษ์ตระกูล หลวงพ่อจึงเปลี่ยนนามสกุลมาเป็น “บุญยเนตร” เมื่ออายุ ๑๐ ขวบ

(บุณยเนตร หากเขียนเป็นบาลี จะเป็น บุญญเนตร แต่ความนิยมการใช้ภาษาในสมัยก่อนไม่ตรงตามบาลีเท่าไร เช่น คำว่า อรัญญวาสี ที่แปลว่า พระปฏิบัติธรรมในป่า แต่เวลาเขียนในใบถวายสมณศักดิ์ นิยมเขียนเป็น อรัณยวาสี)

โยมพ่อตั้งใจจะให้เป็นเจ้าสัว มหาเศรษฐีแห่งกรุงเก่า

สมัยเป็นเด็ก โยมบิดาต้องการให้เป็นพ่อค้า ด้วยหวังจะให้ลูกชายเป็นเจ้าสัว เป็นมหาเศรษฐีตามตระกูลเดิม จึงสอนวิชาลูกคิด และการค้าให้ ต่อมาครั้งหนึ่ง ตอนเปิดเรียน หลวงพ่อไปอยู่ที่วัด เป็นเด็กวัดเพื่อจะศึกษาเพิ่มเติมพระอาจารย์ให้ท่องนวโกวาท (หนังสือคู่มือสำหรับผู้บวชใหม่และคู่มือการปฏิบัติธรรมสำหรับประชาชนทั่วไป) หลวงพ่อท่องได้จนจบทั้งเล่ม พ่อถามว่าเรียนวิชาลูกคิดถึงระดับไหน ในเมื่อรู้ว่าไม่ได้เรียนวิชาลูกคิด แต่เรียนธรรมอย่างเดียว จึงได้นำหลวงพ่อกลับไปทำนาต่อ

(ลูกคิด คือการคำนวณตัวเลขด้วยการใช้ลูกคิด เป็นวิชาของคนจีนเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าลูกคิดเป็นระบบคอมพิวเตอร์รุ่นแรกของโลกเกี่ยวกับ การคำนวณการบวก ลบ คูณ หาร แต่ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยปรากฏแล้ว คนรุ่นใหม่ไม่สนใจสืบต่อ ให้เครื่องคิดเลขแทน)

สอบได้ระดับประถมศึกษาปีที่ ๔ เป็นที่หนึ่งของอำเภอ

หลวงพ่อสอบได้ระดับประถมศึกษาปีที่ ๔ เป็นอันดับที่ ๑ ของอำเภอ ครูใหญ่ได้มาขอคุณแม่เพื่อส่งหลวงพ่อเพื่อไปเรียนในเมือง ด้วยหวังว่าในอนาคตหลวงพ่อจะได้เป็นใหญ่เป็นโต เพราะมีสติปัญญาดี แต่โยมแม่คิดถึงลูกมาก บอกครูใหญ่ว่า ขนาดลูกไปอยู่วัดยังคิดถึงมาก นี้จะไปอยู่ในอำเภอ คงคิดถึงใจจะขาด จึงไม่ยอมให้ไป

บวชเป็นสามเณรตามพี่ชาย ตั้งใจจะบวชเพียง ๗ วัน

หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า เมื่อพี่ชายบวชเป็นพระภิกษุ หลวงพ่อบวชเป็นสามเณรในคราวเดียวกัน (ชาวบ้านเรียกกันว่า เณรหางนาค) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ที่วัดกุฏีทอง ตำบลพิตเพียน อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอุปัชฌาย์

ครั้งแรกนั้นโยมแม่ให้บวชเพียง ๗ วันเท่านั้น เมื่อครบแล้วได้มาขอให้ลาสิกขา โยมแม่ขอร้องให้บวชอีกพรรษา คนโบราณถือว่า บวชเณรให้แม่ บวชพระให้พ่อ แม่อยากได้บุญบ้าง จึงได้บวชเรียนต่อไปอีกพรรษาหนึ่ง

ในขณะที่บวชเป็นสามเณรนั้น ได้เรียนพระธรรมวินัยที่วัดนาค เป็นวัดที่อาจารย์เคยเป็นครูสอนมาก่อน เมื่อออกพรรษาพระพี่ชายได้ลาสิกขา และได้บอกสามเณรน้องชายว่าอย่าเพิ่งสึก ให้สอบนักธรรมก่อน เพราะลงชื่อไว้แล้วสอบเสร็จแล้วค่อยสึก พอสอบเสร็จ อยู่ในช่วงนวดข้าวเสร็จ สามเณรทองยอดได้บิณฑบาตผ่านท่าน้ำริมแม่น้ำลพบุรีเป็นท่าเรือที่คนขนข้าวลง เรือไปขาย พบพี่ชายๆบอกว่า ไม่ต้องสึกหรอก เพราะตนเองทำนาเสร็จเรียบร้อยแล้ว และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา สามเณรทองยอดได้ดำรงตนอยู่ในเพศบรรพชิตสืบต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

ศีกษาพระปริยัติธรรม นักธรรม

เมื่อสอบได้นักธรรมตรี ได้ศึกษาต่อระดับนักธรรมชั้นโท เอก ศึกษาตำราด้วยตนเอง ท่องเองบ้าง เพราะบ้านเมืองอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๔๘๖ – ๘๘)

ต่อมา พระอาจารย์ที่วัดมาขอโยมแม่เพื่ออนุญาตให้บวชต่อ ว่าขอเณรสักองค์ เพราะทุกคนในบ้านทำนา อยากให้เณรเป็นข้าราชการ จึงพาไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ นั่งเรือยนต์จากหน้าบ้านล่องไปตามแม่น้ำลพบุรี ไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงกรุงเทพฯขึ้นที่ท่าเตียน ใช้เวลาเดินทางหนึ่งวันหนึ่งคืน

ในช่วงเวลานั้น กรุงเทพฯกำลังบูรณะซ่อมแซม เพราะสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพิ่งสงบ วัดเลียบกลายเป็นวัดเรียบร้อย เพราะพังราบเรียบไม่เหลืออะไร สะพานพระรามหกเป็นพระรามหัก เพราะถูกระเบิด สะพานพระพุทธยอดฟ้า กำลังซ่อมแซม ประชาชนกำลังเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ หลังอพยบหลบหนี

พระอาจารย์ได้นำสามเณรทองยอด มาฝากไว้ที่วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙ เริ่มแรกได้พำนักอยู่ที่คณะ ๓ ซึ่งเป็นคณะเก่าที่อาจารย์เคยอยู่มาก่อน และได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยสืบต่อมา

อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์

เมื่ออายุได้ครบถ้วน ได้อุปสมบทเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ ณ อุโบสถ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์

  • พระอุปัชฌาย์ คือ พระเทพสุธี (สวัสดิ์ กิตฺติสาโร ป.ธ.๕) ภายหลังได้รับสมณศักดิ์เป็น พระธรรมปัญญาบดี วัดมหาธาตุฯ เขตพระนคร กรุงเทพฯ
  • พระกรรมวาจาจารย์ คือ พระนิกรมมุนี (ปลื้ม อุตฺตโร ป.ธ.๕) ภายหลังได้รับสมณศักดิ์เป็น พระเทพเมธี วัดมหาธาตุฯ เขตพระนคร กรุงเทพฯ
  • พระอนุสาวนาจารย์ คือ พระปิฎกโกศล (ทองคำ ธมฺมทฺธโช ป.ธ.๙) ภายหลังได้รับสมณศักดิ์เป็น พระธรรมราชานุวัตร วัดมหาธาตุฯ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

การศึกษา

หลวงพ่อเป็นผู้ใฝ่รู้ใคร่ศึกษา ได้ศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม จนจบขั้นสูงสุดทั้งสองด้าน

  1. ๑. พ.ศ. ๒๔๘๓ สอบได้ ป.๔ โรงเรียนประชาบาลวัดนาค ตำบลพิตเพียน อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  2. ๒. พ.ศ. ๒๔๘๘ สอบได้ น.ธ.เอก สังกัดวัดนาค ตำบลพิตเพียน อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  3. ๓. พ.ศ. ๒๕๐๒ สอบได้ ป.ธ.๙ สำนักเรียนวัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ ในปีนี้ ป.ธ.๙ ทั้งประเทศสอบได้ ๘ รูป (วัดมหาธาตุได้ ๒ รูป)
  4. ๔. พ.ศ. ๒๕๑๓ สำเร็จ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยสันตินิเกตัน รัฐเวสต์เบงกอล
  5. ๕. พ.ศ. ๒๕๒๓ สำเร็จปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมคธ รัฐพิหาร อินเดีย

งานปกครองในไทย

  • พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นเลขนุการเจ้าคณะอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
  • พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นเจ้าคณะ ๑๗ วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ
  • พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ

งานปกครองในอินเดีย

  • พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นประธานคณะกรรมการกำกับดูแลวัดไทยนาลันทา
  • พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
  • พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตไทย สายประเทศอินเดีย
  • พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นพระอุปัชฌาย์วิสามัญ
  • พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นประธานคณะกรรมการกำกับการดูแล วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย
  • พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นประธานคณะกรรมการกำกับการดูแล วัดไทยลุมพินี เมืองลุมพินี ประเทศเนปาล
  • พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นประธานคณะกรรมการกำกับการดูแล วัดไทยสิริราชคฤห์ เมืองราชคฤห์ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
  • พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นประธานคณะกรรมการกำกับการดูแล วัดไทยไวสาลี เมืองไวสาลี รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

สมณศักดิ์

พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้รับสมณศักดิ์ พัดยศ ดังต่อไปนี้

  • พ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นพระเปรียญธรรม ๙ ประโยค
  • พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระศรีสุธรรมมุนี
  • พ.ศ. ๒๕๓๙ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชโพธิวิเทศ
  • พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพโพธิวิเทศ พิเศษ ศาสนกิจ ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

หลวงพ่อเดินทางมาอินเดีย พ.ศ. ๒๕๐๓

ภายหลังสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคแล้ว ได้เห็นพระนักศึกษาจากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยพูดภาษาอังกฤษได้ ท่านมีความต้องการที่จะพูดภาษาอังกฤษได้เหมือนกัน จึงได้เดินทางมาศึกษาต่อที่ประเทศอินเดีย โดยเดินทางมาถึงเมืองกัลกัตต้า เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ และเดินทางถึงพุทธคยา วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๓ เพื่อรายงานตัวต่อหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย คือ พระธรรมธีราชมหามุนี (ธีร์ ปุณณโก) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา

เข้าร่วมพิธีอุปสมบทครั้งแรกของวัดไทยพุทธคยา

เมื่อเดินทางไปถึงวัดไทย ท่านเจ้าคุณพระธรรมธีราชมหามุนีได้นิมนต์ให้เข้าร่วมในงานอุปสมบทของ ฯพณฯ ท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ในวันพุธที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ (แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๙) ซึ่งเป็นการบวชพระครั้งแรกของวัดไทยพุทธคยา

การศึกษาในอินเดีย

หลังจากนั้น หลวงพ่อได้เดินทางไปศึกษาภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยเดลี กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของประเทศอินเดีย เป็นระยะเวลา ๖ เดือน และต่อมาได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยสันตินิเกตัน รัฐเวสต์เบงกอล จนสำเร็จปริญญาโท และสำเร็จปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยมคธ เมืองพุทธคยา รัฐพิหาร

ทำงานในพุทธภูมิ

หลวงพ่อได้ทำงานในพุทธภูมิมาตั้งแต่วันแรกที่เดินทางมาถึงประเทศอินเดีย โดยมีผลงานที่โดดเด่นทั้งทางด้านการก่อสร้างวัด การดูแลพุทธสถานที่สำคัญ การบรรยายธรรมแก่พุทธบริษัท ชาวไทยและชาวต่างชาติ ดังต่อไปนี้

การสร้างวัดไทยในแดนดินถิ่นพุทธภูมิ

๑. วัดไทยนาลันทา เมืองนาลันทา รัฐพิหาร

เริ่มสร้างวัดกับพระมหาวันดีเป็นครั้งแรก และต่อมาได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาส ซื้อที่ดินขยายพื้นที่วัดไทยนาลันทาจากเดิมมีเพียงเล็กน้อย ให้มีเนื้อที่กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยได้สร้างอาคารที่พักรับรองผู้แสวงบุญ กุฎิที่พักสงฆ์ และอุโบสถจนแล้วเสร็จ

๒. วัดไทยสาวัตถี เมืองสาวัตถึ รัฐอุตรประเทศ

ได้ช่วยเหลือพระมหาประเสริฐ (ฤาษีเสริฐ) เอกปัญโญ สร้างวัดไทยสาวัตถีจนแล้วเสร็จ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น วัดเขมรสาวัตถี)

๓. พระเจดีย์พุทธคยา เมืองพุทธคยา รัฐพิหาร

พ.ศ. ๒๕๒๐ หลวงพ่อได้รับมอบหมายจากพระธรรมมหาวีรานุวัตร เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ให้เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างกำแพงแก้ว ด้านนอกล้อมบริเวณองค์พระเจดีย์พุทธคยา เป็นจำนวน ๘๐ ช่องและซุ้มประตูทางเข้าออก จำนวน ๒ ประตู ซึ่งทำให้บริเวณองค์พระเจดีย์มีความสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย นำความศรัทธามาสู่ชาวพุทธทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้นยังได้เป็นผู้ดูแลควบคุมการบูรณะห้องพระที่ชั้นบนขององค์พระเจดีย์ ให้เป็นห้องที่งดงาม เป็นห้องสวดมนต์ของชาวพุทธจนเสร็จสมบูรณ์

๔. วัดไทยพุทธคยา เมืองพุทธคยา รัฐพิหาร

นับตั้งแต่เป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๒ หลวงพ่อได้พัฒนาวัดและก่อสร้างเสนาสนะในวัดอย่างมากมาย ทำให้เกินความสงบร่มเย็นและเป็นที่ศรัทธาของคนทุกระดับชั้น

๕. วัดจีนพุทธคยา เมืองพุทธคยา รัฐพิหาร

ในช่วงที่วัดจีนพุทธคยา ไม่มีพระสงฆ์จีนจากแผ่นดินใหญ่อยู่ประจำ ทางคณะกรรมการสร้างวัดได้นิมนต์หลวงพ่อเป็นผู้ดูแลการสร้างวัดจนเสร็จเรียบร้อย

๖. ศาลาไทยวัดเวฬุวันมหาวิหาร เมือง ราชคฤห์

พ.ศ. ๒๕๑๔ ผู้มีจิตศรัทธาชาวไทยและพระธรรมทูต ไทยสายประเทศอินเดียได้สร้างศาลาไทยที่วัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา และหลวงพ่อเป็นหนึ่งในคณะทำงานได้ช่วยเหลืองานก่อสร้างศาลาไทยจนแล้วเสร็จสมบูรณ์

๗. วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ รัฐอุตรประเทศ

คุณจุมพล โพธิศรีวิสุทธิกุล และคณะพุทธบริษัทชาวไทย ได้มีศรัทธาสร้างวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ และหลวงพ่อได้เป็นผู้ควบคุมกำกับการก่อสร้าง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๗ จนสร้างเสร็จสมบูรณ์

๘. วัดไทยไวสาลี เมืองไพสาลี รัฐพิหาร

หลวงพ่อเป็นประธานสร้างวัดไวสาลี โดยมอบหมายให้พระครูสิทธิปริยัติวิเทศ (พระครูฉลอง จันทสิริ) เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง จัดซื้อที่ดิน สร้างเสนาสนะต่างๆ ภายในวัด ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ ร้อยละ ๗๐

๙. วัดไทยสิริราชคฤห์ เมืองราชคฤห์ รัฐพิหาร

พ.ศ. ๒๕๔๖ พุทธบริษัทชาวไทยได้สร้างถวาย โดยนิมนต์พระมหาวิเชียรวชิรวังโส (ภาระวงศ์) มาเป็นเจ้าอาวาส พระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นผู้ควบคุมกำกับการก่อสร้าง ปัจจุบันแล้วเสร็จร้อยละ ๘๐

งานด้านการศึกษาค้นคว้า

หลวงพ่อได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพระไตรปิฎก พุทธประวัติ และพุทธสถานอย่างมากมายในอินเดีย จนกลายเป็นหนังสือที่มีผู้คนอ่านและยอมรับเป็นอย่างมาก เช่น

  • ความมหัศจรรย์ของพระเจดีย์พุทธคยา
  • ประวัติพระเจดีย์พุทธคยาและต้นพระศรีมหาโพธิ์
  • เมืองราชคฤห์ นาลันทา

และการนำเสนอความรู้ใหม่ที่คนไทย เช่น นางสุชาดาเป็นมารดาพระยสะ หรือ เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เมืองราชคฤห์ เป็นต้น

งานประกาศพระพุทธศาสนา

หลวงพ่อทำงานด้านนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งแก่ชาวไทย  ชาวอินเดียและชาติอื่นๆ เช่น

  • บรรยายธรรมแก่ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาไหว้พระแสวงบุญ
  • สนับสนุนช่วยเหลือชาวพุทธอินเดียในด้านต่างๆ
  • ถวายจตุปัจจัย ผ้าไตรจีวร ช่วยเหลือโครงการบรรพชาอุปสมบทแก่พระสงฆ์อินเดียทั่วประเทศ
  • มอบพระพุทธรูปแก่พุทธสมาคมทั่วประเทศอินเดียปีละกว่า ๕๐ องค์

งานสาธารณสงเคราะห์ช่วยเหลือชาวอินเดีย

หลวงพ่อได้ช่วยเหลือชาวอินเดียในท้องถิ่นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดๆ ก็ไม่ได้รังเกียจ เช่น ตั้งโรงทานเลี้ยงอาหารแก่คนยากคนจน ตั้งคลินิก ช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยที่ยากจน ตั้งโรงเรียนเพื่อให้การศึกษาแก่กุลบุตรชาวอินเดีย

เป็นพระอุปัชฌาย์ที่ตั้งฉายาให้พระทุกรูปว่า “โพธิ”

หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า พระเดชพระคุณพระสุเมธาธิบดี อดีตเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาเป็นพระอุปัชฌาย์รูปแรกที่ตั้งฉายาว่า โพธิ แก่ผู้มาขอบวช โดยมีชาวอินเดีย ชื่อ สิวเล เป็นศาสตราจารย์จากนาคปูร์ เป็นคนแรกที่มาขอบวช หลวงพ่อพระสุเมธาธิบดีจึงตั้งฉายาให้ว่า สุวลีโพธิ และเป็นเหตุให้หลวงพ่อได้ยึดถือเอาเป็นแบบอย่างมาตราบเท่าทุกวันนี้

พ.ศ. ๒๕๓๓ หลวงพ่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์วิสามัญ และเมื่อมีผู้มาขอบรรพชาอุปสมบทที่ประเทศอินเดีย หลวงพ่อจึงตั้งฉายา (ชื่อเป็นภาษาบาลี) ที่มีคำว่า โพธิ ให้แก่ทุกคนที่บวช คำว่า โพธิ ปรากฏที่อยู่ด้านหน้า ตรงกลาง และท้ายสุดของฉายา เช่น

  • โพธิ อยู่ด้านหน้าฉายา เช่น โพธิญาโณ
  • โพธิ อยู่กลางฉายา เช่น สุโพธิญาโณ
  • โพธิ อยู่ท้ายฉายา เช่น ญาณพลโพธิ

หลวงพ่อบอกว่า เพราะต้องการให้ผู้บวชได้ระลึกถึงและจดจำเหตุการณ์ครั้งสำคัญของชีวิตที่มีโอกาสได้มาบรรพชาใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้และอุปสมบทที่วัดไทยพุทธคยาได้ และต้องการให้ผู้บวชมีปัญญารู้แจ้ง เหมือนฉายาที่ว่า โพธิ คือ ความรู้แจ้ง

การที่ตั้งฉายา (ชื่อ) แก่ผู้มาขอบวชทุกคนที่มีคำว่า โพธิ มีเพียงหลวงพ่อรูปเดียวเท่านั้นที่ตั้ง ส่วนพระอุปัชฌาย์รูปอื่นๆ ไม่นิยมตั้ง เพราะจะทำให้ฉายามีหลายพยางค์ สวดกรรมวาจาค่อนข้างยาก โดยทั่วไปในประเทศไทย พระอุปัชฌาย์จะตั้งฉายาไม่เกิน ๓ – ๔ พยางค์ เท่านั้น แต่สำหรับหลวงพ่อแล้วบางครั้งตั้งฉายา มีความยาว ๖ – ๘ พยางค์ก็มี

หลวงพ่อกับงานบรรยายธรรมในแดนพุทธภูมิ

งานเทศนาธรรม สอนธรรม เป็นงานแรกที่พระพุทธเจ้าทรงมอบหมายให้พระสงฆ์ทำและถือว่าเป็นงานหลัก เพราะทำให้คนได้รู้จักดีชั่ว รู้จักประโยชน์และนำธรรมไปประพฤติ ปฏิบัติจนเกิดความสุขแก่ตนเองและผู้อื่นได้

เมื่อ พระเจ้าอโศกมหาราช ได้เสด็จธรรมยาตราไปนมัสการพุทธสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระเป็นผู้นำไป ได้แสดงธรรมและอธิบายความสำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้พระเจ้าอโศกได้รับทราบ จนทำให้พระองค์มีความเลื่อมใสเป็นอย่างมากได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ตระหนักถึงความสำคัญของการแสดงธรรมบรรยาย ท่านได้ศึกษาพระไตรปิฎกและอรรถกถาอย่างจริงจัง เข้าใจอย่างถ่องแท้ รวมทางท่านจบเปรียญธรรม ๙ ประโยค เมื่อมาอินเดียศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง มีความชำนาญในภาษาอังกฤษ ภาษาฮินดี ประวัติศาสตร์ของอินเดีย จึงได้แสดงธรรมแก่พระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา พุทธบริษัทชาวไทยและต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งของไทยและประเทศอินเดีย โดยได้ปลูกศรัทธาให้พุทธบริษัทมีความเคารพศรัทธาและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของ พระพุทธองค์ ทำให้ทุกคนที่ไปไหว้พระแสวงบุญที่อินเดียมีความซาบซึ้งในพระธรรมคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า

และที่สำคัญที่สุด หลวงพ่อได้เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่พระธรรมวิทยากรในพุทธภูมิได้ถือปฏิบัติตามปฏิปทาของหลวงพ่อจนถึงปัจจุบัน

ประวัติอย่างย่อ

๑. ชื่อ พระเทพโพธิวิเทศ ฉายา ภูริปาโล อายุ ๗๗ พรรษา ๕๗ วิทยฐานะ ป.ธ. ๙, Ph.D ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง

  • เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
  • หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายประเทศอินเดีย

๒. สถานะเดิม ชื่อ ทองยอด นามสกุล บุณยเนตร เกิด วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ ตรงกับวันแรม ๗ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะโรง บิดาชื่อ นายไวย บุณยเนตร มารดาชื่อ นางถมยา บุณยเนตร ณ บ้านพิตเพียน หมู่ ๕ ตำบลพิตเพียน อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

๓. บรรพชา วันจันทร์ ที่ ๑๓ เดือนกรกฏาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ตรงกับวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะแม ณ พัทธสีมาวัดกุฎีทอง ตำบลพิตเพียน อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระอุปัชฌาย์ พระครูประจักษ์สุตคุณ วัดอุโลม ตำบลมหาราช อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

๔. อุปสมบท วันพฤหัสบดี ที่ ๑ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ ตรงกับวันแรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๗ ปีชวด ณ พัทธสีมาพระอุโบสถวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พระอุปัชฌาย์ พระธรรมปัญญาบดี (สวัสดิ์ กิตฺติสาโร ป.ธ. ๕) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพสุธี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พระกรรมวาจาจารย์ พระเทพเมธี (ปลื้ม อุตฺตโร ป.ธ. ๕) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระนิกรมมุนี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พระอนุสาวนาจารย์ พระธรรมราชานุวัตร (ทองคำ ธมฺมทฺธโช ป.ธ. ๙) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระปิฎกโกศล วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

๕. วิทยฐานะ

  • พ.ศ. ๒๔๘๙ สอบได้นักธรรมเอก วัดกุฎีทอง ตำบลพิตเพียน อำเภอมหาราช สำนักเรียนคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • พ.ศ. ๒๕๐๒ สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค สำนักเรียนวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ กรุงเทพมหานคร
  • พ.ศ. ๒๕๒๖ สำเร็จการศึกษาปริญญาเอก สาขาปรัชญา มหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดีย

๖. งานปกครอง

  • พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
  • พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร และเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายประเทศอินเดีย
  • พ.ศ ๒๕๓๓ เป็นพระอุปัชฌาย์วิสามัญ

๗. สมณศักดิ์

  • พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระศรีสุธรรมมุนี
  • พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชโพธิวิเทศ
  • พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพโพธิวิเทศ

มรณภาพ

ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ประเทศไทย เมื่อเวลา ๐๙.๐๐ น. เช้าวันที่ ๒๘ พฤษภาคม​ พ.ศ. ๒๕๕๔ สิริอายุ ๘๓ ปี พรรษา ๖๓ การบำเพ็ญกุศลที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ท่าพระจันทร์ พระราขทานเพลิง วันที่ ๒๒​ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นประธาน ณ วัดสระเกศวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เวลา ๑๗.๐๐ น.

อ้างอิง

แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็น